วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ
<p> วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ เป็นวารสารทางวิชาการ จัดทำโดย คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยจัดทำเป็นวารสารราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการหรือวิจัยในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ได้แก่ การตลาด การจัดการ การเงิน การบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวและการโรงแรม </p> <p> 2. เพื่อให้บริการทางวิชาการในสาขาบริหารธุรกิจ ได้แก่ การตลาด การจัดการ การเงิน การบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวและการโรงแรม </p> <p> 3. เพื่อสร้างเครือข่ายและพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ได้แก่ การตลาด การจัดการ การเงิน การบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว และการโรงแรม และสาขาเศรษฐศาสตร์</p> <p><strong>ประเภทผลงานที่รับพิจารณาตีพิมพ์ (ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ)</strong></p> <p> 1. บทความวิจัย (Research article)</p> <p> 2. บทวิจารณ์วิชาการ (Critique/ Discussion paper) </p> <div id="focusAndScope"> <div id="focusAndScope"> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่</strong><strong> (Publication Frequency) </strong></p> <p> - <strong><u>ฉบับที่ 1</u></strong> เดือนมกราคม – มิถุนายน</p> <p> - <strong><u>ฉบับที่ 2</u></strong> เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม </p> <p><strong>ระยะเวลาในการรับพิจารณาบทความ</strong></p> <p> - <strong><u>ฉบับที่ 1</u></strong> เดือนมกราคม – เมษายน</p> <p> - <strong><u>ฉบับที่ 2</u></strong> เดือนกรกฎาคม – ตุลาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (</strong><strong>Article Processing Charges) </strong><strong><br /></strong> วารสารไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </p> <p><strong>Peer Review Process</strong></p> <p> บทความทุกบทความที่ส่งพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ จะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นการประเมินคุณภาพแบบผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double blinded peer review) ซึ่งบทความแต่ละเรื่องจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ใน 3 ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาในขั้นแรกแล้ว ผู้เขียนจะต้องแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ และจะต้องผ่านการตรวจสอบการแก้ไขจากกองบรรณาธิการว่ามีการแก้ไขอย่างถูกต้องจึงจะผ่านการพิจารณาตีพิมพ์ หลังจากนั้นทางวารสารฯ จึงจะออกหนังสือรับรองการตีพิมพ์ให้ผู้เขียนบทความต่อไป</p> <p><strong>ฐานข้อมูลวารสาร</strong></p> <p> ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่มที่ 2</p> <p><strong>การติดต่อวารสาร</strong></p> <p> คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 114 สุขุมวิท 23 กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ 0-2649-5000 ต่อ 11754, 0-2169-1018 E-mail Address: <a href="mailto:mbasbj@gmail.com">mbasbj@gmail.com</a></p> </div> </div>
คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ: Faculty of Business Administration for Society, Srinakharinwirot University
th-TH
วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
2985-2234
<p>วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ ยินดีรับบทความวิจัยและบทความทางวิชาการด้านบริหารธุรกิจ เพื่อพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ซึ่งทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารฯ ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบโดยตรงของผู้เขียน มิใช่เป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบใดๆ ของคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้ประสงค์จะนำบทความหรือบทวิจารณ์ใดๆ ไปเผยแพร่ จะต้องได้รับการอนุญาตจากวารสารเป็นลายลักษณ์อักษร ลิขสิทธิ์บทความที่เผยแพร่ทั้งหมดเป็นของวารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ</p>
-
อิทธิพลของกรอบความคิดแบบเติบโต และความถ่อมตน ในฐานะปัจจัยกำกับที่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดเรื่องคนเก่งในตนกับพฤติกรรมทางลบในองค์การ
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/1148
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดเรื่องคนเก่งในตนเองกับพฤติกรรมทางลบในองค์การ โดยมีกรอบความคิดแบบเติบโตและความถ่อมตนในตนเองเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานประจำจำนวน 300 คน จากหลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 1 ปี เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีตัวแปรกำกับ (Moderated multiple regression)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดเรื่องคนเก่งในตนเองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมทางลบในองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะเดียวกันกรอบความคิดแบบเติบโตและความถ่อมตนในตนเองสามารถลดความแรงของความสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ บุคคลที่มีแนวโน้มมองว่าตนเองเป็นคนเก่งแต่มีความคิดแบบเติบโตหรือมีความถ่อมตน จะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมทางลบน้อยกว่าผู้ที่ขาดคุณลักษณะเหล่านี้</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโตและความถ่อมตนในองค์การเพื่อป้องกันพฤติกรรมทางลบ โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง</p>
Siam Prasertkul
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-09-08
2025-09-08
16 2
1
16
-
ความสัมพันธ์ระหว่างกำไรสุทธิทางบัญชี กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมทางการเงิน และผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในกลุ่มหลักทรัพย์ยั่งยืนของ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/985
<p>งานวิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกำไรสุทธิทางบัญชี กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงิน และผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในกลุ่มหลักทรัพย์ยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี แบบแสดงรายงาน56-1 ณ สิ้นรอบบัญชีจากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ รายงานข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) จากเว็บไซต์รีฟินิทิฟ สำหรับ 185 บริษัท ในปี พ.ศ. 2564 – 2566 ทั้งหมด 494 ชุดข้อมูล โดยตัวแปรอิสระที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ กำไรสุทธิทางบัญชี (NETPROFIT) และกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมทางการเงิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน (CFO) กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมการลงทุน (CFI) และ กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมการจัดหาเงิน (CFF) ตัวแปรตาม คือ ผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (SUSTAIN) ซึ่งวัดจากการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ การกำกับดูแลกิจการ และมีการใช้ตัวแปรกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมทางการเงินเป็นตัวแปรเชิงกำกับ เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามในกลุ่มหลักทรัพย์ยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและเมื่อใช้สถิติพรรณนาในการอธิบายค่าสถิติเบื้องต้นของกลุ่มตัวอย่าง 494 ชุดข้อมูล พบว่ากำไรสุทธิทางบัญชีของกลุ่มหลักทรัพย์ยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5,135.69 ล้านบาท กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7,814.81 ล้านบาท กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมการลงทุน (CFI) มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ -4,905.93 ล้านบาท และกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมการจัดหาเงิน (CFF) มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ -1,692.15 ล้านบาท และมีคะแนนผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 51.07 คะแนนจากคะแนนเต็มทั้งหมด 100 คะแนน เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงกำกับด้วยวิธีการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) พบว่า 1) กำไรสุทธิทางบัญชีมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน 2) กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุนและกิจกรรมการจัดหาเงินมีผลกระทบเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างกำไรสุทธิทางบัญชีและผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนกลุ่มหลักทรัพย์ยั่งยืน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
Phatteera Phengphit
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-11-19
2025-11-19
16 2
17
34
-
ผลกระทบของคุณลักษณะของประธานเจ้าหน้าที่บริหารต่อผลการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการในประเทศไทย
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/1075
<p>การศึกษานี้วิเคราะห์อิทธิพลของคุณลักษณะของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ที่มีต่อผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental, Social, and Governance: ESG) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2566 โดยใช้ข้อมูลพาแนลจำนวน 610 ตัวอย่าง ซึ่งรวบรวมจากรายงานประจำปี เว็บไซต์ของบริษัท ฐานข้อมูล Refinitiv Workspace และ SETSMART การวิเคราะห์อาศัยกรอบแนวคิดจากทฤษฎีตัวแทน ทฤษฎีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทฤษฎีผู้บริหารระดับสูง และทฤษฎีมวลวิกฤต โดยศึกษาผลของคุณลักษณะของ CEO ได้แก่ เพศ อายุ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาต่อผลการดำเนินงานด้าน ESG ทั้งในภาพรวม รายองค์ประกอบ และสถานะการได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน โดยใช้แบบจำลองถดถอยพาแนลทั้งแบบผลกระทบคงที่และผลกระทบสุ่ม รวมถึงการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเพื่อตรวจสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสการได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อดังกล่าวผลการวิเคราะห์พบว่า CEO เพศหญิงมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับผลการดำเนินงานด้าน ESG ในทุกมิติ โดยคะแนน ESG โดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.81 คะแนน และคะแนนด้านการกำกับดูแลกิจการเพิ่มขึ้น 10.62 คะแนน สนับสนุนทฤษฎีมวลวิกฤตซึ่งชี้ว่า ความหลากหลายทางเพศในผู้นำระดับสูงช่วยยกระดับธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพองค์กร นอกจากนี้ อายุและวาระการดำรงตำแหน่งของ CEO มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนน ESG ด้านสังคม การกำกับดูแลกิจการ และการได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน ในขณะที่การดำรงตำแหน่ง CEO ควบกับประธานกรรมการบริษัทสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญกับคะแนน ESG โดยรวม ลดลงเฉลี่ย 2.32 คะแนน ส่วนการถือหุ้นของ CEO มีผลลัพธ์ที่หลากหลาย และ CEO ที่มีวุฒิการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาบริหารธุรกิจหรือวิศวกรรมศาสตร์มีแนวโน้มได้คะแนนด้านสังคมสูงกว่ากลุ่มอื่น ผลการศึกษานี้ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ครั้งแรกในบริบทของประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างคุณลักษณะผู้นำองค์กรกับสมรรถนะด้าน ESG ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายด้านการคัดเลือกผู้นำ การกำกับดูแลองค์กรและการส่งเสริมความยั่งยืนในตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนา</p>
อารยา เอกพิศาลกิจ
ชัชฎาภรณ์ เชิญมาก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-11-19
2025-11-19
16 2
35
52
-
การเปรียบเทียบพฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวในประเทศไทย
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/923
<p>การวิจัยเรื่องพฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียว และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินในเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการแจกแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวในประเทศไทย จำนวน 400 คน และทดสอบสมมติฐานจากการวิเคราะห์แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยโดยจำแนกตามกลุ่มของนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียว พบว่า 1) กลุ่ม Introvert Solo Traveler ร้อยละ 60.15 เดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมาแล้ว 1-3 ครั้ง ร้อยละ 42.11 มีวันเดินทางไม่แน่นอน 2) Extrovert Solo Traveler ร้อยละ 49.79 เดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมาแล้ว 1-3 ครั้ง ร้อยละ 43.98 เดินทางตามโอกาสที่สะดวกหรือไม่มีวันเดินทางที่แน่นอน และ 3) Guide Solo Traveler ร้อยละ 88.46 เดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมาแล้ว 1-3 ครั้ง และร้อยละ 42.31 นิยมเดินทางท่องเที่ยวในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนปัจจัยผลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวของทั้ง 3 กลุ่ม คือ ต้องการความเป็นอิสระ โดยมีค่าเฉลี่ย = 4.54, = 4.65 และ = 4.73 ตามลำดับ ซึ่งผลจากการศึกษาในครั้งนี้ทำให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต่อไป</p>
Benjawan Saenrat
จินณพัษ โดมินิค
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-11-19
2025-11-19
16 2
53
76
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ของผู้ใช้บริการ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/1168
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ของผู้ใช้บริการ และ 2) เปรียบเทียบระดับการยอมรับคุณค่าตามเจตนาในการซื้อของกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน โดยกรอบแนวคิดการวิจัยประยุกต์จากทฤษฎี กรอบแนวคิดการแพร่เทคโนโลยี และการยอมรับคุณค่าตามความมุ่งหมาย Value-Based Adoption Model (VAM) มาปรับใช้ในการศึกษา วิธีการสำรวจ และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก (Convenience Sampling) จำนวน 406 คน จากกลุ่มผู้ที่ใช้หรือเคยใช้บริการซื้อเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างตาม เพศและอายุ ทำการแจกแบบสอบถามออนไลน์ โดยใช้ Google Form ให้กับผู้ที่ใช้หรือเคยใช้บริการซื้อเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีวิธีการเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างด้วยการเผยแพร่แบบสอบถามออนไลน์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่ม Facebook, Line OpenChat, กลุ่มผู้สนใจแต่งบ้าน, เฟอร์นิเจอร์, Marketplace รวมถึงโพสต์บนเพจ หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัย 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ของผู้ใช้บริการ พบว่า ช่วงอายุที่ต่างกันของผู้ใช้บริการ มีระดับการยอมรับคุณค่าตามความมุ่งหมาย ของผู้ใช้บริการ โดยช่วงอายุตั้งแต่ 18-44 ปี ให้ความสำคัญในทุกปัจจัยมากกว่าช่วงอายุอื่น 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับการยอมรับคุณค่าตามเจตนาในการซื้อของกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน พบว่า การรับรู้คุณค่า และความเชื่อมั่นในตราสินค้า ส่งผลต่อระดับการยอมรับคุณค่าตามความมุ่งหมายของผู้ใช้บริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
กมลทิพย์ ตัณฑวณิช
กอบกูล จันทรโคลิกา
ถนอมศักดิ์ สุวรรณน้อย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-11-19
2025-11-19
16 2
77
91
-
การพัฒนาองค์ประกอบตัวชี้วัดชุมชนเชิงนิเวศในระดับเมือง ระดับอุตสาหกรรม และระดับชุมชนของประเทศไทย
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/1027
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบตัวชี้วัดชุมชนเชิงนิเวศแบบบูรณาการ จากการศึกษาการพัฒนาองค์ประกอบตัวชี้วัดชุมชนเชิงนิเวศของประเทศไทยในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับเมือง ระดับอุตสาหกรรม และระดับชุมชน ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary research) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารระดับทุติยภูมิ และคัดเลือกเอกสารโดยใช้หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกเอกสารตามแนวทางของ Scott (2006) ผ่านเว็บไซต์และเอกสารของหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่มีหน้าที่โดยตรงต่อการพัฒนาองค์ประกอบตัวชี้วัดชุมชนเชิงนิเวศในระดับต่างๆ ประกอบไปด้วย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน การเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วจำนวน 12 ฉบับ ผลการสังเคราะห์การพัฒนาองค์ประกอบตัวชี้วัดชุมชนเชิงนิเวศของประเทศไทยในระดับต่างๆ ทั้ง 3 ระดับแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 5 ด้าน 37 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ 4 องค์ประกอบ 2) ด้านสังคม 10 องค์ประกอบ 3) ด้านสิ่งแวดล้อม 7 องค์ประกอบ 4) ด้านกายภาพ 5 องค์ประกอบ และ 5) ด้านการบริหารจัดการ 11 องค์ประกอบ ซึ่งการสังเคราะห์ประเด็นตัวชี้วัดขององค์ประกอบตัวชี้วัดชุมชนเชิงนิเวศแบบบูรณาการดังกล่าว จะมีประโยชน์อย่างมากกับหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาชุมชนหรือชุมชนเอง เพื่อใช้เป็นกรอบการพัฒนาตัวชี้วัดชุมชนเชิงนิเวศตามบริบทพื้นที่ต่างๆ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมของชุมชน เพื่อมุ่งสู่เมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรมต่อไป</p>
Natthaporn Chaipin
วิสาขา ภู่จินดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-11-19
2025-11-19
16 2
92
110
-
การลดเศษวัสดุโดยใช้ระเบียบวิธี DMAIC: กรณีศึกษาของโรงงานผลิตในประเทศพม่า
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/1106
<p>กรณีศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่บริษัท Modern Steel ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กสำหรับการก่อสร้าง มีสถานที่ตั้งอยู่ในย่างกุ้ง ประเทศพม่า ขอบเขตของการศึกษานี้เน้นไปที่สายการผลิตแป (purlin) เพราะเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่มีปริมาณการผลิตสูงสุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด บริษัทเผชิญปัญหาด้านอัตราผลิตการเกิดเศษวัสดุสูงในสายการผลิตแป (purlin) อัตราของเศษวัสดุในปัจจุบันอยู่ที่ 3% ซึ่งเกินกว่าอัตราที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1% ปัญหานี้มีผลเสียต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิต และนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นที่เพิ่มขึ้น อัตราเศษวัสดุ 3% เทียบเท่ากับประมาณ 22 ตันของวัตถุดิบในช่วงเก้าเดือน ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียถึง 33 ล้านจ๊าตเมียนมา (MMK)</p> <p>แนวทางการจัดการแบบ ลีน ซิกส์ซิกมา โดยใช้วิธี DMAIC ช่วยให้องค์กรสามารถระบุปัญหา ข้อมูลที่จำเป็นถูกรวบรวมเป็นระยะเวลาเก้าเดือนจากสถานที่ทำงานจริง หลังจากที่ใช้เครื่องมือทางคุณภาพในการวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุหลักที่มีผลต่อการเกิดเศษวัสดุถูกระบุไว้มีดังนี้ ไม่มีการระบุขนาดสำหรับการจัดตำแหน่งของคู่มือผู้ใช้และลูกกลิ้งในคู่มือการปรับเครื่องจักร ไม่มีอุปกรณ์นำทางระหว่างสถานีตัดและสถานีขึ้นรูปแผ่น เครื่องถูกออกแบบให้มีระยะห่าง 1500 มม. ระหว่างสถานีตัดและสถานีขึ้นรูป ความยาวที่จำกัดของชุดวัตถุดิบและไม่มีการสอบเทียบตัวเข้ารหัสหมุน อย่างสม่ำเสมอ</p> <p>หลังจากนั้น ได้มีการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพผ่านการระดมความคิดร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการผลิต และโดยการนำกลยุทธ์การควบคุมไปใช้เพื่อป้องกันการเกิดเศษวัสดุในอนาคต การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่สำคัญ อัตราของเศษวัสดุลดลงมาที่ 1% ซึ่งได้ตามเป้าที่กำหนดของบริษัท ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวิธีการ DMAIC ไม่เพียงแต่ลดอัตราการเกิดเศษวัสดุ แต่ยังช่วยรักษาและปรับปรุงการเพิ่มผลิตภาพใน การดำเนินการผลิตด้วย</p>
Soe Moe Thu
สโรบล สมุทคุปติ์
ปิยวรรณ พุทธิบาลเจริญศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-11-19
2025-11-19
16 2
111
129
-
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรนในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ของเกษตรกรในระบบการเกษตรแบบพอเพียง: กรณีศึกษาในจังหวัดเพชรบุรี
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/BASSBJ/article/view/1267
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรนในภาคการเกษตรของเกษตรกรในระบบการเกษตรแบบพอเพียง 2) ผลของการใช้เทคโนโลยีโดรนต่อการลดต้นทุนการผลิต และ 3) ผลของการใช้เทคโนโลยีโดรนต่อประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรในจังหวัดเพชรบุรีที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี จำนวน 428 คน ซึ่งได้จากการคำนวณขนาดตัวอย่างของ Cochran (1977) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรนส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในระบบเกษตรพอเพียงในจังหวัดเพชรบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยที่มีอิทธิพลได้แก่ รูปแบบการประยุกต์ใช้ (X<sub>m</sub>) ประเภทกิจกรรมทางการเกษตร (X<sub>t</sub>) และ ความต้องการเฉพาะของพื้นที่เพาะปลูก (X<sub>w</sub>) โดยสามารถร่วมกันทำนายการลดต้นทุนได้ร้อยละ 69.4 (R<sup>2</sup>=0.694) และสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ดังนี้ <sub>total</sub> = 0.779 + 0.891(X<sub>m</sub>) + 0.494(x<sub>t</sub>) + 0.661(x<sub>w</sub>) 2) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรนส่งผลให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในระบบเกษตรพอเพียงในจังหวัดเพชรบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยที่มีอิทธิพลได้แก่ รูปแบบการประยุกต์ใช้ (X<sub>m</sub>)ประเภทกิจกรรมทางการเกษตร (X<sub>t</sub>) และ ความต้องการเฉพาะของพื้นที่เพาะปลูก (X<sub>w</sub>) โดยสามารถร่วมกันทำนายการเพิ่มประสิทธิภาพได้ร้อยละ 54.2 (R<sup>2</sup> = 0.542) และสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ดังนี้ <sub>total</sub> = 0.529 + 0.465(X<sub>m</sub>) + 0.553(x<sub>t</sub>) + 0.335(x<sub>w</sub>)</p>
รอฟีกี หวันเหล็ม
ศิรินันท์ มศรีภูมิ
อุปพันธ์ ทวีผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารธุรกิจศรีนครินทรวิโรฒ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2025-11-19
2025-11-19
16 2
130
143