https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/issue/feed วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 2026-06-30T13:38:59+07:00 อาจารย์ ดร.กุลธิดา ทุ่งคาใน edujournal@bsru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มุ่งเน้นในการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ทั้งในรูปแบบของบทความงานวิจัย และบทความวิชาการอื่นๆ ในการเผยแพร่องค์ความรู้ความคิด ทัศนะ และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการศึกษาทั้งด้านการบริหารการศึกษา คุณลักษณะบัณฑิต การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการจัดการศึกษา การวัดผลและประเมินผล ศิลปวัฒนธรรม และนำเสนอองค์ความรู้จากผลงานการวิจัยทางด้านการศึกษา สู่สาธารณชน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบันซึ่งไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้เขียน อย่างน้อย 3 ท่าน ตรวจสอบกลั่นกรองสาระต่างๆ ที่นำเสนอในวารสาร และให้วารสารมีมาตรฐานคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยตีพิมพ์เผยแพร่เป็นราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฏาคม - ธันวาคม </p> <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา</strong><br />Journal of Education Bansomdejchaopraya Rajabhat University<br />ISSN 3056-915X (Online)</p> <p><strong>กำหนดพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p style="margin-bottom: 0cm;"><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่</strong><br />อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความในวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีดังนี้<br />1. อัตราค่าธรรมเนียมเผยแพร่บทความสำหรับบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา บทความละ 3,000 บาท<br />2. อัตราค่าธรรมเนียมเผยแพร่บทความสำหรับบุคลากรภายนอก บทความละ 3,500 บาท</p> <p>การเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่ จะดำเนินการหลังจากที่บทความผ่านการพิจารณาตรวจสอบจากกองบรรณาธิการภายใน ก่อนส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียม : กำหนดให้โอนเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางบัญชีธนาคาร ดังนี้</strong><br /><strong>ธนาคาร</strong> กรุงเทพ สาขา เจริญพาศน์<br /><strong>ชื่อบัญชี</strong> วารสารครุศาสตร์สาร คณะครุศาสตร์ <br /><strong>เลขที่บัญชี</strong> 126-0-91036-7</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>*หมายเหตุ</strong><strong style="font-weight: 500;"> : เมื่อดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาแนบหลักฐานการชำระเงินที่ E-mail: edujournal@bsru.ac.th</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong style="font-weight: 500;"><strong>เงื่อนไขในการส่งบทความ </strong></strong></p> <ol> <li><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่บทความที่ไม่ตรงกับสายวิชาการที่ทางวารสารเปิดรับ</strong></li> <li><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่บทความที่ไม่ได้จัดรูปแบบที่ถูกต้อง </strong></li> <li style="font-weight: 400;"><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่บทความที่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></li> <li style="font-weight: 400;"><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์การคืนเงิน ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ ในกรณีไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ </strong></li> </ol> <p> </p> <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ปีที่ 20 ฉบับที่ 1</strong><br /><strong>เปิดรับบทความ</strong> 2 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2569<br /><strong>ตรวจสอบรูปแบบการเขียนบทความ</strong> 2 มีนาคม 2569 ถึง 15 มีนาคม 2569<br /><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ</strong> 16 มีนาคม 2569 ถึง 30 เมษายน 2569<br /><strong>แก้ไขบทความ</strong> 1 พฤษภาคม 2569 ถึง 15 พฤษภาคม 2569<br /><strong>ใบตอบรับ (ผ่าน/ไม่ผ่าน)</strong> 18 พฤษภาคม 2569 ถึง 29 พฤษภาคม 2569<br /><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร ปีที่ 20 ฉบับที่ 1</strong> 30 มิถุนายน 2569</p> <p> </p> https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2046 แนวทางการพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการสุขภาวะเมืองเขตธนบุรี ภายใต้กรอบธรรมนูญสุขภาพ: การพยากรณ์เชิงอนาคตเพื่อสนับสนุน การพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน 2026-04-27T10:27:18+07:00 จิตตวิสุทธิ์ วิมุตติปัญญา nongnapat.pa@bsru.ac.th นงค์ณภัส ปาแก้ว nongnapat.pa@bsru.ac.th วิกรม ศุขธณี wikrom_1@hotmail.com สุรศักดิ์ เครือหงษ์ surasak.kr@bsru.ac.th <p>การพัฒนาการบริหารจัดการสุขภาวะเมืองจำเป็นต้องอาศัยกลไกเชิงนโยบาย การบริหารจัดการเชิงระบบ และกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะ “ธรรมนูญสุขภาพ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาสุขภาวะที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ บทความนี้เป็นการสังเคราะห์เอกสารอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการสุขภาวะเมืองภายใต้กรอบธรรมนูญสุขภาพเขตธนบุรี 2) วิเคราะห์องค์ประกอบและกลไกการยกระดับการบริหารจัดการสุขภาวะเมืองที่เชื่อมโยงกับการพยากรณ์เชิงอนาคต และ 3) เสนอกรอบแนวทางเชิงระบบสำหรับสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนในบริบทเขตธนบุรี</p> <p>การศึกษาใช้วิธีการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา โดยพิจารณาเอกสารด้านธรรมนูญสุขภาพ สุขภาวะเมือง การบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ การพยากรณ์เชิงอนาคต และการบริหารจัดการเชิงระบบ ผลการสังเคราะห์พบว่า แนวทางการพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการสุขภาวะเมืองเขตธนบุรีประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 2) เศรษฐกิจและการเรียนรู้ของชุมชน 3) สิ่งแวดล้อมและพื้นที่ที่เอื้อต่อสุขภาวะ 4) ชุมชนและเขตปลอดภัย 5) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ และ 6) การบริหารจัดการเชิงระบบ องค์ประกอบดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบาย ข้อมูลเชิงประจักษ์ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในระดับเขต ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการธรรมนูญสุขภาพร่วมกับการพยากรณ์เชิงอนาคตและการใช้ข้อมูลเชิงระบบ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวของการบริหารจัดการสุขภาวะเมือง อันนำไปสู่การพัฒนาเขตธนบุรีให้เป็นพื้นที่สุขภาวะที่มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับแนวคิดเมืองอัจฉริยะ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2101 ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุคพลิกผัน 2026-03-31T16:49:19+07:00 ศุนิสา ทดลา sunisa.tod@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และความท้าทาย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยสีเขียวของไทยสู่ความยั่งยืนในยุคพลิกผัน โดยการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย กฎหมายอุดมศึกษา และข้อมูลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกปี 2024<br />ผลการวิเคราะห์พบว่า สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจากการจัดการเชิงกายภาพสู่การเป็น “ระบบนิเวศการเรียนรู้สีเขียว” (Green Learning Ecosystem) ที่บูรณาการเข้ากับทุกพันธกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่สำคัญประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ 1) ด้านนโยบายและภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นการสถาปนาธรรมนูญมหาวิทยาลัยสีเขียวเพื่อความต่อเนื่องเชิงนโยบาย 2) ด้านหลักสูตรและการสร้างพลเมืองสีเขียวผ่านการจัดการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ 3) ด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะผ่านแนวคิดการเปลี่ยนผ่านคู่ขนาน (Twin Transformation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร และ 4) ด้านความร่วมมือภาคีเครือข่ายสี่ภาคส่วน (Quadruple Helix) ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG นอกจากนี้ บทความนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ระดับ คือ ระดับสถาบันที่เน้นการสร้างพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Sandbox) และธนาคารหน่วยกิตด้านสิ่งแวดล้อม ระดับกระทรวงที่เน้นการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมและการประกันคุณภาพ และระดับชาติที่เน้นนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2060 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ 2026-03-31T16:40:52+07:00 สุกัญญา สุดารารัตน์ sukanyasud@mcru.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารสถานศึกษาและการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างยั่งยืน บทความใช้การทบทวนวรรณกรรมจากนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกรอบแนวคิดทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Thinking Skills) ของ Horth &amp; Buchner (2014) เป็นฐานแนวคิดหลัก และบูรณาการกับแนวคิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์จำเป็นต้องมีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1) ความไวต่อข้อมูลและบริบทเชิงระบบ 2) การเข้าใจความแตกต่างรายบุคคลและการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง 3)การสื่อสารเชิงภาพและการสร้างวิสัยทัศน์ 4) การทดลองและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ 5) ความร่วมมือและการสร้างนวัตกรรมร่วม และ 6) การสังเคราะห์เพื่อการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม องค์ประกอบดังกล่าวสะท้อนบทบาทของผู้บริหารในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและผู้ออกแบบวงจรนวัตกรรม ที่สามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเสริม (augmentation) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การออกแบบนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพของครูและผู้เรียน โดยไม่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์และความรับผิดชอบต่อสังคม บทความนี้จึงมีคุณค่าในเชิงแนวคิดสำหรับการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา การกำหนดนโยบาย และการวิจัยทางการศึกษาในยุคดิจิทัลอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1912 การสังเคราะห์แนวทางการบูรณาการโครงสร้างศาสตร์ละคร เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนในบริบทการศึกษาไทย 2026-03-31T15:04:29+07:00 เพียรพิลาส พิริยาโภคานนท์ piarnpilas.pi@bsru.ac.th จันทรัศมิ์ สิริวุฒินันท์ piarnpilas0111@gmail.com สิทธิศักดิ์ จรรยาวุฒิ piarnpilas0111@gmail.com <p>บทความวิชาการเชิงสังเคราะห์มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายพัฒนาการของศาสตร์ละครและละครประยุกต์ในรูปแบบฐานคิดของการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์โครงสร้างศาสตร์ละครที่ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3) นำเสนอแนวทางการบูรณาการโครงสร้างศาสตร์ละครที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษาไทย โดยมีวิธีดำเนินการศึกษาใช้การทบทวนวรรณกรรมแบบบูรณาการ คัดเลือกและวิเคราะห์เอกสาร 4 กลุ่ม ได้แก่ แนวคิดศาสตร์ละครและละครประยุกต์ แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์และการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง แนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ศาสตร์ละครเป็นฐานการเรียนรู้ จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ และสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิด</p> <p>ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์พบว่า 1) ศาสตร์ละครได้พัฒนาจากรูปแบบศิลปะการแสดงสู่ละครประยุกต์ที่มุ่งใช้กระบวนการละครเพื่อการเรียนรู้ การสื่อสาร และการพัฒนามนุษย์ 2) โครงสร้างศาสตร์ละครประกอบด้วย การสวมบทบาท การทำงานร่วมกัน การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ การใช้จินตนาการ การสะท้อนคิด และการเชื่อมโยงประสบการณ์สู่ชีวิตจริง ซึ่งสามารถส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน 3) นำเสนอกรอบการบูรณาการศาสตร์ละคร 5 มิติ ได้แก่ ประเด็นและเรื่องเล่าที่มีความหมาย บทบาทและมุมมอง การร่วมสร้างและการสื่อสาร การสะท้อนคิดอย่างมีโครงสร้าง และการเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริงและสังคม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและประเมินการเรียนรู้อย่างเป็นระบบในบริบทการศึกษาไทย ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลของกรอบแนวคิดดังกล่าวต่อไป</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1880 การจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะทางภาษาของ เด็กปฐมวัยในยุค 5.0 2026-03-31T14:52:41+07:00 บุญเลี้ยง ทุมทอง boonleang4848@yahoo.com <p>การรู้หนังสือของเด็กปฐมวัยนั้นเป็นการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ที่สำคัญในชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่มีความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายประเด็นทำเด็กในยุคนี้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและสื่อหลายรูปแบบผ่านอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลซึ่งอาจส่งผลดีต่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เด็กเสียสมาธิหรือมีปัญหาการจัดการเวลาและสุขภาพของตนเอง ดังนั้นการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่ดีนั้นควรมีการกำหนดกรอบความคิดของแต่ละบริบทของพื้นที่ คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ โดยพื้นฐานควรส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถอ่านออกเขียนได้ มีความรู้เพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพ เลี้ยงตัวเองได้หรือมีความรู้ความสามารถมากเพียงพอสำหรับการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป โดยที่ผู้ปกครองและครูจะต้องมีบทบาทในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับวัยของเด็กต่อการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้คือ การทำงานร่วมกัน การพัฒนาร่วมกัน การตั้งเป้าหมายร่วมกัน รวมถึงการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีการเสนอแนวคิดในการพัฒนาทั้งด้านการออกแบบกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อผู้เรียนจนสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ในสถานศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและคุณภาพของเนื้อหาเพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้งานสื่อดิจิทัล การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและแอปพลิเคชันที่สามารถเสริมสร้างทักษะการอ่านและเขียนของเด็กได้ รวมถึงมีการควบคุมและกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เด็กพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปจนสูญเสียทักษะการอ่านและเขียนด้วยตนเอง การจำกัดเวลาในการใช้สื่อดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้เด็กใช้เวลามากเกินไปในการเล่นเกมหรือดูวิดีโอ พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ไม่ใช้เทคโนโลยี เช่น การอ่าน การเล่น และการสนทนาในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เด็กพัฒนาทักษะทางภาษาได้อย่างครบถ้วนและสอดคล้องกับการส่งเสริมพฤติกรรมและการเรียนรู้ด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กของเด็กปฐมวัยในทุกด้าน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1975 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ตามมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง 2026-03-31T15:22:15+07:00 อัมภา วัฒนโยธิน 67920331@go.buu.ac.th พนัส จันทร์ศรีทอง panus.ju@go.buu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล และระดับความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง <br />2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล กับความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล และ<br /> 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู โรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 354 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล และความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากลโดยรวมและ รายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการบริหารจัดการ ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร ด้านการมุ่งเน้นนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง และด้านการวัด วิเคราะห์และจัดการความรู้ ตามลำดับ และความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยรวมอยู่ในระดับ</li> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากลกับความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) = .70 -.79 แสดงว่าตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลางถึงสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>สมการพยากรณ์ความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้แก่ ด้านการมุ่งเน้นนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง (<em>X<sub>6</sub></em>) ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (<em>X<sub>2</sub></em>) ด้านการบริหารจัดการ (<em>X<sub>3</sub></em>) ด้านการวัด วิเคราะห์และจัดการความรู้ (<em>X<sub>5</sub></em>) ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร (<em>X<sub>1</sub></em>) และด้านการพัฒนาบุคลากร (<em>X<sub>4</sub></em>) โดยมีอำนาจการพยากรณ์ความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากล สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ร้อยละ 78.90 สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</li> </ol> <p> Ŷ = .49 + .21X<sub>6</sub> + .18X<sub>2</sub> + .17X<sub>3</sub> + .13X<sub>5</sub> + .10X<sub>1</sub> + .10X<sub>4</sub></p> <p> Ẑ = .27Z<sub>6</sub> + .20Z<sub>2</sub> + .18Z<sub>3</sub> + .16Z<sub>5</sub> + .11Z<sub>1</sub> + .11Z<sub>4</sub></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1988 แนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นําทางการศึกษาต่อเนื่องในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยในมณฑลกวางซี ประเทศจีน 2026-03-31T16:10:10+07:00 วัง ชิง patchara.dec@mahidol.ac.th นิรันดร์ สุธีนิรันดร์ patchara.dec@mahidol.ac.th พัชรา เดชโฮม patchara.de@bsru.ac.th กุลสิรินทร์ อภิรัตน์วรเดช patchara.dec@mahidol.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของภาวะผู้นําทางการศึกษาของผู้บริหารการศึกษาต่อเนื่องในยุคดิจิทัลในมหาวิทยาลัยในกวางซี 2) เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําทางการศึกษาของผู้บริหารการศึกษาต่อเนื่องในยุคดิจิทัลในมหาวิทยาลัยในกวางซี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มประชากรเป็นผู้บริหาร 226 คน จาก 10 มหาวิทยาลัยในกวางซี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันของภาวะผู้นําทางการศึกษาของผู้บริหารการศึกษาต่อเนื่องในยุคดิจิทัลในมหาวิทยาลัยในกวางซีในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.48, σ= 0.86) โดยระดับสูงสุดคือการสร้างวิสัยทัศน์ และรูปแบบการปรับปรุงความเป็นผู้นําของผู้จัดการสินทรัพย์ของรัฐใน 6 ด้าน ซึ่งมี 41 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสนับสนุนการสร้างวิสัยทัศน์ 7 มาตรการ มาตรการเสริมสร้างพฤติกรรมการเป็นแบบอย่าง 7 มาตรการ มาตรการส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายของทีม 8 มาตรการ มาตรการเสริมสร้างการสนับสนุนรายบุคคล 6 มาตรการ มาตรการเสริมสร้างการกระตุ้นทางปัญญา 6 มาตรการ มาตรการเพื่อเพิ่มความคาดหวังด้านประสิทธิภาพสูง ความสามารถในการปรับตัว และผลการประเมินความเป็นไปได้ของแบบจำลองอยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการขององค์กรที่เป็นเลิศด้านการวางแผนกลยุทธ์เชิงนวัตกรรมสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในมิติของมุมมองแห่งอนาคตสอดคล้องกับความต้องการของสังคมและการเปลี่ยนแปลงของโลกที่องค์กรจะต้องขับเคลื่อนการเรียนรู้ของบุคลากรแบบบูรณาการบนฐานคุณภาพและตัวชี้วัดความสำเร็จที่ยั่งยืนด้วยการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1883 การพัฒนาองค์ประกอบของการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด 2026-03-31T14:56:15+07:00 วีรพล ธิกะ vv2515@gmail.com กฤษดา ผ่องพิทยา kisda2000@gmail.com จุฬาพรรณภรณ์ ธนะแพทย์ drchulapunporn@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนาองค์ประกอบของการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด 2) เพื่อยืนยันองค์ประกอบของการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นขององค์ประกอบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีวิธีดำเนินการวิจัย 1) ศึกษาองค์ประกอบของการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การยืนยันองค์ประกอบโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และ 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นขององค์ประกอบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด จำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น <br />(PNI <sub>modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด มี 8 องค์ประกอบ คือ การเก็บข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา การส่งต่อ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ระบบติดตามและประเมินผล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 2) การยืนยันองค์ประกอบ พบว่า การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน และการป้องกันและแก้ไขปัญหามีค่าความถี่ 9 (ร้อยละ 100) การเก็บข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน และการส่งต่อ มีค่าความถี่ 8 (ร้อยละ 88.89) ระบบติดตามและประเมินผล และการสร้างเครือข่ายความร่วม มีค่าความถี่ 7 (ร้อยละ 77.78) และระบบติดตามและประเมินผล มีค่าความถี่ 6 (ร้อยละ 66.67) และ 3) ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นในการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.189</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2057 ความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านการคิดคำนวณ และด้านการเรียงลำดับ และการแสดงแบบรูปของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม Unplugged Coding 2026-03-31T16:36:44+07:00 จรูญศรี คล้ายลี jaroonsee.kl@bsru.ac.th รัศมี ตันเจริญ rassamee.to@bsru.ac.th วรินทร แสงแดง Warinton.sa@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านการคิดคำนวณ และด้านการเรียงลำดับและการแสดงแบบรูปของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรม Unplugged Coding รวมทั้งเปรียบเทียบความสามารถหลังได้รับการจัดกิจกรรมกับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย-หญิง อายุ 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร จำนวน 18 คน โดยใช้วิธีการสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบทดสอบความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านการคิดคำนวณ และด้านการเรียงลำดับและการแสดงแบบรูป และ 2) แผนการจัดการจัดกิจกรรม Unplugged Coding โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านการคิดคำนวณ และด้านการเรียงลำดับและการแสดงแบบรูปของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรม Unplugged Coding อยู่ในระดับดีมากทั้งโดยรวมและจำแนกเป็นรายด้าน</li> <li>ความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านการคิดคำนวณ และด้านการเรียงลำดับและการแสดงแบบรูปของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรม สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งโดยรวมและจำแนกเป็นรายด้าน</li> <li>ความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านการคิดคำนวณ และด้านการเรียงลำดับและการแสดงแบบรูปของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรม สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75</li> </ol> <p> </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1981 การพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เชิงบูรณาการระดับประถมศึกษาสำหรับนักศึกษาครู 2026-03-31T15:46:47+07:00 แฝงกมล เพชรเกลี้ยง pun040thailand@gmail.com ปรณัฐ กิจรุ่งเรือง pun040thailand@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการออกแบบและพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงบูรณาการระดับประถมศึกษา สำหรับนักศึกษาครู และ 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มเป้าหมายรวม 29 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารคณะครุศาสตร์ อาจารย์ผู้สอน ผู้เชี่ยวชาญด้านกรอบสมรรถนะ ผู้บริหารเขตพื้นที่ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน ครูประถมศึกษา และนักศึกษาครู ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และมีผู้ทรงคุณวุฒิประเมินหลักสูตรจำนวน 7 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ ประเด็นสนทนากลุ่ม และแบบประเมินหลักสูตร ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นสำหรับการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร พบว่า สมรรถนะครูประถมศึกษาประกอบด้วย 10 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการและพัฒนาตนเอง การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความสามารถในการปรับตัว จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ การจัดการเรียนรู้ การบริหารจัดการห้องเรียน การวิจัย การพัฒนาผู้เรียน ภาษาและเทคโนโลยี และการถ่ายทอดความรู้ ขณะที่สมรรถนะการจัดการเรียนรู้โดยทั่วไปประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน การใช้สื่อและนวัตกรรม การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล ผู้วิจัยจึงสังเคราะห์ร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการสอนแบบบูรณาการ จนได้กรอบสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับนักศึกษาครูประถมศึกษา จำนวน 7 องค์ประกอบ และนำไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตร 2) ผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร พบว่า หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นใช้เวลาอบรม 78 ชั่วโมง รวม 14 วัน ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.37, SD = 0.36) และความเป็นไปได้ในการนำหลักสูตรไปใช้อยู่ในระดับมาก (M = 4.37, SD = 0.36)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2124 ข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างความผูกพันองค์กรของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ 2026-03-31T16:51:14+07:00 เจนจิรา วงค์ลังการ์ jen22016@gmail.com รตนภูมิ โนสุ jen22016@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจระดับความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ 2) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างความผูกพันในองค์กรของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูและบุคลากรทางการศึกษาสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนปี 2568 จำนวน 152 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายตามตารางเครจซี่และมอร์แกน บุคลากรที่ลาออกหรือออกจากระบบราชการไปแล้วโดยเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 คนและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.0 และมีค่าความเชื่อมั่น.98 ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา โดยความผูกพันองค์กร 4 ด้าน ประกอบด้วยความผูกพันยึดมั่นเชิงค่านิยม ความผูกพันเชิงอารมณ์ ความผูกพันเชิงต่อเนื่อง ความผูกพันเชิงพฤติกรรม </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับความผูกพันองค์กรของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือความผูกพันเชิงพฤติกรรมเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกด้วยการทำงานเต็มที่รับผิดชอบและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย ค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือความผูกพันเชิงต่อเนื่องเป็นความต้องการคงอยู่กับองค์กรเพราะตระหนักถึงผลดีผลเสียหากต้องออกไป</li> <li>ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงมุ่งเสริมสร้างความผูกพันองค์กรเพื่อรักษาบุคลากรมี 5 ด้าน ดังนี้ 1)การสร้างความก้าวหน้าในตำแหน่งและบทบาทหน้าที่ 2)การพัฒนาระบบประเมินผลการปฏิบัติงานบนฐานความโปร่งใสและเป็นธรรม3)การส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้4)การจัดงานให้เหมาะสมกับคนและภาระงานและ5)การจัดระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการซึ่งมีลำดับขั้นตอนในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การระบุปัญหา รวบรวม จัดกลุ่มข้อมูลที่ได้จากการศึกษาบริบท การศึกษาจากกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลเชิงวิชาการจากทฤษฎีและผลงานวิจัย 2) การวิเคราะห์ทางเลือกเชิงนโยบาย นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป้าหมายสร้างทางเลือกของนโยบาย 3) การคัดเลือกข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาสังเคราะห์ข้อมูลอาศัยหลักการมีส่วนร่วม 4) การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเขียนข้อเสนอเชิงนโยบายที่ปฏิบัติได้และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหา</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2016 การขยายผลการใช้เกมเพื่อสร้างนวัตกรด้านการเกษตรอัจฉริยะ 2026-04-27T10:11:26+07:00 นิธิวดี พะเทพ nitivadee.pa@bsru.ac.th อังคาร ปริญญาชัยศักดิ์ aungkarn.pr@bsru.ac.th วรานันท์ อิศรปรีดา Waranan.Is@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขยายผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเพื่อสร้างนวัตกรด้านการเกษตรอัจฉริยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดวิเศษการ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) เกมเพื่อพัฒนานวัตกรด้านการเกษตรอัจฉริยะ และ2) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของนักเรียนกลุ่มขยายผลต่อการใช้เกมเพื่อสร้างนวัตกร ด้านการเกษตรอัจฉริยะ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.78, S.D. = 0.38) นอกจากนี้จากการสังเกตพฤติกรรมพบว่า ผู้เรียนมีความสนุกสนานและมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ควบคู่ไปกับกิจกรรมการเล่นเกม ซึ่งส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เพื่อมุ่งสู่การเป็นนวัตกรด้านการเกษตรอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1893 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยี และทักษะการคิดเชิงคำนวณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานด้วยเกมเล่นตามบทบาท 2026-03-31T14:59:34+07:00 กมลชนก ศรีผิว apopost2550@gmail.com ณัฐญา นาคะสันต์ apopost2550@gmail.com สุธน วงค์แดง apopost2550@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองก่อนและหลังทดลอง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณของกลุ่มทดลองก่อนและหลังทดลอง และ4)เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงคำนวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 76 คน ภาคเรียนที่ 1/2568 ได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มและจับสลาก เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐานด้วย RPG Maker แผนแบบปกติ กลุ่มละ 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินทักษะการคิดเชิงคำนวณ สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที การวิเคราะห์แบบ ANCOVA และMANCOVA</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมทั้งก่อนและหลังทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อวิเคราะห์แบบ ANCOVA พบว่า ค่าเฉลี่ยที่ปรับแล้วของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3) กลุ่มทดลองมีทักษะการคิดเชิงคำนวนหลังสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 4)ทั้งสองกลุ่มมีคะแนนหลังสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยที่ปรับแล้วด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการคิดเชิงคำนวณสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 มีขนาดอิทธิพลขนาดใหญ่ และผลการวิเคราะห์แบบMANCOVA ยืนยันว่ากลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1983 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน แบบผสมผสาน โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันและการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักศึกษาครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล 2026-03-31T15:48:34+07:00 วรานันท์ อิศรปรีดา waranan.isa@gmail.com พรพิมล รอดเคราะห์ waranan.isa@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานโดยการวิเคราะห์จากเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น ในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 15 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านหลักสูตรและการสอน ด้านเทคโนโลยี และด้านการคิดวิเคราะห์ อาจารย์ผู้สอนสาขาวิชาการประถมศึกษา และนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นสำหรับนักศึกษา เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานโดยการวิเคราะห์จากแหล่งเอกสาร มีแนวคิดที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการ 2. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 3. วิธีการจัดการเรียนรู้ และ 4. การประเมินผล และมีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. กำหนดปัญหา 2. ค้นคว้าข้อมูล 3. วิเคราะห์ปัญหา 4. สะท้อนคิด และ 5. สรุปผล 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งจากตัวนักศึกษาครูเอง รวมถึงบริบทของการออกฝึกสอน ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาที่ไปฝึกสอน หรือผู้เรียนในสถานศึกษานั้น การแก้ปัญหาควรเน้นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาครูก่อนออกไปปฏิบัติงานในสถานศึกษา เช่น ส่งเสริมความมั่นใจในตนเอง การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์อย่างมีระบบ การจัดการห้องเรียน สำหรับนักศึกษาครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ควรเน้นสื่อที่หลากหลายและเน้นความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้นักศึกษาครูสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมตามบริบทของแต่ละโรงเรียน ควรมีทั้งสื่อที่เป็นแบบออนไลน์ และสื่อแบบออฟไลน์ เช่น เกมในคอมพิวเตอร์ และบอร์ดเกม เพื่อช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหาและการคิดวิเคราะห์ให้กับนักศึกษา และยังสามารถนำไปปรับใช้ในการออกปฏิบัติการฝึกสอนได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2043 รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาคุณลักษณะคนดีมีความพอเพียงของ นักเรียนในโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดดาวเรือง) 2026-03-31T16:25:17+07:00 กฤตพร จันทร์อยู่จริง krittaporn746@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ และความต้องการในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนในโรงเรียน 2.พัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาคุณลักษณะคนดีมีความพอเพียงของนักเรียนในโรงเรียน 3.ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาคุณลักษณะคนดีมีความพอเพียงของนักเรียนในโรงเรียน และ 4.ประเมินรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนนำออกเผยแพร่เป็นผลงานทางวิชาการ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 1 คน ครูผู้สอนในโรงเรียน จำนวน 14 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 9 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ผู้บริหารสถานศึกษาในระดับเชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน นักเรียน จำนวน 136 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 136 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความเหมาะสมและความสอดคล้องของรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.97 แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .931 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .926 แบบประเมินคุณลักษณะคนดีมีความพอเพียง มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .941 แบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .935 และแบบสอบถามเพื่อการประเมินรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .970 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ร้อยละ (Percentage) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ครูผู้สอนมีความต้องการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Learning) บูรณาการร่วมกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาคุณลักษณะคนดีมีความพอเพียงของนักเรียน 2) รูปแบบที่สร้างขึ้นมีชื่อว่า MKTCPS Model มีองค์ประกอบ 6 ด้าน คือ ด้านหลักการบริหาร ด้านการให้ความรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาคุณลักษณะ ด้านการประเมินผล และด้านความพอใจ โดยผลการประเมินรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฯ มีความเหมาะสมและความสอดคล้องเชิงเนื้อหา หลักการและทฤษฎี มีความเหมาะสมนำไปปฏิบัติได้ อยู่ในระดับมากที่สุด 3) การทดลองใช้รูปแบบ พบว่า 3.1) โดยรวมนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละอยู่ระหว่าง 11.09 – 12.43 (คิดเป็นร้อยละ 80.99 – 81.68) 3.2) ครูผู้สอนมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.64 – 4.93 3.3) นักเรียนมีคุณลักษณะคนดีมีความพอเพียง อยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.70 – 4.87 4.) การประเมินรูปแบบ 4.1) ผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการบริหารโรงเรียนด้วยรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.75 – 4.90</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2066 ประสิทธิภาพชุดการเรียนรู้ด้วยสื่อ Digital Book AI เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน แห่งอนาคตตามตัวชี้วัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2026-03-31T16:43:09+07:00 วิทยา มิตรศรัทธา linzaza@gmail.com สิริญา มิตรศรัทธา linzaza@gmail.com ปองธรรม อินทร์ไทร linzaza@gmail.com ขวัญเรือน ถนอมมิตรภาพ linzaza@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพชุดการเรียนรู้ด้วยสื่อ Digital Book AI ในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนแห่งอนาคตตามตัวชี้วัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และนำเสนอแนวทางการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบ Active Lerning ด้วยสื่อ Digital Book AI เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 42 คน ด้วยวิธีการเลือกสุ่มตัวอย่างแบบง่าย การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบผสมผสาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบ จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าอำนาจจำแนก (r) .41-.52 ค่าความยากง่าย (p) .61-.72 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติสำเร็จรูป</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ผ่าน Digital Book AI สำหรับนักเรียนในระดับการศึกษาพื้นฐานที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 86.60/84.58 ประกอบด้วย 1) ความรู้ ความเข้าใจด้านฟีเจอร์การใช้งาน 2) การบริการห้องเรียน 3) การทดสอบและรายงานผล 4) การมีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม 5) ตารางเรียนและปฏิทิน 6) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง 7) การลงทะเบียนและขั้นตอนการทำงาน 8) ข่าวสาร 9) การวิเคราะห์ 10) การบูรณาการกับระบบอื่น 11) การรวบรวมข้อมูล และ 12) ความปลอดภัยและการควบคุมการเข้าถึง เชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับกระบวนการฉากมโนทัศน์ Scenario ผ่านการผลิตสื่อสร้างสรรค์ด้วย Digiital Book AI เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนด้านความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใช้เทคโนโลยี โดยมีแนวทางการจัดประสบการณ์พัฒนาสมรรถนผู้เรียนที่ส่งเสริมกระบวนการคิดขั้นสูง และการวัดประเมินผลแบบตามสภาพจริง (Authentic Assessment)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1984 การพัฒนารูปแบบองค์กรแห่งนวัตกรรมสู่คุณภาพสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนอนุบาลบางละมุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 2026-04-27T10:22:01+07:00 พลธาวิน วัชรทรธำรงค์ pholthawin1234@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมสู่คุณภาพสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม 3) สร้างและพัฒนารูปแบบองค์กรแห่งนวัตกรรม 4) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องและประเมินคุณภาพสถานศึกษา ของโรงเรียนอนุบาลบางละมุง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการและศึกษานิเทศก์ และผู้ปกครองนักเรียน ตามขั้นตอนการวิจัยได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบศึกษาเอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แบบตรวจสอบความสอดคล้อง (IOC) แบบประเมินคุณภาพสถานศึกษา และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบองค์กรแห่งนวัตกรรม 8 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์มุ่งนวัตกรรม วัฒนธรรมและบรรยากาศเชิงนวัตกรรม โครงสร้างองค์กรที่เอื้อต่อนวัตกรรม ทีมนวัตกรรม ผู้นำนวัตกรรม ทรัพยากรสนับสนุน เครือข่ายนวัตกรรม และการจัดการความรู้นวัตกรรม 2) สภาพปัจจุบันก่อนพัฒนาอยู่ในระดับน้อย ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ระดับมากถึงมากที่สุด 3) ได้รูปแบบ INNOVATIVE Model 10 ขั้นตอน ครอบคลุมการวิเคราะห์ วางแผน นำองค์กร บริหารจัดการ ผลิตและเผยแพร่นวัตกรรม ประเมินและควบคุม สร้างเครือข่าย สร้างวัฒนธรรม สนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี และพัฒนาศักยภาพบุคลากร 4) หลังใช้รูปแบบ คุณภาพสถานศึกษาโดยรวมอยู่ระดับมากถึงมากที่สุด โดดเด่นด้านคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู และภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร และ 5) ผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจในระดับมาก และผลการประเมินคุณภาพสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ ได้แก่ คุณภาพครู ผู้เรียน ผู้บริหาร และสถานศึกษา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2045 การเรียนรู้แบบผู้เรียนสอนผู้อื่นเพื่อพัฒนาสมรรถนะทางภาษาและทักษะการสอน ของนักศึกษาวิชาเอกภาษาจีน: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสถาบัน 2026-03-31T16:29:56+07:00 อรุโณทัย บุญชม aru_bc@hotmail.co.th พิณพร คงแท่น pinnapornkongtan@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการรับรู้ของนักศึกษาต่อการพัฒนาสมรรถนะทางภาษาจีน ทักษะการสอน และประสบการณ์การเรียนรู้ภายหลังการจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนสอนผู้อื่น 2) เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้และประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษาระหว่างสองสถาบันอุดมศึกษา 3) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนสอนผู้อื่นที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนานักศึกษาวิชาเอกภาษาจีนในระดับอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาวิชาเอกภาษาจีน จำนวน 77 คน แบ่งเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 40 คน และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 37 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และคำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาทั้งสองสถาบันมีการรับรู้เชิงบวกต่อการจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนสอนผู้อื่นในระดับมากทุกด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาความสามารถด้านการสื่อสารภาษาจีน การวางแผนและออกแบบการสอน ตลอดจนแรงจูงใจและความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง 2) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสถาบัน พบว่า นักศึกษามหาสารคามมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าในด้านสมรรถนะทางภาษา ทักษะการสอนเชิงระบบ และทัศนคติ เนื่องจากได้รับประสบการณ์สอนในชั้นเรียนจริง ขณะที่นักศึกษาศรีสะเกษมีความโดดเด่นด้านความมั่นใจ การเตรียมการสอน และการใช้สื่อดิจิทัลจากการสอนจำลองและการบันทึกวิดีโอ สะท้อนว่ารูปแบบกิจกรรมที่แตกต่างกันส่งผลต่อธรรมชาติของทักษะที่พัฒนา 3) การสังเคราะห์แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมชี้ให้เห็นว่าควรบูรณาการการสอนจำลองร่วมกับการสอนจริง โดยจัดลำดับกิจกรรมจากการฝึกซ้อมสู่สถานการณ์จริง พร้อมกระบวนการสะท้อนคิดและการประเมินจากการปฏิบัติจริงเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งสมรรถนะทางภาษา ทักษะวิชาชีพ และคุณลักษณะความเป็นครู ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนสอนผู้อื่นเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการพัฒนานักศึกษาวิชาเอกภาษาจีนในระดับอุดมศึกษา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1947 การพัฒนาระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้ ในรายวิชาการออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี 2026-04-27T10:10:40+07:00 กัญญารัตน์ อู่ตะเภา kanyarat.a@lawasri.tru.ac.th ศศิกัญชณา เย็นเอง sasikanchana.ye@bsru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้ ในรายวิชาการออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้ ในรายวิชาการออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้ ในรายวิชาการออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้ ตามเกณฑ์ 75/75 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 15 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้ ในรายวิชาการออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้ 2) แบบประเมินผลงานการออกแบบและพัฒนาส่วนติดต่อกับผู้ใช้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ 3) แบบประเมินผลงานการประยุกต์ใช้โปรแกรมเพื่อวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาส่วนติดต่อกับผู้ใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้ในรายวิชาการออกแบบประสบการณ์และส่วนติดต่อผู้ใช้ ประกอบด้วย ส่วนข้อความตอบกลับอัตโนมัติ และส่วนรายการเลือก ได้แก่ คำอธิบายรายวิชา เอกสารประกอบการสอน ห้องเรียนออนไลน์ วิดีโอประกอบการสอน ข้อมูลผู้สอน และแหล่งข้อมูลอื่นๆ</li> <li>ประสิทธิภาพของระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย = 4.50 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.64</li> <li> ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ระบบถามตอบเพื่อการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 40/89.07</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/2068 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนดิจิทัล (D-Book) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2026-03-31T16:47:28+07:00 สิริญา มิตรศรัทธา suwit@genesis.co.th วิทยา มิตรศรัทธา suwit@genesis.co.th ปองธรรม อินทร์ไทร suwit@genesis.co.th สุวิทย์ ตราสุวรรณ์ suwit@genesis.co.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนดิจิทัล (D-Book) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่เป็นอาสาสมัครในการลงทะเบียนรับชุดการเรียนรู้ D-Book ในการจัดการเรียนการสอนปีการศึกษา 2568 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร จำนวน 350 คน ด้วยวิธีเลือกการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามความสะดวกแบบอาสาสมัคร (Self-Selected Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่า IOC เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติชั้นสูง แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .86</p> <p>ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ซึ่งพิจารณาได้จากค่าไค-สแควร์ มีค่าเท่ากับ 413.63; p=0.00432 ที่องศาอิสระเท่ากับ 321 และดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.93 ดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.91 ดัชนีวัดระดับความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 1.00 ค่าดัชนีรากกำลังสองเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่า (RMSEA) มีค่าเท่ากับ 0.036 ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนดิจิทัล (D-Book) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ 1) ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้สื่อดิจิทัล 2) การออกแบบประสบการณ์เรียนรู้แบบ Active Learning 3) กระบวนการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงสำหรับนักเรียน 4) ขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยสื่อดิจิทัล การแก้ปัญหา โดยใช้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และ 5) การวัดประเมินผลเพื่อพัฒนาการคิดขั้นสูงจากชิ้นงานหรือนวัตกรรมดิจิทัลพร้อมการนำเสนอและสะท้อนคิดผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) โดยมีกิจกรรมกลุ่มในการร่วมกันออกแบบนวัตกรรมดิจิทัลด้วย Free ware Application 3D เป็นสื่อจำลองสถานการณ์สามารถถอดความรู้และอธิบายด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงที่ประกอบด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และทำนายสิ่งที่จะเกิดได้อย่างมีความเชื่อมั่น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1987 แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะด้านทรัพยากรมนุษย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐในกวางสี 2026-03-31T16:05:12+07:00 ซ่ง จิ้งจิ้ง xconiran@yahoo.com นิรันดร์ สุธีนิรันดร์ xconiran@yahoo.com พัชรา เดชโฮม xconiran@yahoo.com กุลสิรินทร์ อภิรัตน์วรเดช xconiran@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของสมรรถนะด้านทรัพยากรมนุษย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐในกวางสี 2) กำหนดแนวทางในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประชากร ได้แก่ อาจารย์ประจำ จำนวน 375 คน จากมหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่งในกวางสี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 0.97 โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์ปัจจุบันของสมรรถนะด้านทรัพยากรมนุษย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐในกวางสีอยู่ในระดับปานกลาง (μ =3.86, σ =0.57) โดยแนวทางในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านทรัพยากรมนุษย์ครอบคลุม 5 ด้าน รวม 35 มาตรการ ได้แก่ 7 มาตรการเพื่อพัฒนาสมรรถนะพื้นฐาน 8 มาตรการเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการสอน 7 มาตรการเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 7 มาตรการเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านนวัตกรรม และ 6 มาตรการเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการให้บริการสังคม และการกำหนดแนวทางในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านทรัพยากรมนุษย์จากทั้ง 5 ด้าน สะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการขององค์กรในการในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพบุคคลด้วยการเสริมสร้างศักยภาพที่มุ่งเน้นสมรรถนะสำคัญในการใช้ความรู้ความสามารถแก้ปัญหาทางสังคมผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อสร้างสังคมแห่งความสุขด้วยแผนงานและเป้าหมายองค์กรในระบบการมีส่วนร่วม การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีระบบการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้วยรากฐานของความมั่นคง ความยั่งยืน และความเจริญงอกงามทางวิชาชีพ ตลอดทั้งแรงจูงใจที่มีต่อสวัสดิการที่มั่นคงครอบคลุมการดูแลและเพิ่มกำลังใจในการทำงานร่วมกันที่มีระบบการประเมินคุณภาพการทำงานโดยมุ่งเน้นสมรรถนะหลักอย่างมีมาตรฐานและประสิทธิภาพ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา