วารสารเศรษฐกิจสร้างสรรค์นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่น https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL <p>JOURNAL NAME: Creative Economy Journal and Local Community Innovation<br />ISSN: 2774-0242 (Online) <br />Publication Frequency : Biannual (2 issues per year)<br />Aims and Scope :</p> <p data-start="242" data-end="680">The <em data-start="246" data-end="303">Creative Economy Journal and Local Community Innovation</em> aims to disseminate high-quality academic and research articles in the fields of humanities and social sciences, with a particular focus on creative economy, community innovation, and local development. The journal provides a scholarly platform for the exchange of knowledge that integrates theoretical perspectives with practical applications in community and local contexts.</p> <p data-start="682" data-end="1215">The scope of the journal covers, but is not limited to, creative economy, community development, social innovation, quality of life, community-based tourism, agriculture and food systems, community enterprises, public health, natural resources and environmental management, education, and community management systems. Emphasis is placed on research and academic works that involve community participation, collaborative approaches, and knowledge utilization to address community challenges and promote sustainable local development.</p> <p data-start="1217" data-end="1471">The journal welcomes submissions from scholars, researchers, practitioners, and the general public whose works demonstrate academic rigor and practical relevance, contributing to lifelong learning and the enhancement of community capacity and well-being.</p> สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน th-TH วารสารเศรษฐกิจสร้างสรรค์นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่น 2774-0242 ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเทศบาลวัดดอนไก่ดี (สังวรจันทสรราษฎรวิทยา) ประจำปีการศึกษา 2565 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1799 <p>การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเทศบาลวัดดอนไก่ดี (สังวรจันทสรราษฎรวิทยา) ประจำปีการศึกษา 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) 2) ประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) 3) ประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) 4) ประเมินผลผลิต (Product Evaluation) 5) ประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) 6) ประเมินประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) 7) ประเมิน ความยั่งยืน (Sustainability Evaluation) และ 8) ประเมินการถ่ายโยงความรู้ (Transportability Evaluation) ของการประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเทศบาลวัดดอนไก่ดี (สังวรจันทสรราษฎรวิทยา) ประจำปี การศึกษา 2565<br>การประเมินโครงการในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ใช้กรอบแนวคิดการประเมินแบบ CIPPIEST Model ผู้ให้ข้อมูล (Key Informant) คือ ผู้บริหาร ครูและพนักงาน คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชน จำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวมรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการประเมินได้ดังนี้<br>1. ผลการประเมินโครงการจากผู้บริหาร ครูและพนักงาน คณะกรรมการสถานศึกษา ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ย โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับคะแนน เฉลี่ยจากมากไปน้อย 3 อันดับแรก คือ 1) ด้านผลกระทบ 2) ด้านผลผลิต และ 3) ด้านประสิทธิผล ตามลำดับ<br>2. ผลการประเมินโครงการจากนักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดย เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย 3 อันดับแรก ดังนี้ 1) ผลผลิตจากการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เหมาะสมกับการส่งเสริม การเรียนรู้ของผู้เรียน 2) ผลกระทบจากการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมและเกิดแรงจูงใจในการ เรียนรู้ และ 3) ผลกระทบจากการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี เกิดบรรยากาศที่ดีที่ส่งผลให้ผู้ ปกครอง และชุมชนเกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจส่งบุตรหลานไว้ให้โรงเรียนดูแล ตามลำดับ</p> สุภรัตน์ อินทรสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 45 61 การประเมินโครงการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (ค่ายพาเพลินเจริญปัญญา) โรงเรียนอนุบาลเทศบาลบึงยี่โถ 1 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ประจำปีการศึกษา 2565 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1800 <p>การประเมินโครงการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (ค่ายพาเพลินเจริญปัญญา) โรงเรียนอนุบาลเทศบาลบึงยี่โถ 1 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ประจำปีการศึกษา 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินสภาวะ แวดล้อม (Context Evaluation) 2) ประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) 3) ประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) 4) ประเมินผลผลิต (Product Evaluation) 5) ประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) 6) ประเมิน ประสิทธิผล(Effectiveness Evaluation) 7) ประเมินความยั่งยืน (Sustainability Evaluation) และ 8) ประเมิน การถ่ายโยงความรู้ (Transportability Evaluation) ของโครงการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (เข้าค่ายพาเพลิน เจริญปัญญา) โรงเรียนอนุบาลเทศบาลบึงยี่โถ 1 ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ประจำปีการศึกษา 2565<br>การประเมินโครงการในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้กรอบแนวคิดการประเมิน แบบ CIPPIEST Model ผู้ให้ข้อมูล (Key Informant) คือ ผู้บริหาร ครูและพนักงาน คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 145 คน เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบสอบถาม และ 2) แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และการวิเคราะห์ เนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงพรรณนา สรุปผลการประเมินได้ดังนี้<br>1. ผลการประเมินโครงการ จากผู้บริหาร ครูและพนักงาน และคณะกรรมการสถานศึกษา มีผลการประเมินโดยรวมและรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปน้อย 3 อันดับแรก คือ 1) ด้านกระบวนการดำเนินงาน 2) ด้านผลผลิต และ 3) ด้านประสิทธิผล<br>2. ผลการประเมินโครงการจากการสัมภาษณ์นักเรียน พบว่า โครงการนี้มีประโยชน์ซึ่งนักเรียนอยากให้จัด กิจกรรมเช่นนี้อีกในปีถัดไป และอยากให้มีฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการร้องเพลง การเต้น และกิจกรรมเข้าจังหวะ ส่วนสิ่งที่นักเรียนประทับใจที่สุด ได้แก่ คุณครูใจดี และสนุกสนาน<br>3. ผลการประเมินโครงการจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า โดยภาพรวมผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อโครงการในครั้งนี้ อยากให้จัดทำโครงการเช่นนี้อีกในทุกปี สำหรับในปีถัดไปหากให้ชุมชนมีส่วนร่วมอาจทำได้โดยเพิ่มฐานการเรียนรู้โดยให้เป็นฐานการเรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน เป็นต้น</p> วลีย์ โคตรรวงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 62 75 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงสุขภาวะของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ สถานเสริมความงามในพื้นที่ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1801 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงสุขภาวะของผู้ให้บริการและผู้รับบริการสถานเสริมความงามในพื้นที่ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการร้านเสริมสวยในพื้นที่ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมด้านสุขภาวะของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการร้านเสริมสวยในพื้นที่ ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการร้านเสริมสวยในพื้นที่ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การปฏิบัติงานภาคสนามอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research PAR) โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายในการเก็บข้อมูลจำนวน 15 บุคคล ครอบคลุมทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการสถานเสริมสวย<br>ผลการศึกษาพบว่า ก่อนจะมีการให้คำแนะนำเรียนรู้เรื่องสุขภาวะที่ปลอดภัยจากการใช้สารเคมีในการเสริมสวย ผู้คนกลุ่มตัวอย่างต่างขาดความรู้ความเข้าใจและไม่ตระหนักถึงโทษที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพร่างกายของตนเอง โดยมีพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคที่มุ่งเน้นราคาที่ประหยัด ถูกและมีปริมาณจำนวนมากโดยไม่คำนึงถึงเรืองคุณภาพ ความปลอดภัย ไม่เห็นโทษหรืออันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีอันตราย ภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรมในการศึกษาครั้งนี้ทำให้มีความรู้ความเข้าใจ และตระหนักในการดูแลสุขภาวะของตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงสุขภาวะเกิดการเรียนรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ในการเสริมสวยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และวิธีการที่ปลอดภัย ปลอดจากสาร เคมี และมีความตระหนักในดูแลสุขภาพไปสู่การปฏิบัติตน ให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทั้งกายและใจ เป็นการเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิจอย่างปลอดภัย งดเว้นการใช้ การสัมผัส และสูดดมสารเคมีจากการเสริมสวยนำไปสู่การดูแลและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น การดูแลเรื่องอาหาร โภชนาการการจัดการเวลาในชีวิตประจำวัน การดูแลเรื่องออกกำลังกาย การดูแลเรื่องอารมณ์ และการใส่ใจดูแลสังเกตสุขภาพร่างกายตนเอง ทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม</p> จำเนียร ไตรจะโปะ ศุภการ สิริไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 76 86 แนวทางพัฒนาการฟัง พูด และคิดของเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแล https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1796 <p>แนวทางพัฒนาการฟัง พูด และคิดของเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแล คือ การสร้างความเข้าใจตั้งแต่ความสำคัญของเด็กปฐมวัย ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการสู่การนำไปใช้ตามบทบาทของผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก แล้วจึงเลือกหลักการพื้นฐานรวมทั้งการปรับตามบริบทต่าง ๆ สู่แนวทางปฏิบัติบนพื้นฐานความเชื่อที่การพัฒนาเด็กที่มีประสิทธิต้องใช้สิ่งสำคัญ อย่างบทบาทของผู้ปกครองที่ผู้ดูแล เพื่อกระตุ้นเด็กใช้ภาษาในการสื่อสารความคิดระหว่างบุคคล และสื่อสารกับความคิดของตนเอง ด้วยกลวิธีการช่วยเสริมต่อการเรียนรู้ หรือเรียนรู้ผ่านการชี้นำตามลำดับ (Prompt Hierarchy) ผู้ปกครองและผู้ดูแลอยู่ในหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมอย่างครอบครัว เป็นบ้าน เป็นโรงเรียนแห่งแรก เป็นหัวใจของการนำศักยภาพของมนุษย์ เพื่อมีส่วนรวมทางสังคมตั้งแต่สร้างความเข้าใจ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ภาษาของเด็กตั้งแต่การฟัง การพูด และเกิดการคิด จึงมีรวบรวมคำศัพท์สำหรับเด็กปฐมวัยในการฟังและการพูด เพื่อพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย นําไปสู่ทักษะทางภาษาที่เหมาะสม</p> ทิณธรรม ไทยธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 6 15 การพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ในชุมชน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1797 <p>การพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ในชุมชนคือ โรงเรียนที่จะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้นั้นต้องรู้จักวิธีสร้างฐานองค์ความรู้ที่ก่อตั้งจากข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อประกอบกันเป็นองค์ความรู้จากประสบการณ์ และทักษะที่สั่งสมก่อให้เกิดเป็นภูมิปัญญาที่มีความเคลื่อนไหวถ่ายโอนข้อมูลข่าวสารกันอยู่เสมอ ต้องประกอบด้วยลักษณะขององค์กรแห่งการเรียนรู้ต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีการเคลื่อนไหว ยืดหยุ่นเป็นพลวัตรที่ไม่หยุดนิ่งหรือพึงพอใจกับความสำเร็จที่มีอยู่และสมาชิกขององค์การจะต้องมีความพยายามค้นหาความรู้มาแบ่งปัน และเผยแพร่ให้แก่กัน เพื่อพัฒนางานในหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียน รู้ที่คล้าย ๆ กัน ได้แก่ กลยุทธ์ วิสัยทัศน์ โครงสร้างที่เหมาะสม เทคโนโลยีและระบบงานหรือระบบองค์การการบริหารจัดการ ทีมงานและเครือข่ายการพัฒนาบุคคลและทีมงาน ภาวะผู้นำ บรรยากาศการทำงานและวัฒนธรรมขององค์การ การจูงใจและการเสริมแรง และคุณภาพ ประสิทธิภาพและประสิทธิผล<br>แนวทางการการพัฒนาสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ในชุมชน ต้องประกอบด้วย องค์ประกอบ 5 ด้าน คือ ด้านบุคคลมีความเป็นเลิศ ด้านรูปแบบวิธีการคิดด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และด้านการคิดอย่างเป็นระบบ</p> ปรีชา รักษ์เมือง พินิต จันทน์เสนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 16 29 ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับสินทรัพย์มนุษย์ เพื่อปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการดำรงชีพ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1798 <p>หนึ่งในสินทรัพย์ 5 ประการ ขององค์ประกอบการดำรงชีพอย่างยั่งยืน คือ สินทรัพย์มนุษย์ (Human asset) (Chambers &amp; Conway, 1991; DFID, 1999) ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา เพื่อให้ “คน” ได้รู้เท่าทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้น และสามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อยกระดับการดำรงชีพในชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน (Technology disruption) ซึ่งถือเป็นแนว โน้มสำคัญในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสินทรัพย์ของการดำรงชีพทั้ง 5 องค์ประกอบ ดังนั้น ชุมชนจะต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการดำรงชีพอย่างไร เพื่อไม่ให้ตกยุคและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และยังคงความสามารถเพื่อเพิ่มศักยภาพการยกระดับการดำรงชีพของครัวเรือนไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวของสินทรัพย์มนุษย์ในยุคการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน</p> ดุลภาค มณีอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 30 44 วัฒนธรรมความเชื่อเรื่องผีของจังหวัดบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1803 <p>ผีเป็นสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและร้ายซึ่งพระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธเรื่องผีเพราะมีปรากฏในพระไตรปิฎก โดยผีมีกำเนิดคือ มนุษย์ มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มนุษย์มีความผูกพันกันและได้แสดงพฤติกรรมร่วมกันเกิดเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผี เพราะความเชื่อว่าเป็นวิญญาณของบรรพบุรุษ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับมองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและร้ายโดยปรากฎเป็นวัฒนธรรม คือ พิธีกรรมแซนโฎนตา คือ ประเพณีสารทเดือนสิบมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อบรรพบุรุษ ในการประกอบพิธีกรรมสารท (แซนโฎนตา) สถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมในระดับครอบครัวจะใช้บ้านของตนเองในระดับเครือญาติจะใช้บ้านผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูล และในระดับชุมชนจะใช้ศาลาการเปรียญของวัดเป็นที่ประกอบพิธีส่วนวันและเวลาในการประกอบพิธีกรรมจะตรงกับวันแรม 14-15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี พิธีเลิงขม็อจแม่มดมอญหมายถึงผีบรรพบุรุษ ประจำตระกูล ซึ่งหากจะแปลรวมความตรง ๆ ก็คือ การมากระทำพิธี “ขึ้นผี” หรือหากพูดในอีกความหมายนัยหนึ่ง ก็คือ การมาส่ง “เครื่องบรรณาการ” ให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษประจำตระกูลโดยผู้ที่มาส่งเครื่องบรรณาการ ที่ว่านี้ก็คือ ลูกหลานในสายตระกูลที่ได้แต่งงานออกเหย้าออกเรือนกำลังจะสร้างครอบครัวใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะบอก กล่าวให้ดวงวิญญาณของท่านเหล่านั้นรับรู้ พร้อมกันนั้นก็ขอพรให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข พิธีกรรมปัญโจลมะม็วดจัดขึ้นเพื่อการรักษาการเจ็บไข้ได้ป่วย และเนื่องจากในพิธีกรรมนี้ มีการใช้ศาสตร์ดนตรี กันตรึม วงปี่พาทย์บรรเลงเพลงประกอบ เพื่ออัญเชิญจิตวิญญาณ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาประทับที่ร่างทรงของแม่มด ปัจจุบันจึงนิยมเรียกความหมายพิธีการปัญโจลมะม็วดนี้ว่า “การรักษาด้วยเสียงดนตรี” หรือดนตรีบำบัด</p> ทินกร จันทร์มณี ณัฐภัทร ไพรศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 87 97 Approach Human Rights as Special Education: The Teaching of Children’s Human Rights in Early Childhood Education https://so17.tci-thaijo.org/index.php/CECIL/article/view/1804 <p>การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชนของเด็กปฐมวัยต่อเพื่อน ที่มีความจำเป็นต้องการพิเศษให้เป็นไปตามแนวคิดความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือปฏิบัติ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้เคลื่อนไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง เน้นการดำเนินกิจกรรมโดยบูรณาการกระบวนการคิดของสมองด้านความคิด ความรู้สึก และการกระทำตามรูปแบบกิจกรรม สำรวจ สืบค้นข้อมูล ลงมือปฏิบัติและคิดวางแผน เพราะการวางรากฐานที่มั่นคงในเด็กปฐมวัยส่งผลให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในอนาคตไทย และเป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมที่เป็นสุข</p> ชณิญภัค ศรีวันทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-17 2026-06-17 3 2 98 107