วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มุ่งเน้นในการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ทั้งในรูปแบบของบทความงานวิจัย และบทความวิชาการอื่นๆ ในการเผยแพร่องค์ความรู้ความคิด ทัศนะ และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการศึกษาทั้งด้านการบริหารการศึกษา คุณลักษณะบัณฑิต การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการจัดการศึกษา การวัดผลและประเมินผล ศิลปวัฒนธรรม และนำเสนอองค์ความรู้จากผลงานการวิจัยทางด้านการศึกษา สู่สาธารณชน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบันซึ่งไม่ได้สังกัดเดียวกับผู้เขียน อย่างน้อย 3 ท่าน ตรวจสอบกลั่นกรองสาระต่างๆ ที่นำเสนอในวารสาร และให้วารสารมีมาตรฐานคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยตีพิมพ์เผยแพร่เป็นราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฏาคม - ธันวาคม </p> <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา</strong><br />Journal of Education Bansomdejchaopraya Rajabhat University<br />ISSN 3056-915X (Online)</p> <p><strong>กำหนดพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p style="margin-bottom: 0cm;"><strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่</strong><br />อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความในวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีดังนี้<br />1. อัตราค่าธรรมเนียมเผยแพร่บทความสำหรับบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา บทความละ 3,000 บาท<br />2. อัตราค่าธรรมเนียมเผยแพร่บทความสำหรับบุคคลภายนอก บทความละ 3,500 บาท</p> <p>การเก็บค่าธรรมเนียมการเผยแพร่ จะดำเนินการหลังจากที่บทความผ่านการพิจารณาตรวจสอบจากกองบรรณาธิการภายใน ก่อนส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียม : กำหนดให้โอนเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางบัญชีธนาคาร ดังนี้</strong><br /><strong>ธนาคาร</strong> กรุงเทพ สาขา เจริญพาศน์<br /><strong>ชื่อบัญชี</strong> วารสารครุศาสตร์สาร คณะครุศาสตร์ <br /><strong>เลขที่บัญชี</strong> 126-0-91036-7</p> <p style="font-weight: 400;"><strong>*หมายเหตุ</strong><strong style="font-weight: 500;"> : เมื่อดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาแนบหลักฐานการชำระเงินที่ E-mail: edujournal@bsru.ac.th</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong style="font-weight: 500;"><strong>เงื่อนไขในการส่งบทความ </strong></strong></p> <ol> <li><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่บทความที่ไม่ตรงกับสายวิชาการที่ทางวารสารเปิดรับ</strong></li> <li><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่บทความที่ไม่ได้จัดรูปแบบที่ถูกต้อง </strong></li> <li style="font-weight: 400;"><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่บทความที่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></li> <li style="font-weight: 400;"><strong style="font-weight: 500;">กองบรรณาธิการ ขอสงวนสิทธิ์การคืนเงิน ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ ในกรณีไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ </strong></li> </ol> <p> </p> <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ปีที่ 19 ฉบับที่ 2</strong><br /><strong>เปิดรับบทความ</strong> 21 กรกฎาคม 2568 ถึง 15 สิงหาคม 2568<br /><strong>ตรวจสอบรูปแบบการเขียนบทความ</strong> 18 สิงหาคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2568<br /><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ</strong> 1 กันยายน 2568 ถึง 31 ตุลาคม 2568<br /><strong>แก้ไขบทความ</strong> 3 พฤศจิกายน 2568 ถึง 17 พฤศจิกายน 2568<br /><strong>ใบตอบรับ (ผ่าน/ไม่ผ่าน)</strong> 18 พฤศจิกายน 2568 ถึง 29 พฤศจิกายน 2568<br /><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร ปีที่ 19 ฉบับที่ 2</strong> 30 ธันวาคม 2568</p> <p> </p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา th-TH วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 3056-915X <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง</p> การสังเคราะห์แนวคิดและพัฒนาโมเดลอีดู-ลิงก์โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด เพื่อการจัดการทรัพยากรทางการศึกษา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1372 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิด และพัฒนาโมเดลอีดู–ลิงก์ (EduLink Model) สำหรับการจัดการทรัพยากรทางการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generative AI) ร่วมกับกรอบทฤษฎีด้านระบบสารสนเทศ การวิจัยใช้รูปแบบวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ประกอบด้วยสามขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาและสังเคราะห์กรอบแนวคิด การออกแบบและพัฒนาโมเดล และการประเมินประสิทธิภาพของระบบต้นแบบ กลุ่มเป้าหมายคือผู้เชี่ยวชาญจำนวนเจ็ดคน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโครงร่างต้นแบบของโมเดล ชุดทดสอบภาษา (Prompt Datasets) จำนวน 120 รายการ แบบประเมินผู้เชี่ยวชาญ และระบบต้นแบบที่พัฒนาบน LINE Official Account สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อประเมินผลการทำงานของโมเดลให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>โครงร่างต้นแบบของโมเดลอีดู–ลิงก์ประกอบด้วยสี่ชั้นการทำงาน ได้แก่ Interaction Layer, AI Layer, Evaluation Layer และ Data Layer ซึ่งมีความสอดคล้องกับกรอบแนวคิดที่ศึกษา และสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการออกแบบสถาปัตยกรรมของระบบต้นแบบได้อย่างเป็นระบบ</li> <li>โมเดลอีดู–ลิงก์ที่พัฒนาขึ้นสามารถเชื่อมต่อระบบสนทนาอัจฉริยะกับฐานข้อมูลทรัพยากรได้อย่างเป็นเอกภาพ รองรับการค้นหา การจอง และการตรวจสอบข้อมูลทรัพยากรแบบศูนย์กลาง</li> <li>ผลการทดสอบเชิงเทคนิคด้วยชุดคำสั่ง 120 รายการ พบค่าความถูกต้องร้อยละ 94.58 และความสม่ำเสมอร้อยละ 92.71 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนผลการประเมินผู้เชี่ยวชาญ 7 คน มีค่าเฉลี่ยรวม 4.72 อยู่ในระดับดีมาก</li> </ol> ศศิกัญชณา เย็นเอง รวยทรัพย์ เดชชัยศรี กัญญารัตน์ อู่ตะเภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 49 62 การพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในรายวิชาประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบปัญหาเป็นฐาน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1325 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองเชิงสร้างสรรค์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 2) พัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน และ 3) เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน คือ ระยะที่ 1 เชิงปริมาณ เป็นปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน 2 วงจร เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 82 คน คัดเลือกโดยสมัครใจ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะ และแบบสังเกตพฤติกรรม ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test แบบจับคู่สองตัวอย่างเพื่อหาค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนระยะที่ 2 เชิงคุณภาพ เพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ผู้ให้ข้อมูล คือ นักเรียนและครูผู้ร่วมเรียนรู้ จำนวน 6 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากการยืนยันจากผู้ให้ข้อมูล</p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. นักเรียนมีค่าเฉลี่ยทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองเชิงสร้างสรรค์ “หลังเรียน” สูงกว่า “ก่อนเรียน” อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองเชิงสร้างสรรค์ “ผ่านเกณฑ์” ที่กำหนด ในวงจรปฏิบัติที่ 2 และมีค่าเฉลี่ยผลการประเมินทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองเชิงสร้างสรรค์โดยรวมอยู่ในระดับดี</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้ คือ ควรมุ่งปรับลดบทบาทของครู เพิ่มการพัฒนาทักษะนักเรียน ปรับปรุงการประเมินผลที่เน้นผลลัพธ์เป็นเน้นกระบวนการ และการเปิดรับเทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้</span></p> จิราวรรณ จันทร์น้อย นราธร สายเส็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 77 96 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1383 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ หลังเรียนโดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดราชสิงขร จำนวนรวม 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด จำนวน 9 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) ตั้งแต่ 0.50 – 0.75 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.27 – 0.71 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.91 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนโดยเทคนิคเพื่อนคู่คิดสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เรื่อง บัญญัติไตรยางศ์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> </ol> ช่อทิพย์ เกษร กฤษฎา สังขมงคล ดิษยลักษณ์ อเดโช สมภพ แซ่ลี้ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 63 76 การพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงร่วมกับการสร้างชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูปฐมวัยในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1341 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความต้องการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการชุมชนดิจิทัล ศึกษาความสามารถของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการทำวิจัยในชั้นเรียน และศึกษาผลการจัดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู รวมทั้งความพึงพอใจของครูต่อกระบวนการพัฒนาครูผ่านการชี้แนะ การเป็นพี่เลี้ยง ร่วมกับการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การวิจัยดำเนินการที่โรงเรียนบ้านชายทะเลโคกขามมิตรภาพที่ 95 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการชี้แนะ ระหว่างการชี้แนะ และหลังการชี้แนะ ประชากร คือ ครูปฐมวัย 2 คน และเด็กอนุบาลปีที่ 2–3 จำนวน 18 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึก การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการจัดกิจกรรม แบบประเมินทักษะ EF แบบประเมินการวิจัยในชั้นเรียน คลิปนิทาน AI และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยแบบประเมินและแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการวัดคะแนนเพิ่มสัมพัทธ์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ครูมีความต้องการได้รับการอบรมเกี่ยวกับการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (EF) กลุ่มทักษะพื้นฐานของนักเรียนโดยจัดกิจกรรมด้วยสื่อนิทาน AI หลังการพัฒนาครู พบว่า ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูอยู่ในระดับสูงมาก และนักเรียนมีพัฒนาการ EF ในทุกด้านสูงขึ้นร้อยละ 100 โดยระดับพัฒนาการสัมพัทธ์อยู่ในระดับกลางถึงสูงมาก ความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูปฐมวัยอยู่ในระดับสูง และครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงร่วมกับการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> รัศมี ตันเจริญ ปิยลักษณ์ ไตรรัตนสุวรรณ์ พรรษา ตระกูลบางคล้า ยุวรัตน์ จงใจรักษ์ นัยทิพย์ ธีรภัค ญาณิกา สกุลกลจักร จุฬารัตน์ รุณจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 97 116 การประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบโมเดล 5 ขั้นตอน (5 STEPs) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1332 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบโมเดล 5 ขั้นตอน (5 STEPs) โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบดังกล่าว มีส่วนช่วยในการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ แบบความร่วมมือ และแสดงความคิดเห็นผ่านการคิดวิเคราะห์ จำแนก แยกแยะ จัดหมวดหมู่ เพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม อีกทั้งการคิดวิเคราะห์ เป็นทักษะที่สำคัญในการจัดการเรียนการสอนและจำเป็นในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากนักเรียนบางส่วนมีปัญหาด้านทักษะการคิดวิเคราะห์ กระบวนการเชื่อมโยงความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหา การใช้เหตุและผล การอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาในบทเรียน เป็นปัจจัยที่สำคัญของทักษะการคิดวิเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดล 5 ขั้นตอน (5 STEPs) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิทธิมนุษยชน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังการเรียนรู้ (Posttest - Pretest) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิทธิมนุษยชนปรนัยแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1) ค่าคะแนนเฉลี่ย ( ) 2) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3) dependent sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบโมเดล 5 ขั้นตอน (5 STEPs) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปภัสสร จุลวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 14 28 การพัฒนาดิจิตอลแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1114 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาดิจิตอลแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) ศึกษาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ที่เรียนด้วยดิจิตอลแพลตฟอร์มการเรียนรู้ฯ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนด้วยดิจิตอลแพลตฟอร์มการเรียนรู้ฯ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนคำเตยวิทยา จำนวน 21 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียว โดยวัดผลเฉพาะหลังการทดลองเพียงครั้งเดียว (One Shot Case Study) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) ดิจิตอลแพลตฟอร์มการเรียนรู้ฯ 2) แบบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 3) แบบสำรวจความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงบรรยายและตีความ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ดิจิตอลแพลตฟอร์มฯที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ 1) สถานการณ์ปัญหาและภารกิจการเรียนรู้ 2) แหล่งเรียนรู้ 3) ศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4) ศูนย์ฝึกทักษะการเขียน 5) ศูนย์การช่วยเหลือ และ 6) ศูนย์ให้คำปรึกษา</li> <li>ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน อยู่ในระดับดี มีค่าคะแนนรวมเฉลี่ย (x̄) = 23.19 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 1.82 คิดเป็นร้อยละ 77.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 65 โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 90.48</li> <li>ผู้เรียนมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อแพลตฟอร์มฯ เห็นว่าเนื้อหามีความเหมาะสมและทันสมัยสื่อเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้สะดวก สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง</li> </ol> <p> </p> ภัทรสุดา แก้วสีขาว ปรมะ แขวงเมือง รมย์วรินทร์ กำลังเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 128 144 ความต้องการจำเป็นต่อการพัฒนาภาพลักษณ์ของสถานศึกษาในอำเภอนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1294 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและสภาพที่พึงประสงค์ของภาพลักษณ์ของสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาภาพลักษณ์ของสถานศึกษาในอำเภอนากลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ปีการศึกษา 2567 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 214 คน ได้จากการใช้ตารางเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.987 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.990 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับของสภาพที่พึงประสงค์ PNImodified</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. สภาพปัญหา ภาพลักษณ์ของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.61) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านคุณภาพของครูมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ( =3.75) รองลงมา คือ ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพและบรรยากาศสถานศึกษา ( =3.61) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความสัมพันธ์กับชุมชนและการมีส่วนร่วม ( =3.54)</li> <li>2. สภาพที่พึงประสงค์ ภาพลักษณ์ของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.69)เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านคุณภาพของครูมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ( =4.71) รองลงมา คือ ด้านภาพลักษณ์ของผู้บริหาร ( =4.70) และด้านความพร้อมของอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกมีค่าเฉลี่ย<br />น้อยที่สุด ( =4.67)</li> <li>3. ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาพลักษณ์ของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน พบว่า ความต้องการจำเป็น (PNImodified) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.256 - 0.322 ด้านที่มีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนมีจำนวน 3 ด้าน เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับชุมชนและการมีส่วนร่วม (PNImodified = 0.322) ด้านคุณภาพของครู (PNImodified = 0.307) และด้านภาพลักษณ์ของผู้บริหาร (PNImodified = 0.306)</li> </ol> ชยานันต์ มงคลเคหา ศศิรดา แพงไทย จีรัฐติกุล ดอนวิจารณ์ขจร สุรศักดิ์ แจ่มเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 157 169 การพัฒนาทักษะการอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็ก โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูสาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1347 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนต่อการพัฒนาทักษะการอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กเพื่อการสอนภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์และ (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ในการพัฒนาทักษะการอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็ก และส่งเสริมความตระหนักและความเข้าใจในวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา กลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ชั้นปีที่ 3 จำนวน 54 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ๆ ละ 1 คาบ ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวม 6 คาบ 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test for dependent samples<strong> </strong></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จิ๊กซอว์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็ก มีคะแนนหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงขึ้น สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัย ค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9.04 คะแนนก่อนเข้าร่วมกิจกรรม (M = 18.27, SD = 3.36) และคะแนนหลังเข้าร่วมกิจกรรม </span><span style="font-size: 0.875rem;">(M = 27.31, SD = 3.35) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ t = 15.96, p &lt; .05 </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักศึกษามีความพึงพอใจโดยภาพรวมต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จิ๊กซอว์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็ก อยู่ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ </span><span style="font-size: 0.875rem;">(M = 4.62, SD = 0.45) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีความรู้ความเข้าใจ (M = 4.27, SD = 0.51) และการนำไปใช้ประโยชน์ (M = 4.70, SD = 0.45)</span></p> ธนาพันธุ์ ณ เชียงใหม่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 117 127 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการแก้ปัญหา ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนัยบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษา สุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1353 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากร ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จำนวน 5 ห้อง รวม 142 คน จัดห้องเรียน โดยคละความสามารถ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 35 คน เป็นนักเรียนแผนกวิชาธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 3/1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน จำนวน 5 แผน รวม 18 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน 2 ฉบับ แบบปรนัย 4 ตัวเลือกซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .789, .815 ตามลำดับ และ 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ 2 ฉบับ แบบปรนัย4ตัวเลือกซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .806, .089ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันหลังเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่จัดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> มิ่งกมล ทองท่าฉาง ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ ดวงเดือน สุวรรณจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 145 156 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียน เรื่อง มาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1296 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝกเสริมทักษะเรื่อง มาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าม่วง จังหวัดร้อยเอ็ด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนเรื่อง มาตราตัวสะกด จำนวน 9 แบบฝึก 2) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง มาตราตัวสะกด จำนวน 18 แผน ซึ่งทั้งหมดมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง มาตราตัวสะกด แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และค่า t – test ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียน เรื่อง มาตราตัวสะกด ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.00/84.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 และ 2) ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน เรื่อง มาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะเห็นได้ว่า ภายหลังการจัดการเรียนรู้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยคะแนนเฉลี่ยภายหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน เรื่อง มาตราตัวสะกด</p> เฉลิมพร สืบสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 29 39 การศึกษาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลบางละมุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1315 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลบางละมุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 2) เปรียบเทียบความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียน จำแนกตามเพศและช่วงชั้น และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจัลของนักเรียน ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 750 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนอนุบาลบางละมุง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 254 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 112 คน และนักเรียนหญิง 142 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 ซึ่งใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการสังเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ระดับความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลบางละมุง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียน จำแนกตามเพศและช่วงชั้นของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลบางละมุง พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</li> <li>แนวทางการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจัลของนักเรียน ได้แก่ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลเมืองดิจิทัล การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมดิจิทัล การส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการรู้เท่าทันสื่อ การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ความปลอดภัยในการใช้งานออนไลน์ และการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน</li> </ol> พลธาวิน วัชรทรธำรงค์ ศศินันท์ ศิริธาดากุลพัฒน์ จีรัฐติกุล ดอนวิจารณ์ขจร เสฐียร จันทะมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 184 196 ประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษาต่อความวิตกกังวลและความล้มเหลวทางอารมณ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัย การศึกษาปรากฎการณ์วิทยาเชิงตีความ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1314 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจประสบการณ์การเรียนรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เผชิญกับความวิตกกังวลและความล้มเหลวทางอารมณ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพในกรอบของปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความตามแนวคิดของ Van Manen เพื่อเข้าถึงความหมายของประสบการณ์มีชีวิตจากมุมมองของผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยนักศึกษา 10 คนที่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับความวิตกกังวลหรือความล้มเหลวทางอารมณ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง พร้อมการบันทึกภาคสนามและบันทึกสะท้อนตนเองของผู้วิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการผ่านการอ่านแบบองค์รวม การเลือกวลีสำคัญ และการอ่านแบบละเอียดตามแนวคิดของ Van Manen ผลการวิเคราะห์พบแก่นสาระสำคัญ 4 ประการ คือ (1) ความกลัวที่ฝังลึกในการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์และทางกายอย่างฉับพลัน เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ (2) ความรู้สึกด้อยคุณค่าในตนเอง นักศึกษาจะตีความความล้มเหลวว่าเป็นการสะท้อนคุณค่าของตัวเองและลดทอนความเชื่อมั่น (3) การประคับประคองตนเองผ่านกลยุทธ์ส่วนบุคคล เช่น การทบทวนซ้ำ การขอความช่วยเหลือ หรือการเลี่ยงสถานการณ์ที่กดดันเพื่อรักษาสมดุลทางอารมณ์ และ (4) การยอมรับข้อจำกัดและการปรับตัวทางอารมณ์ โดยผู้เรียนบางคนปรับกรอบความคาดหวังใหม่เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อจิตใจ ผลการวิจัยสะท้อนว่า ความวิตกกังวลทางคณิตศาสตร์เป็นประสบการณ์เชิงอารมณ์ที่สอดประสานกับหลายมิติของชีวิตผู้เรียน ทั้งมิติด้านร่างกาย พื้นที่ ความสัมพันธ์ และเวลา งานวิจัยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยทางอารมณ์ ส่งเสริมการทำความเข้าใจตนเอง และช่วยให้นักศึกษาฟื้นฟูความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์อย่างยั่งยืน</p> ปิยสิทธิ์ บัณฑิตสกุลชัย ณัฐรดา ธรรมเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 170 183 การใช้เทคนิค KWL Plus เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1373 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาก่อนและหลังการเรียนด้วยเทคนิค KWL Plus และ (2) ศึกษาพัฒนาการความสามารถการอ่านของนักศึกษาตลอดกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 58 คน จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามเทคนิค KWL Plus จำนวน 7 แผน รวมเวลาเรียน 21 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษจำนวน 30 ข้อ และแบบบันทึกพัฒนาการระหว่างเรียน เครื่องมือมีการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีการปรับปรุงให้เหมาะสมก่อนนำไปใช้จริง</p> <p> การวิจัยใช้รูปแบบ One-Group Pretest–Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการเรียน (𝑥̅= 24.07, SD = 0.88, 80.23%) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการเรียน (𝑥̅= 18.05, SD = 1.02, 60.17%) ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านเพิ่มขึ้นทั้งในด้านการจับใจความ การสรุปสาระสำคัญ การตั้งคำถาม และการจัดระบบข้อมูล ผลจากแบบบันทึกพัฒนาการสะท้อนว่าผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมกับเนื้อหาใหม่ได้ดียิ่งขึ้นมีความสามารถในการจัดการความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning)</p> <p> ผลการวิจัยแสดงว่าเทคนิค KWL Plus เป็นกลวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทั้งด้านความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ การสรุปความ และการจัดระบบข้อมูล ตลอดจนส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบริบทของมหาวิทยาลัยราชภัฏได้อย่างเหมาะสม</p> สมบัติ คำมูลแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 197 206 รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักธรรมาภิบาลในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1283 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักธรรมาภิบาลสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูและผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 260 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายตามตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น .96 ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการวัดและประเมินผล การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารมีแนวทางดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รูปแบบการบริหารงานวิชาการตามหลักธรรมาภิบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) การวัดและประเมินผลบนพื้นฐานมาตรฐานการเรียนรู้ (2) การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ (3) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาบนกระบวนการมีส่วนร่วมและการวิจัยเชิงพัฒนา (4) การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และ (5) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิชี้ว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ความคุ้มค่า และหลักนิติธรรม สามารถนำไปใช้จริงในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาโดยรวม</p> สมชัย นิลรัตน์ นิรันดร์ สุธีนิรันดร์ คณกร สว่างเจริญ พัชรา เดชโฮม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 40 48 การประเมินคุณภาพปัญญาประดิษฐ์หลายรูปแบบในการสร้างสื่ออินโฟกราฟิก เพื่อการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1321 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินคุณภาพของอินโฟกราฟิกที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์สำหรับการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณในระดับประถมศึกษา และ 2) เปรียบเทียบคุณภาพของอินโฟกราฟิกที่ได้จากปัญญาประดิษฐ์แต่ละโมเดล ได้แก่ GPT, Midjourney, Bing AI, Canva AI, Google AI และ Meta AI โดยใช้ข้อความคำสั่ง Prompt จำนวน 10 ชุด ซึ่งออกแบบให้ครอบคลุมเนื้อหาหลักของวิชาวิทยาการคำนวณระดับประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินคุณภาพอินโฟกราฟิก 4 ด้าน ได้แก่ ความถูกต้องของเนื้อหา การออกแบบองค์ประกอบภาพ การสื่อสาร และความน่าสนใจ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คนประเมินผลงานอินโฟกราฟิกทั้งหมด 60 ชิ้น 10 Prompt × 6 โมเดลปัญญาประดิษฐ์ ผลการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือด้วยดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ในช่วง 0.67 – 1.00 แสดงถึงข้อคำถามมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในระดับดี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอนุมาน One-way ANOVA เพื่อเปรียบเทียบคะแนนระหว่างโมเดลปัญญาประดิษฐ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อินโฟกราฟิกที่สร้างโดย GPT มีคะแนนคุณภาพสูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ย = 48.87, S.D. = 1.66 รองลงมาคือ Google AI ค่าเฉลี่ย = 29.63, S.D. = 1.51 และ Canva AI ค่าเฉลี่ย = 25.63, S.D. = 2.45 ขณะที่ Bing AI, Midjourney, Meta AI มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน จากผลการทดสอบ Tukey HSD สามารถจัดกลุ่มโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ตามคุณภาพของอินโฟกราฟิกออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม A: GPT, กลุ่ม B: Google AI, กลุ่ม C: Canva AI และกลุ่ม D: Bing AI, Midjourney, Meta AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่แตกต่างกันของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างสื่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบ Prompt ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพของสื่อที่ปัญญาประดิษฐ์สร้าง</p> สุรเชษฐ์ มีฤทธิ์ จริยา วิชัยดิษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 1 13 การสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารสถานประกอบการที่มีต่อการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1323 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารของสถานประกอบ<br />การเกี่ยวกับความรู้ ความสามารถ 2) ประเมินคุณลักษณะทั่วไปด้านจรณทักษะ ต่อการปฏิบัติงานระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาสาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน (ปี 2567) ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้บริหารจากสถานประกอบการ 78 คน ผ่าน Google Form มีกลุ่มคลังสินค้า 25 คน กลุ่มจัดซื้อ 19 คน กลุ่มตัวแทนผู้นำเข้าส่งออก 13 คน และกลุ่มขนส่ง 21 คน ใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยด้านความรู้ ความสามารถพบว่า กลุ่มคลังสินค้า (µ = 3.79, 𝜎 = 0.80) เน้นความเข้าใจกระบวนการรับ–จัดเก็บ–ตรวจนับ สั่งจ่ายสินค้าตามรายการเบิก กลุ่มจัดซื้อ (µ = 3.59, 𝜎 = 0.86) การจัดเก็บข้อมูลคำสั่งซื้อ กลุ่มตัวแทนนำเข้าส่งออก (µ = 4.08, 𝜎 = 0.74) ความรู้ทั่วไปในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ความรู้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายท่าเรือ–ทางอากาศ กลุ่มพิธีการศุลกากร (µ = 3.91, 𝜎 = 0.80) ความเข้าใจข้อมูลนำเข้า–ส่งออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า สำหรับกลุ่มขนส่ง (µ = 3.70, 𝜎 = 0.92) ภาพรวมโลจิสติกส์ การควบคุม วางแผนและจัดสายงานขนส่งขั้นต้น ด้านจรณทักษะพบว่า กลุ่มคลังสินค้า (µ = 3.86, 𝜎 = 1.02) ให้ความสำคัญด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม กลุ่มจัดซื้อ (µ = 3.81, 𝜎 = 0.89) ความละเอียดรอบคอบ กลุ่มนำเข้า–ส่งออกและศุลกากร (µ = 4.02, 𝜎 = 0.76) การตัดสินใจแก้ปัญหาเบื้องต้น และกลุ่มขนส่ง (µ = 3.83, 𝜎 = 0.92) ไหวพริบและความเข้าใจสิ่งใหม่</p> <p> ผลวิจัยสะท้อนว่าทั้งสองด้านยังสามารถพัฒนาเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน และเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงหลักสูตร พัฒนาการเรียนการสอนรายวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์ฯ เสริมศักยภาพนักศึกษาให้ตรงกับทักษะที่จำเป็นของแต่ละกลุ่มงานในอนาคต</p> นิตยา มณีวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 207 221 ภาวะผู้นำดิจิทัลและกรอบขับเคลื่อนการบริหารการศึกษาสู่ความยั่งยืน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1331 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดภาวะผู้นำรูปแบบใหม่สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุคที่ต้องเผชิญกับความท้าทายคู่ขนานจากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)และความจำเป็นเร่งด่วนด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน บทความนี้เป็นการสังเคราะห์เชิงแนวคิดโดยเสนอแนวคิด “ภาวะผู้นำดิจิทัลที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นการบูรณาการทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คือ 1) การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2) การสร้างแรงบันดาลใจ 3) การกระตุ้นทางปัญญา และ 4) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ที่เน้นกระบวนการขับเคลื่อนโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เข้ากับองค์ประกอบของภาวะผู้นำดิจิทัล (Digital Leadership) ที่เป็นการกำหนดทิศทางและวัฒนธรรมองค์กรในยุคใหม่ นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอกรอบการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการ 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การส่งเสริมการยอมรับเทคโนโลยีตามแบบจำลอง TAM (Technology Acceptance Model) ในมิติด้านบุคลากร ประกอบด้วยการส่งเสริมการรับรู้ถึงประโยชน์ และการส่งเสริมการรับรู้ถึงความยากง่ายในการใช้งาน และขั้นตอนที่ 2 การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงตามแบบจำลอง 8 ขั้นตอนของคอตเตอร์ (Kotter's 8-Step Change Model) ในมิติเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วย 1) สร้างความรู้สึกเร่งด่วน 2) สร้างทีมนำการเปลี่ยนแปลง 3) สร้างวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ 4) สื่อสารวิสัยทัศน์ให้ทั่วถึง 5) ขจัดอุปสรรคและมอบอำนาจ 6) สร้างชัยชนะระยะสั้น 7) ต่อยอดและขยายผล และ 8) สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นวัฒนธรรม ข้อสรุปสำคัญชี้ว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ ในการบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการสร้างสถานศึกษาที่สามารถบ่มเพาะพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ มีจริยธรรม และพร้อมสำหรับอนาคตที่ซับซ้อน โดยใช้ภาวะผู้นำรูปแบบใหม่นี้เป็นกลไกสำคัญในการนำทางการเปลี่ยนแปลง</p> ศุนิสา ทดลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 222 235 การบริหารการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียน วัด ชุมชน และองค์กรภาคเครือข่าย กรณีศึกษา: โรงเรียนชุมชนบ้านศรีดอนชัย จังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1282 <p>โรงเรียนชุมชนบ้านศรีดอนชัย ถือเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความเข้มแข็งและการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมรวมทั้งภูมิปัญญาของชุมชนไทลื้อเป็นอย่างมาก บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อพิจารณาประเด็นการบริหารการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียน ชุมชน บ้านศรีดอนชัยกับองค์กรภาคเครือข่าย ได้แก่ วัด ชุมชน องค์กรเอกชนและองค์กรภาครัฐอื่น ๆ นอกจากนั้น ยังพิจารณาถึงประเด็นบทบาทของโรงเรียนชุมชนบ้านศรีดอนชัยต่อการบริหารการมีส่วนร่วมกับชุมชนและองค์กรภาคเครือข่าย ในการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาชุมชนไทลื้อศรีดอนชัยภายใต้กลุ่มบวร (บ้าน วัด โรงเรียน) โดยมีกิจกรรมร่วมกันในการอนุรักษ์เอกลักษณ์ด้าน ภาษา ประเพณี และพิธีกรรมที่ได้รักษาสืบทอดจากบรรพบุรุษสู่ปัจจุบันอย่างเข้มแข็ง เช่น การบวชลูกแก้ว ตานธรรม ตานก๋วยฉลาก ตานเข้าพรรษา ออกพรรษาผิดผีสาว สืบชะตาหลวง เทศกาลในแต่ละเดือนทั้ง 12 เดือน ฯลฯ รวมถึงการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากสิ่งดังกล่าวในเชิงเศรษฐกิจให้มีผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น กับองค์กรความร่วมมือต่าง ๆ ได้แก่ หน่วยงานราชการ เทศบาล โรงเรียน โรงพยาบาล แม้ว่าการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นยังไม่มีความเข้มแข็งมากนักแต่ก็มีความต่อเนื่องซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกฝ่าย การแสดงบทบาทที่สำคัญคือบทบาทของโรงเรียนชุมชนบ้านศรีดอนชัย ที่มีต่อการบริหารการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนชุมชนบ้านศรีดอนชัย กับชุมชนท้องถิ่น และองค์กรภาคเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีไทลื้อ ทั้งนี้บทความจะได้ให้ข้อเสนอแนะในสิ่งที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน เพื่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมในรูปแบบดังกล่าวต่อไป </p> วรุณรัตน์ คนซื่อ วราภรณ์ ศรีอยุธย์ สมชาย วงค์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 267 278 ยุทธศาสตร์ฉลาดรู้ในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1338 <p>บทความนี้ได้ศึกษายุทธศาสตร์ฉลาดรู้ในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์(1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบยุทธศาสตร์ฉลาดรู้ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร (2) เพื่อสร้างแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ โดยมีการศึกษาจาก (1) แนวพระราชดำริการศึกษาการเรียนรู้จากพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท (2) แนวคิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ รูปแบบการนำที่เน้นการสร้างแรงบันดาลใจและการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของผู้นำและผู้ตามให้เติบโตไปพร้อมกันและสามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) แนวคิดผู้บริหารสถานศึกษาคือ ผู้บริหารสถานศึกษามีวิสัยทัศน์กว้างไกลมีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการสังเคราะห์แนวคิดดังกล่าวผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองตามองค์ประกอบของยุทธศาสตร์ฉลาดรู้เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมืออาชีพ พบว่า การสร้างแนวทางในการพัฒนาตนเองตามกระบวนการขององค์ประกอบ ที่ (1) ความมุ่งมั่นด้วยศรัทธา คือ การสร้างผู้บริหารสถานสถานศึกษาให้มีวิสัยทัศน์ รู้จักการสร้างเครือข่ายความร่วมมือความสัมพันธ์ที่ดี องค์ประกอบที่ (2) ใฝ่หาความรู้คู่คุณธรรม คือ การสร้างผู้บริหารสถานสถานศึกษาให้รู้จักการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และควรยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม องค์ประกอบที่ (3) นำไปใช้อย่างฉลาด คือ การสร้างผู้บริหารสถานศึกษาให้รู้จักการวิเคราะห์สถานการณ์ วางแผนเชิงกลยุทธ์ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และองค์ประกอบที่ (4) ไม่ประมาทหมั่นตรวจสอบพัฒนา คือ การสร้างผู้บริหารสถานศึกษาให้รู้จักการประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง</p> ศราวุฒิ สมัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 251 266 องค์กรแห่งนวัตกรรมกับการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/EduBSRU/article/view/1382 <p>องค์กรแห่งนวัตกรรม (Innovative Organization: IO) เป็นแนวคิดการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงองค์กรให้มีคุณลักษณะและพฤติกรรมที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ความแตกต่าง และศักยภาพในการแข่งขัน องค์กรลักษณะนี้ เน้นการบูรณาการการจัดการองค์กรเข้ากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะที่จำเป็นในการคิดริเริ่ม สร้างนวัตกรรม และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม นวัตกรรมที่เกิดขึ้นช่วยยกระดับคุณภาพการทำงาน สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรอย่างต่อเนื่องและมั่นคง สำหรับโรงเรียนประถมศึกษา แนวคิดองค์กรแห่งนวัตกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของศตวรรษที่ 21 โดยเกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ภาวะผู้นำ บรรยากาศ วัฒนธรรม และพฤติกรรมองค์กร ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ</p> <p>แนวทางการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพนั้นจำเป็นต้องดำเนินงานภายใต้แนวคิด องค์กรแห่งนวัตกรรม (Innovative Organization) ซึ่งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์ การทดลอง และการประยุกต์ใช้ความรู้ การดำเนินงานเพื่อให้โรงเรียนประถมศึกษาเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ มีคุณภาพสูง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในด้านการเรียนการสอน การบริหารจัดการ การพัฒนาครู การมีส่วนร่วมของชุมชน สร้างผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น ห้องเรียนดิจิทัล ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ พื้นที่สร้างสรรค์ รวมทั้งระบบประกันคุณภาพที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ การขับเคลื่อนองค์กรแห่งนวัตกรรมสามารถดำเนินการผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ หลักสูตร การเรียนการสอน การนิเทศติดตามประเมินผลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> <p><strong> </strong></p> เสฐียร จันทะมูล พลธาวิน วัชรทรธำรงค์ จีรัฐติกุล ดอนวิจารณ์ขจร มาลินี เลิศไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 2 236 250