https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/issue/feed วารสารเศรษฐกิจสร้างสรรค์นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่น 2026-09-08T08:29:42+07:00 Sarawoot Intapanom sarawooti@life.ac.th Open Journal Systems <p>JOURNAL NAME: Creative Economy Journal and Local Community Innovation<br />ISSN: 2774-0242 (Online) <br />Publication Frequency : Biannual (2 issues per year)<br />Aims and Scope :</p> <p data-start="242" data-end="680">The <em data-start="246" data-end="303">Creative Economy Journal and Local Community Innovation</em> aims to disseminate high-quality academic and research articles in the fields of humanities and social sciences, with a particular focus on creative economy, community innovation, and local development. The journal provides a scholarly platform for the exchange of knowledge that integrates theoretical perspectives with practical applications in community and local contexts.</p> <p data-start="682" data-end="1215">The scope of the journal covers, but is not limited to, creative economy, community development, social innovation, quality of life, community-based tourism, agriculture and food systems, community enterprises, public health, natural resources and environmental management, education, and community management systems. Emphasis is placed on research and academic works that involve community participation, collaborative approaches, and knowledge utilization to address community challenges and promote sustainable local development.</p> <p data-start="1217" data-end="1471">The journal welcomes submissions from scholars, researchers, practitioners, and the general public whose works demonstrate academic rigor and practical relevance, contributing to lifelong learning and the enhancement of community capacity and well-being.</p> https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2781 แนวทางการพัฒนาศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนบ้านหัวแรต ตำบลเสาเภา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-09-05T14:20:58+07:00 กมลพรรณ ขำสุข addy2522@gmail.com ศุภการ สิริไพศาล Sarawooti@life.ac.th <p class="isSelectedEnd">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพและบริบทโดยทั่วไปของการทำเกษตรของสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนบ้านหัวแรต 2) เพื่อสำรวจสภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนบ้านหัวแรต และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่เหมาะสมกับภูมิสังคมบ้านหัวแรต รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์และการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนบ้านหัวแรตก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 โดยจัดตั้งเป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศูนย์ขยาย) มีสมาชิกจำนวน 30 คน และมีการนำสารชีวภัณฑ์มาใช้ในระบบการผลิต โดยเฉพาะการผลิตไม้ผล ในปีดังกล่าว สมาชิกได้กำหนดให้มังคุดเป็นพืชหลักสำหรับการพยากรณ์และติดตามการระบาดของศัตรูพืช พร้อมทั้งทดลองใช้สารชีวภัณฑ์ ตลอดจนวิเคราะห์การทำเกษตรและระบบเศรษฐกิจของครัวเรือนสมาชิก ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ให้เหมาะสมกับภูมิสังคม จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพด้านความรู้ การจัดการสารชีวภัณฑ์ การสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเศรษฐกิจครัวเรือนของสมาชิก ตลอดจนยกระดับกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนและผลักดันนโยบายในระดับท้องถิ่น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2568 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/management/importexport/plugin/QuickSubmitPlugin/saveSubmit https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2782 การเสริมสร้างพลังอำนาจของโรงเรียนผู้สูงอายุในการพัฒนาสุขภาวะ: กรณีศึกษาโรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาล 2026-09-05T14:42:51+07:00 นุสวรรณ สินเจิมศิริ sarawooti@life.ac.th เดชรัตน์ สุขกำเนิด sarawooti@life.ac.th <p class="isSelectedEnd">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหา อุปสรรค และบทบาทของโรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาล 2) ศึกษาพัฒนาการของการเสริมสร้างพลังอำนาจในการจัดทำหลักสูตรพัฒนาสุขภาวะของโรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาล และ 3) ศึกษาผลที่เกิดจากการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อโรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาล การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาล จำนวน 86 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างพลังอำนาจ</p> <p class="isSelectedEnd">ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาลมีปัจจัยแห่งความสำเร็จ 2 ลักษณะ ได้แก่ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายในประกอบด้วย 1) ความศรัทธาที่มีต่อบุคลากรแกนนำ เช่น เจ้าอาวาสวัดป่าตาล อดีตผู้นำชุมชน และข้าราชการบำนาญที่เป็นคณะกรรมการ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ 2) ครูพี่เลี้ยงจิตอาสาซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาล มีความเสียสละ ทำหน้าที่ประสานงานกับทุกภาคส่วน และออกแบบกระบวนการและกิจกรรมต่าง ๆ และ 3) ผู้เรียนมีความหลากหลายและมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี ช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการเรียนรู้ การสร้างความคิด และการจัดกิจกรรมใหม่ ๆ รวมถึงพัฒนาไปสู่การเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สมาชิกรุ่นต่อไป</p> <p class="isSelectedEnd">ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเสริมสร้างพลังอำนาจให้โรงเรียนผู้สูงอายุสามารถจัดการกิจกรรมได้ด้วยตนเอง โดยเน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในตำบลบวกค้าง เช่น การสนับสนุนวิทยากรและงบประมาณบางส่วนจากเทศบาลตำบลบวกค้าง รวมถึงการนำทุนทางภูมิปัญญาของนักเรียนผู้สูงอายุมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน</p> <p>การเสริมสร้างพลังอำนาจทั้งภายในและภายนอกของโรงเรียนผู้สูงอายุวัดป่าตาลช่วยพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการ ครูพี่เลี้ยง และนักเรียนผู้สูงอายุ ทำให้เกิดความมั่นใจ กล้าตัดสินใจ สามารถถ่ายทอดความรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ได้ การจัดทำหลักสูตรของโรงเรียนผู้สูงอายุมุ่งเน้นให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาสุขภาวะด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา นักเรียนผู้สูงอายุมีความสุขในการทำกิจกรรมร่วมกันและสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐกิจสร้างสรรค์นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่น https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2784 ความสัมพันธ์และการปรับตัวของร้านขายของชำกับผู้บริโภคในชุมชน ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย 2026-09-05T14:50:31+07:00 ชูชาติ อุทัยชิต sarawooti@life.ac.th เดชรัต สุขกำเนิด sarawooti@life.ac.th <p class="isSelectedEnd">การวิจัยเรื่องความสัมพันธ์และการปรับตัวของร้านขายของชำกับผู้บริโภคในชุมชน ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์และการปรับตัวของผู้ประกอบการร้านขายของชำกับผู้บริโภค 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาและการปรับตัวของผู้ประกอบการร้านขายของชำ รวมทั้งศึกษาความต้องการของผู้บริโภค และ 3) ศึกษาแนวทางการสร้างความสัมพันธ์และเครื่องมือในการปรับตัวของผู้ประกอบการร้านขายของชำกับผู้บริโภค การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีจำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกต และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p class="isSelectedEnd">ผลการศึกษาพบว่า ก่อนดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์และการปรับตัว รวมทั้งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ร้านสะดวกซื้อของกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาดำเนินกิจการในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์และการปรับตัวของร้านขายของชำกับผู้บริโภคในชุมชนมากขึ้น</p> <p>นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้แนวทางในการสร้างความสัมพันธ์และเครื่องมือสำหรับการปรับตัวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในชุมชนในหลากหลายรูปแบบ การรวมกลุ่มผู้ประกอบการร้านขายของชำในชุมชนเพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการ การทำความเข้าใจทิศทางการดำเนินธุรกิจในชุมชน การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ และการเรียนรู้เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการสินค้าที่มีจุดเด่นของแต่ละชุมชนให้มีมาตรฐานและมีเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ร้านสะดวกซื้อไม่มีจำหน่าย ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ร้านขายของชำในชุมชนและช่วยให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2785 กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2026-09-05T15:16:53+07:00 เครือวัลย์ คำมูล sarawooti@life.ac.th เดชรัต สุขกำเนิด sarawooti@life.ac.th <p class="isSelectedEnd">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2) ถอดบทเรียนและจัดทำข้อเสนอจากประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะของเทศบาลตำบลป่าไผ่ และ 3) ส่งเสริมให้เทศบาลตำบลป่าไผ่จัดทำแผนสนับสนุนหรือพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> <p class="isSelectedEnd">การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีจำนวน 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การสนทนากลุ่ม และการจัดเวทีนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะระดับตำบลต่อสมาชิกสภาเทศบาลตำบลป่าไผ่ เพื่อนำข้อมูลไปสู่การจัดทำแผนและเทศบัญญัติงบประมาณที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยการจัดประชุมประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการจัดเก็บขยะของเทศบาล การขอความร่วมมือจากชุมชนในการคัดแยกขยะ การจัดโครงการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการจัดการขยะและการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจากขยะ ตลอดจนการรณรงค์ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงผ้า 2) ผลจากการถอดบทเรียนและข้อเสนอของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะ พบว่า ประชาชนและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการคัดแยกและจัดการขยะแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะอันตราย รวมทั้งมีการจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครเก็บขยะ และ 3) เทศบาลตำบลป่าไผ่ได้จัดทำแผนสนับสนุนและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกำหนดแนวทางการจัดการขยะที่ชัดเจนและออกแบบระบบคัดแยกและจัดการขยะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ส่งผลให้ปริมาณขยะในชุมชนลดลง อันเป็นผลจากการปรับปรุงนโยบายการจัดการขยะและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เพิ่มขึ้น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2794 การเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาเกษตรกรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี 2026-09-07T19:24:09+07:00 ฉัตรชัย ไทยบรรเทิง sarawooti@life.ac.th วงศ์สถิตย์ วิสุภี sarawooti@life.ac.th <p class="isSelectedEnd">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยตนเองของเกษตรกร และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ 2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกรในโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และ 3) ศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรจากการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจในอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ให้ข้อมูลมีจำนวน 15 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกต การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการศึกษาดูงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p class="isSelectedEnd">ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรเรียนรู้และทำเกษตรตามความเข้าใจและการสืบทอดจากบิดามารดา แต่ยังขาดองค์ความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และมีต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</p> <p class="isSelectedEnd">แนวทางการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้แก่เกษตรกรในโครงการประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) รวมคน เพื่อรวมพลังใจและคัดเลือกเกษตรกรจำนวน 10 ราย 2) ร่วมคิด เพื่อระดมความคิดเห็นผ่านการสนทนากลุ่ม รวมทั้งวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไข 3) ร่วมทำ เพื่อรวมพลังในการจัดการ โดยจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน และการปฏิบัติเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่แหล่งน้ำ พื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่ปลูกพืช และพื้นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ 4) ร่วมสรุปบทเรียน ด้วยการประเมินผลงานของตนเองและกลุ่ม และ 5) ร่วมรับผลจากการกระทำ เพื่อสืบสานปณิธานตามรอยพ่อ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรที่ดี</p> <p>ผลจากการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้พบว่า เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายได้จากการนำเศษพืชผักมาเป็นอาหารปลา การปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสด การใส่ปุ๋ยคอกในแปลงนา การผลิตปุ๋ยชนิดต่าง ๆ การปลูกพืชเพื่อบริโภค และการนำสัตว์ที่เลี้ยงไว้มาประกอบอาหารในครัวเรือน นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายปลา ผลผลิตข้าว ผักสลัด มะม่วงแก้วขมิ้น ฝรั่งกิมจู กบ ไข่ไก่ และไข่เป็ด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2799 แนวทางการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าย้อมดินถิ่นครูบาสู่เศรษฐกิจชุมชน: กรณีศึกษาบ้านผาหนาม ตำบลป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน 2026-09-08T07:10:40+07:00 อัมพร เลิศหัตถวิทย์ sarawooti@life.ac.th ศุภการ สิริไพศาล sarawooti@life.ac.th <p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="10" data-end="481">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการทำผ้าย้อมดินถิ่นครูบาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 2) สร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการพัฒนาเทคนิคการย้อมผ้าของชาวบ้านจากเดิมให้มีคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 3) ศึกษาผลต่อเศรษฐกิจชุมชนในเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และลดหนี้สิน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การปฏิบัติงานภาคสนามด้วยการลงมือทำร่วมกับคนในชุมชน และการสัมภาษณ์เชิงลึก พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เกิดแนวทางใหม่ในการดำเนินงาน</p> <p data-start="483" data-end="1231">ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนสามารถบริหารและจัดการทรัพยากรและวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์อย่างรู้คุณค่า ผลประกอบการของกลุ่มได้รับการจัดสรรเป็นสวัสดิการแก่สมาชิก มีการรวมตัวกันสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง รวมทั้งเกิดการจ้างงานในชุมชนเพื่อผลิตชิ้นงานให้แก่กลุ่ม ทำให้สมาชิกมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น การใช้แผนกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างวินัยทางการเงิน ด้วยการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้แต่ละบุคคลมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดีขึ้น แนวทางการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนในอนาคตควรมีการวางแผนอย่างสร้างสรรค์ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีโครงสร้าง แบบแผน และกระบวนการอย่างเป็นระบบ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตลอดจนมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริม สนับสนุนข้อมูล สร้างโอกาส และมีส่วนร่วมในการจัดการแก้ไขปัญหาของชุมชน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2800 การพัฒนาครูด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนวัดเขาเชิงเทียนเทพาราม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี 2026-09-08T07:19:01+07:00 จิรศักดิ์ อ่างแก้ว sarawooti@life.ac.th <p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="10" data-end="977">การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาครูด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนวัดเขาเชิงเทียนเทพาราม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี” มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาด้านการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนในโรงเรียนวัดเขาเชิงเทียนเทพาราม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาครูด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนในโรงเรียนวัดเขาเชิงเทียนเทพาราม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยใช้กระบวนการ PAOR (Plan–Act–Observe–Reflect) ตามแนวคิดของเคมมิสและแม็กแท็กการ์ท กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) มีจำนวนทั้งสิ้น 65 คน ประกอบด้วย ครูโรงเรียนวัดเขาเชิงเทียนเทพาราม จำนวน 38 คน คณะกรรมการนักเรียน จำนวน 12 คน และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเกต ประเด็นสัมภาษณ์ ประเด็นการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการพรรณนา</p> <p data-start="979" data-end="1843">ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาด้านการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนวัดเขาเชิงเทียนเทพาราม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ได้แก่ 1) ครูส่วนใหญ่เห็นความสำคัญ แต่ขาดแนวทางที่เป็นระบบและต่อเนื่องในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน 2) โรงเรียนมีกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม เช่น การสวดมนต์ ทำบุญ และรณรงค์ แต่ยังเน้นการปลูกฝังเชิงกิจกรรมและขาดการบูรณาการในห้องเรียน 3) นักเรียนส่วนใหญ่มีคุณธรรมพื้นฐาน เช่น วินัยและความกตัญญู แต่บางกลุ่มยังขาดความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ และ 4) ผู้บริหารมีนโยบายส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม แต่ยังขาดระบบติดตามและประเมินผลที่เป็นรูปธรรม ปัญหาที่พบคือ 1) ครูยังขาดความรู้และทักษะในการบูรณาการคุณธรรมจริยธรรมในแผนการจัดการเรียนรู้ 2) ขาดระบบนิเทศภายในและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู 3) นักเรียนบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น พูดจาไม่สุภาพ มาสาย และขาดจิตอาสา และ 4) ผู้ปกครองและชุมชนยังมีส่วนร่วมในการปลูกฝังคุณธรรมแก่นักเรียนน้อย</p> <ol start="2" data-start="1845" data-end="2271"> <li class="show" data-section-id="1f06xq6" data-start="1845" data-end="2271">ผลการพัฒนาครูด้านการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน พบว่า 1) ครูสามารถพัฒนาแผนการสอนที่บูรณาการคุณธรรมจริยธรรมเข้ากับการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและนำไปใช้ได้จริง 2) มีการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นการปฏิบัติ 3) นักเรียนมีพฤติกรรมด้านคุณธรรมดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านความมีวินัย ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู และจิตสาธารณะ และ 4) โรงเรียนมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเป็น “สถานศึกษาคุณธรรม” และได้รับการยอมรับจากชุมชน</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/2801 การประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรในการฉีดพ่นสารเคมี จังหวัดสมุทรสงคราม 2026-09-08T07:31:31+07:00 ปภาเทพ พนัสนาชี papatep2873@gmail.com ศราวุฒิ อินทพนม sarawooti@life.ac.th <p class="isSelectedEnd">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการฉีดพ่นสารเคมีด้วยโดรน และ 3) เสนอแนวทางการใช้โดรนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับการทดลองภาคสนามในสวนมะพร้าวจำนวน 3 แปลง ในตำบลบางนางลี่และตำบลท่าคา จังหวัดสมุทรสงคราม ทดสอบสารเคมี 2 ชนิด ได้แก่ Lufenuron และ Flubendiamide โดยใช้โดรนรุ่น EA-J100 กำหนดระดับความสูงในการฉีดพ่น 2 เมตร และใช้เวลา 8 วินาทีต่อต้น ประเมินผลทางกายภาพในช่วงก่อนฉีดพ่น และหลังฉีดพ่น 15, 30 และ 60 วัน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตและตรวจสอบการกระจายตัวของสารเคมีด้วยกระดาษไวต่อน้ำ (Water Sensitive Paper) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเสนอแนะ</p> <p class="isSelectedEnd">ผลการวิจัยพบว่า 1) การระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ใบมะพร้าวถูกทำลายจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และพบต้นมะพร้าวที่ยอดด้วนจนยืนต้นตาย โดยความเสียหายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความสูงและอายุของต้นมะพร้าว 2) โดรนเพื่อการเกษตรมีประสิทธิภาพในการฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว โดยสามารถลดอัตราการรอดของศัตรูพืชให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ภายในระยะเวลา 60 วัน ส่งผลให้ต้นมะพร้าวฟื้นตัว มีการแทงยอดใหม่ ใบมีสีเขียวเข้ม และกลับมาติดผลอีกครั้ง รวมทั้งน้ำหนักผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน การใช้โดรนฉีดพ่นยังช่วยควบคุมการฟุ้งกระจายของสารเคมี ทำให้กลิ่นสารเคมีลดลงและไม่พบกลิ่นเมื่อครบ 60 วัน และ 3) รูปแบบโดรนที่เหมาะสมคือโดรนแบบหลายใบพัด (Multi-Rotor) ชนิด 6 หรือ 8 ใบพัด มีความจุถัง 15–20 ลิตร พร้อมระบบนำทางความแม่นยำสูง เช่น GPS RTK หรือระบบกำหนดเส้นทางบินอัตโนมัติ มีระบบตรวจจับสิ่งกีดขวาง และใช้เทคนิคการฉีดพ่นแบบละอองฝอยละเอียด (Fine Mist)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาศักยภาพของผู้ให้บริการโดรน (Drone Service Provider) ให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในพื้นที่ โดยเน้นการใช้โดรนเพื่อฟื้นฟูสวนมะพร้าวและการจัดการสารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักเกษตรแม่นยำ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐกิจสร้างสรรค์นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่น