วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline
<p><strong>ชื่อวารสาร</strong> : วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา</p> <p><strong>ISSN 3088-3695 (Online)</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal "><strong>ความถี่ในการตีพิมพ์ :</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 : มกราคม-มิถุนายน , ฉบับที่ 2 : กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต :</strong> วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษาเป็นวารสารวิชาการที่เผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการคุณภาพสูงในสาขาศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา ครอบคลุมหลักสูตรและการสอน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา การวัดและประเมินผล การบริหารการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา สื่อสารมวลชนเพื่อการศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา รับตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ โดยบทความต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์และไม่อยู่ระหว่างพิจารณาที่อื่น ผ่านกระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิแบบ Double-Blind Peer Review กลุ่มเป้าหมายคือนักวิชาการ นักวิจัย ครู อาจารย์ และนักศึกษาบัณฑิตศึกษา เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์และเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการสู่สังคม</p>
The Association of Teachers and Education Personnel in Sam Buri
th-TH
วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
3088-3695
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##
-
การบูรณาการเกมจำลองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1718
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมจำลองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรม และ 3. เปรียบเทียบทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมก่อนและหลังการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหมี่วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 แผน และแบบประเมินทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรม จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีจำนวน 15 แผน มีค่าความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.56, S.D. = 0.28) 2. ทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมหลังเรียนอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.15, S.D. = 0.38) และ 3. ทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 12.68, p < .05) การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าเกมจำลองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา</p>
ณัฐธิดา รอดทุกข์
พัสตราภรณ์ สอนทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
1
18
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1743
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และ 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนอินทร์บุรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 36 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 10 แผน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ผ่านกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ ชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ผ่านกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.57, S.D. = 0.64) 2. ทักษะการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.92, df = 35, Sig. = .000) และ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.61, S.D. = 0.45)</p>
ธนวงค์ เกษนาค
กานต์ กล้าเอี่ยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
19
24
-
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้บอร์ดเกมประวัติศาสตร์ที่มีต่อทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1737
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้บอร์ดเกมประวัติศาสตร์ 2. เปรียบเทียบทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้บอร์ดเกมประวัติศาสตร์กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ และ 3. ศึกษาระดับทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้บอร์ดเกมประวัติศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพระนารายณ์ ภาคเรียนที่ 1/2568 จำนวน 84 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มควบคุม 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บอร์ดเกมประวัติศาสตร์ จำนวนอย่างละ 17 แผน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และแบบวัดทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างอิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บอร์ดเกมประวัติศาสตร์มีทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. ทักษะการคิดรวบยอดทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้บอร์ดเกมประวัติศาสตร์แตกต่างจากก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
พรทิพา คำขาว
ครรชิต แก้วนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
25
52
-
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพัฒนานิคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1806
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับการจัด การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และ 3. ศึกษาประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนพัฒนานิคม ภาคเรียนที่ 1/2568 จำนวน 66 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 15 แผน 2) แผนการจัด การเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 15 แผน และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีประสิทธิผลในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งภายในกลุ่มผู้เรียนและเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือเข้ากับกระบวนการทางปัญญาที่ส่งเสริม ทั้งแรงจูงใจและทักษะการคิดวิเคราะห์ การผสานเทคนิค TGT เข้ากับกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สามารถสร้างโครงสร้างการเรียนรู้ที่เปลี่ยนบทบาทผู้เรียนจากผู้รับสารไปสู่ผู้สร้างความรู้ร่วมกัน และมีความเหมาะสมสำหรับการจัด การเรียนรู้สังคมศึกษาที่ต้องการทั้งการทำงานร่วมกันและการพัฒนาความเข้าใจเชิงลึก</p>
พศิกา สร้อยเกลียว
ปรารถนา คำสีทิพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
53
70
-
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับหมวก 6 ใบ เพื่อส่งเสริมทักษะ การคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุธีวิทยา อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1747
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับหมวก 6 ใบ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนสุธีวิทยา อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคหมวก 6 ใบ 2) แบบวัดทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคหมวก 6 ใบ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคหมวก 6 ใบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
เบญจพร จะสูงเนิน
นาตยา ชาวนาฮี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
71
88
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการคิดเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหมอ “พัฒนานุกูล”
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1807
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดสำหรับเสริมสร้างสมรรถนะการคิดเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหมอ “พัฒนานุกูล” 2) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดที่มีต่อสมรรถนะการคิดเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียน และ 3) เปรียบเทียบสมรรถนะการคิดเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาแบ่งเป็น 2 ระยะ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 31 คนได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย รูปแบบจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดจำนวน 1 รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด และแบบประเมินสมรรถนะการคิดเชิงประวัติศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการการวัดและประเมินผล 4E Model (Engage, Explore, Explain, Evaluate) 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดมีสมรรถนะการคิดเชิงประวัติศาสตร์อยู่ในระดับมากทั้งในภาพรวม และรายองค์ประกอบทุกด้าน โดยองค์ประกอบการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ การตีความเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และ 3) สมรรถนะการคิดเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบจัดการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ประภัสสร แก้วสุภา
พรรณ์ทิพย์ เพ็ชรวิจิตร
ศรัญญา เปี่ยมบุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
89
107
-
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยใช้พิพิธภัณฑ์ดิจิทัลร่วมกับการเล่าเรื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1821
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มน้ำบางขามโดยใช้พิพิธภัณฑ์ดิจิทัลร่วมกับการเล่าเรื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มน้ำบางขามโดยใช้พิพิธภัณฑ์ดิจิทัลร่วมกับการเล่าเรื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยนี้กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านสามเรือน (วันครู 2500) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 32 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มน้ำบางขามโดยใช้พิพิธภัณฑ์ดิจิทัลร่วมกับการเล่าเรื่องด้วยปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 15 แผน และ แบบทดสอบวัดความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นทั้ง 15 แผน มีคุณภาพความเหมาะสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.52, S.D. = 0.51) และ 2) ความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ (𝑥̅ = 16.46, S.D. = 2.04) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ (𝑥̅ = 10.96, S.D. = 1.84) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 14.87, df = 31, p < .001)</p>
ธนวรรณ พรมราช
ปาริชาติ ศรประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
108
124
-
การพัฒนาทักษะพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1822
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นที่มีต่อทักษะพลเมืองดิจิทัล และ 3) เปรียบเทียบทักษะพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสามเรือน (วันครู 2500) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 33 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์ จำนวน 20 แผน และแบบประเมินทักษะพลเมืองดิจิทัล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.49, S.D. = 0.56) 2) นักเรียนมีทักษะพลเมืองดิจิทัลหลังการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.41, S.D. = 0.50) และ 3) ทักษะพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัด การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและรายด้าน ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มห้องเรียนออนไลน์สามารถพัฒนาทักษะพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
ทิษฏยาพร พละสุ
กนกวรรณ เอี่ยมสนาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
125
142
-
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อทักษะการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโคกกะเทียมวิทยาลัย
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1820
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของวิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ แบบสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนโคกกะเทียมวิทยาลัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 34 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือ ที่ใช้ประกอบด้วย แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางภูมิศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ โดยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การตั้งคำถามเชิงพื้นที่จากปัญหาในบริบทท้องถิ่น ขั้นที่ 2 การสืบค้นและเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่จากแหล่งข้อมูลจริง ขั้นที่ 3 การแปลความหมายและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบแผนที่และภาพ ขั้นที่ 4 การสังเคราะห์คำอธิบายเชิงเหตุผลจากข้อมูลที่รวบรวม และขั้นที่ 5 การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริง มีผลการประเมินคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ทักษะการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางภูมิศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางภูมิศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
ชุติมา ปะละทัง
สุณีวรรณ หยดย้อย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
143
160
-
พัฒนาการของศาสตร์การวิจัยตำราเรียน: จากจิตวิทยาการอ่านสู่การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JEEConline/article/view/1723
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการก่อรูปและวิวัฒนาการของ “ศาสตร์การวิจัยตำราเรียน” ในฐานะสาขาวิชาสหวิทยาการที่สะท้อนพลวัตระหว่างรัฐ สังคม และองค์ความรู้ โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารด้วยวิธีการสืบค้นและวิเคราะห์เนื้อหา จากวรรณกรรมทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตำราเรียน แบ่งขอบเขตการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ตำราเรียนเชิงวิวัฒนาการ 2. การสำรวจพัฒนาการของศาสตร์การวิจัยตำราเรียนผ่านการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ทางวิชาการ และ 3. การวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์เกี่ยวกับแนวคิดและวิธีวิทยาของการศึกษาตำราเรียนในปัจจุบัน</p> <p> มีข้อค้นพบที่สำคัญ ได้แก่ 1) บทบาทเชิงหน้าที่ ตำราเรียนทำหน้าที่เป็น “สื่อหลัก” ในการถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับการรับรองจากรัฐ และเป็นเครื่องมือสร้างมาตรฐานทางวัฒนธรรมรวมถึงความทรงจำร่วมกันของสังคม 2) การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ เมื่อศาสตร์การวิจัยตำราเรียนได้พัฒนาจากการมุ่งเน้นเชิงจิตวิทยาและ “ความยากง่ายของการอ่าน” ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไปสู่ “การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์” ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เพื่อถอดรหัสอุดมการณ์แฝงและการสร้างภาพลักษณ์ “ตัวตน” กับ “คนอื่น” 3) ความซับซ้อนในปัจจุบัน เมื่อการศึกษาตำราเรียนสมัยใหม่ได้บูรณาการทฤษฎีหลังสมัยใหม่ และการวิเคราะห์มิติด้านสื่อ เพื่อทำความเข้าใจการเจรจาต่อรองทางอำนาจภายใต้ความท้าทายของนวัตกรรมดิจิทัล และ 4) ช่องว่างทางวิชาการไทยที่แม้ตำราเรียนจะมีอิทธิพลมหาศาล แต่การวิจัยตำราเรียนในแวดวงศึกษาศาสตร์ไทยยังคงมีอยู่อย่างจำกัดและขาดสังกัดสาขาวิชาที่ชัดเจน โดยมักปรากฏเพียงในแวดวงประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์เท่านั้น บทความนี้จึงเสนอให้วงวิชาการศึกษาศาสตร์ไทยหันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยตำราเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นแนวทางในการท้าทายการผูกขาดทางปัญญาและสร้างสรรค์การศึกษาที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก</p>
พรรณ์ทิพย์ เพ็ชรวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์และสื่อสารการศึกษา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
1 1
161
179