วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</strong><br />ISSN 2821-983x (Print)</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ :</strong> <strong>ปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ขอบเขตวารสาร<br /></strong> บทความที่รับตีพิมพ์ต้องเป็นบทความในกลุ่มสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งมีขอบเขตดังนี้</p> <p>1. การศึกษาปฐมวัยและการประถมศึกษา<br />2. ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ<br />3. คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป ชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์<br />4. คอมพิวเตอร์ศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการสื่อสารทางการศึกษา<br />5. สังคมศึกษาและดนตรีศึกษา<br />6. พลศึกษา จิตวิทยาการแนะแนวและการให้คําปรึกษา<br />7. การบริหารการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน<br />8. การวิจัยทางการศึกษา การวัดและประเมินผลทางการศึกษา<br />9. การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น</p> <p><strong>ประเภทบทความที่เปิดรับ: เปิดรับตีพิมพ์ผลงาน 3 ประเภท ได้แก่<br /></strong> 1. บทความวิจัย (Research Article)<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article)<br /> 3. บทความปริทรรศน์หนังสือ (Book Review)<br /><br /><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><br /> 1. ภาษาไทย<br /> 2. ภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>การพิจารณาบทความ</strong><strong style="font-size: 0.875rem;"><br /></strong> บทความที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ เป็นแบบ Double-Blind ผ่านระบบ Thaijo<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</strong><br /> ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม<br /><br /><strong>บรรณาธิการวารสาร</strong><br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวฤทธิ์ จั่นจีน <br />คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์<br />เลขที่ 27 ถนนอินใจมี ตำบลท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์<br />โทรศัพท์สายตรง: 094-8282518<br />Email: research.edu@uru.ac.th<br /><br /><br /></p> th-TH <p>วารสารคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัย งานวิชาการความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนเท่านั้นคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฎในบทความแต่อย่างใด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และกองบรรณาธิการ</p> research.edu@uru.ac.th (อาจารย์ ดร.เชาวฤทธิ์ จั่นจีน) research.edu@uru.ac.th (นางสาวเสาวลักษณ์ รัตนชมภู) Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทความวิจัย ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ที่มีต่อความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1006 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ที่มีต่อความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย และเพื่อเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้านที่มีต่อความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ของโรงเรียนธรรมนูญกองช่างวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 จำนวน 19 คน โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยพิจารณาคัดเลือกโรงเรียน ระดับชั้น จากโรงเรียนที่ผู้วิจัยปฏิบัติการสอน ผู้วิจัยจัดทำแผนจำนวน 24 แผน ระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ประกอบด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และการทดสอบค่า t-test ผลการวิจัย 1. ผลพัฒนาการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ที่มีต่อความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยพบว่า มีจำนวน 24 แผน 8 หน่วยการเรียนรู้ ผลการประเมินความเหมาะสมในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าดัชนีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.57/82.63 ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลเปรียบเทียบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานพื้นบ้าน ที่มีต่อความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยพบว่า ค่าเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานพื้นบ้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01</p> สุธิดา ศิริเรืองกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Education Journal Uttaradit Rajabhat University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1006 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง กราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้น โดยใช้ภาษาไทย(ถิ่นเหนือ) https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1088 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง กราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้น 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้ภาษาไทย(ถิ่นเหนือ) ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi – experimental research design) มีประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสองพิทยาคม อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 63 คน และกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยใช้การเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 38 คน ดำเนินการศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์สำเร็จรูป ผ่านระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ (DLTV) เรื่อง กราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์สำเร็จรูป และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง กราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) นักเรียนมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาไทย(ถิ่นเหนือ) เท่ากับ 4.69 อยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.63</p> น้ำฝน ถิ่นกันทา, คทาวุธ ชาติศักดิ์ยุทธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Education Journal Uttaradit Rajabhat University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1088 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1378 <p>ความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน บทความนี้มุ่งเสนอกรอบการบริหารความปลอดภัยในโรงเรียนไทยให้เป็น “ระบบประจำ” ที่ตรวจสอบได้และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยสังเคราะห์กรอบ Comprehensive School Safety Framework (CSSF) เข้ากับมาตรการ “3 ป” ได้แก่ การป้องกัน การปลูกฝัง และการปราบปราม ครอบคลุมความเสี่ยงสี่มิติหลัก คือ กายภาพ สังคม-พฤติกรรม สุขภาพ และดิจิทัล ภายใต้บริบทยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโลกหลังโควิด กรอบดังกล่าวนำเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติที่ใช้ได้จริง อาทิ การจัดทำทะเบียนความเสี่ยง ระบบรายงานเหตุไม่พึงประสงค์ ช่องทางรายงานลับ และการซ้อมอพยพประจำภาคเรียน โดยยึดหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พร้อมทั้งพัฒนาตารางเชื่อมโยง “4 กลุ่มภัย มาตรการ 3 ป SDGs หน่วยงานรับผิดชอบ และตัวชี้วัด (KPI)” เพื่อให้โรงเรียนสามารถแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าแนวทางนี้ช่วยลดเหตุอันตรายและความรุนแรง ยกระดับสุขาภิบาลและความพร้อมรับภัยพิบัติ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและคุณภาพการเรียนรู้ และสนับสนุนให้โรงเรียนรายงานความก้าวหน้าตาม SDG 3, 4, 11 และ 16 ได้อย่างโปร่งใส เทียบเคียงได้ และยั่งยืน โดยมี “วัฒนธรรมความปลอดภัย” เป็นรากฐานร่วมของผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และเครือข่ายท้องถิ่น</p> ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์, นิษฐ์ฐา พีระชัยภาวงศ์, ขวัญสุดา วงษ์แหยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Education Journal Uttaradit Rajabhat University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1378 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้แบบทีมบูรณาการข้ามศาสตร์ เพื่อพัฒนาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษอย่างเป็นองค์รวม : กรณีศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดจันทบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1455 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบทีมบูรณาการข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary Team-Based Learning Management) เพื่อพัฒนาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษอย่างเป็นองค์รวม โดยอิงกรณีศึกษาจากศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดจันทบุรี การดำเนินงานอยู่ภายใต้กรอบวงจรคุณภาพ PDCA ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Do) การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุง (Act) โดยใช้รูปแบบ TEAM-C Model เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร ครูประจำชั้น ทีมสหวิชาชีพ ครูกิจกรรมเสริมหลักสูตร ชุมชน และผู้ดูแล มีส่วนร่วมในการวางแผนและจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Plan: IEP) เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน ในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ผลจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว พบว่า การทำงานร่วมกันในลักษณะบูรณาการข้ามศาสตร์ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทักษะระหว่างสาขาวิชาอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้การช่วยเหลือผู้เรียนมีความครอบคลุมและสอดคล้องกับบริบทเฉพาะบุคคล มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้ได้อิงแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวม (Holistic Development) โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered Approach) และเชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง บทเรียนจากกรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของการทำงานเป็นทีมแบบสหวิทยาการภายใต้ระบบบริหารจัดการเชิงวงจรคุณภาพ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในบริบทอื่นได้อย่างยั่งยืน</p> ธัญรัตน์ เทียนสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Education Journal Uttaradit Rajabhat University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1455 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะครูเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ของครูโรงเรียนขนาดเล็ก: ประสบการณ์โรงเรียน วัดเขาน้อย (ปุ่นประชานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1474 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูในการส่งเสริมนวัตกรรม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเรียนรู้ในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA (Plan–Do–Check–Act) เป็นกรอบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ กรณีศึกษาโรงเรียนวัดเขาน้อย (ปุ่นประชานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 โรงเรียนมีจุดเด่นด้านการดำเนินงานตามแนวทางโรงเรียนพอเพียง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่ประสบปัญหาสำคัญคือ การขาดแคลนครูและข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนการสอน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บทความนี้สังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อาทิ แนวคิดสมรรถนะ (Competency) ตาม Boyatzis (1982) และ Spencer &amp; Spencer (1993) แนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมและวัฒนธรรมของ Vygotsky (1978) การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ Kolb (1984) และแนวคิดการจัดการคุณภาพโดยใช้วงจร PDCA ของ Deming (1986)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะที่เหมาะสมต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านการออกแบบการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการธำรงไว้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพครู ผลการสังเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาสมรรถนะครูโดยใช้วงจร PDCA ควบคู่กับการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ครูมีสมรรถนะที่สูงขึ้น สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีนวัตกรรม ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และยกระดับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนได้ ขณะเดียวกัน โรงเรียนสามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่มีความต่อเนื่อง ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p> เขมมิกา นีลมงคล, เริงวิชญ์ นิลโคตร, อรุณเกียรติ จันทร์ส่งแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Education Journal Uttaradit Rajabhat University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1474 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเสริมพลังระบบประกันคุณภาพภายในด้วยการนิเทศแบบ Coaching and Mentoring : กรณีศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดจันทบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1463 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการเสริมพลังระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบ Coaching and Mentoring กรณีศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดจันทบุรี การดำเนินงานอยู่ภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน (Plan) การดำเนินงานผ่านกระบวนการ Pre-Coaching, Coaching และ Mentoring (Do) การตรวจสอบและสะท้อนผล (Check) และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Act) โดยเน้นการมีส่วนร่วม การสะท้อนคิด และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการพัฒนา ผลการดำเนินงานสะท้อนว่า รูปแบบดังกล่าวช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจภายใน ความมั่นใจ และความรับผิดชอบของครู ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระบบประกันคุณภาพภายใน พัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้และการใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งก่อให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร ส่งผลให้ระบบประกันคุณภาพภายในเปลี่ยนบทบาทจากกลไกเพื่อการตรวจสอบไปสู่กลไกเพื่อการพัฒนาเชิงระบบที่ยั่งยืน ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ (1) กำหนดให้การนิเทศแบบ Coaching and Mentoring เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบประกันคุณภาพภายใน โดยบรรจุในแผนพัฒนาคุณภาพและตัวชี้วัดการบริหาร (2) สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครูพี่เลี้ยงด้านทักษะการโค้ช การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และ (3) ส่งเสริมการบูรณาการกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา เพื่อขยายผลสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับระบบอย่างยั่งยืน</p> รัชชนก กลีบแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Education Journal Uttaradit Rajabhat University https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/Edu/article/view/1463 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700