https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
2026-07-03T13:47:46+07:00
อาจารย์ ดร.เชาวฤทธิ์ จั่นจีน
research.edu@uru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</strong><br />ISSN 2821-983x (Print)</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ :</strong> <strong>ปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร<br /></strong> บทความที่รับตีพิมพ์ต้องเป็นบทความในกลุ่มสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งมีขอบเขตดังนี้</p> <p>1. การศึกษาปฐมวัยและการประถมศึกษา<br />2. ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ<br />3. คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป ชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์<br />4. คอมพิวเตอร์ศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการสื่อสารทางการศึกษา<br />5. สังคมศึกษาและดนตรีศึกษา<br />6. พลศึกษา จิตวิทยาการแนะแนวและการให้คําปรึกษา<br />7. การบริหารการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน<br />8. การวิจัยทางการศึกษา การวัดและประเมินผลทางการศึกษา<br />9. การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น</p> <p><strong>ประเภทบทความที่เปิดรับ: เปิดรับตีพิมพ์ผลงาน 3 ประเภท ได้แก่<br /></strong> 1. บทความวิจัย (Research Article)<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article)<br /> 3. บทความปริทรรศน์หนังสือ (Book Review)<br /><br /><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><br /> 1. ภาษาไทย<br /> 2. ภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>การพิจารณาบทความ</strong><strong style="font-size: 0.875rem;"><br /></strong> บทความที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ เป็นแบบ Double-Blind ผ่านระบบ Thaijo<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</strong><br /> ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม<br /><br /><strong>บรรณาธิการวารสาร</strong><br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวฤทธิ์ จั่นจีน <br />คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์<br />เลขที่ 27 ถนนอินใจมี ตำบลท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์<br />โทรศัพท์สายตรง: 094-8282518<br />Email: research.edu@uru.ac.th<br /><br /><br /></p>
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1484
การส่งเสริมสุขภาพช่องปากของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยความร่วมมือของครู หมอ พ่อแม่ : กรณีศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดจันทบุรี
2026-01-12T09:06:57+07:00
ปณิตา โคตะมา
mille2709@gmail.com
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางและกระบวนการส่งเสริมสุขภาพช่องปากของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของครู บุคลากรทางทันตกรรม และผู้ปกครอง ภายใต้กรอบแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเน้นการสร้างเสริมศักยภาพของบุคคลและชุมชนในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างยั่งยืน รวมถึงแนวคิดการทำงานแบบสหวิชาชีพที่ส่งเสริมให้บุคลากรจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อบรรลุผลลัพธ์ทางสุขภาพสูงสุด ซึ่งดำเนินงานตามวงจรคุณภาพ PDCA ประกอบด้วย การวางแผนร่วมกันของผู้บริหาร ครู และทันตบุคลากร การดำเนินกิจกรรมตรวจคัดกรองสุขภาพช่องปาก การให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการดูแลสุขภาพช่องปากแก่ครูและผู้ปกครอง การจัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียน การเข้าถึงบริการทันตกรรม รวมถึงการติดตามและประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพช่องปากของนักเรียน ผลการดำเนินงานพบว่า การส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยความร่วมมือของครู ทันตบุคลากร และผู้ปกครอง ช่วยให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมมากขึ้น สามารถเข้าถึงบริการทันตกรรมได้สะดวกขึ้น และลดปัญหาสุขภาพช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ และปัญหาการรับประทานอาหารที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีในการดูแลสุขภาพช่องปากแก่ครูและผู้ปกครอง ส่งผลให้เกิดระบบการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Education Journal Uttaradit Rajabhat University
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/2379
แนวทางการพัฒนารูปแบบการประเมินสมรรถนะหลักด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยไทย 2050
2026-07-02T15:55:21+07:00
ธีรวัฒน์ อั้นเต้ง
mcu60.teerawat@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวทางการประเมินสมรรถนะหลักด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยไทยสู่ปี 2050 โดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และสังคมฐานข้อมูล ส่งผลให้บุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการสังเคราะห์ข้อมูลพบว่า สมรรถนะหลักด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยไทย ประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2) ทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี 3) การคิดวิเคราะห์และ การแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และ 5) เจตคติต่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รูปแบบการประเมินสมรรถนะควรมีลักษณะที่ชัดเจน ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับบริบทของมหาวิทยาลัยไทย รวมถึงเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการประเมินและพัฒนาศักยภาพของตนเอง นอกจากนี้ การพัฒนารูปแบบการประเมินสมรรถนะยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย และเตรียมความพร้อมของบุคลากรสายสนับสนุนให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไทยอย่างยั่งยืนในปี 2050 ต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Education Journal Uttaradit Rajabhat University
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/2112
ภาวะผู้นำยุคความพลิกผันที่ส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1
2026-07-03T13:47:46+07:00
ณฏฐพร สิงห์สร
natataporn1223@gmail.com
เริงวิชญ์ นิลโคตร
natataporn1223@gmail.com
ณัฐพัชร สายเสนา
natataporn1223@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางอารมณ์และการมองโลกในแง่ดี 2) ศึกษาระดับภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครูในยุคความพลิกผันทางการศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางอารมณ์ การมองโลกในแง่ดี และภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครู และ 4) ศึกษาปัจจัยเชิงพยากรณ์ของภาวะผู้นำทางอารมณ์และการมองโลกในแง่ดีที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครู การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำนวน 291 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณ ค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางอารมณ์และการมองโลกในแง่ดีของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.40) 2. ภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54, S.D.= 0.45)<strong> </strong>3) ภาวะผู้นำทางอารมณ์และการมองโลกในแง่ดีมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมากกับภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครู (r = .833, p < .01) และ 4. ความเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นและการมองโลกในแง่ดีเป็นตัวแปรร่วมที่สามารถพยากรณ์ภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 76.90 (R² = .769) ทั้งนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ<em> </em>= .619 + .290 (ความเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น) + .496 (การมองโลกในแง่ดี)<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางอารมณ์และการมองโลกในแง่ดีของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.40) 2. ภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54, S.D.= 0.45)<strong> </strong>3) ภาวะผู้นำทางอารมณ์และการมองโลกในแง่ดีมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมากกับภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครู (r = .833, p < .01) และ 4. ความเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นและการมองโลกในแง่ดีเป็นตัวแปรร่วมที่สามารถพยากรณ์ภูมิคุ้มกันทางจิตใจของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 76.90 (R² = .769) ทั้งนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ<em> </em>= .619 + .290 (ความเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น) + .496 (การมองโลกในแง่ดี)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Education Journal Uttaradit Rajabhat University