https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JIPS/issue/feed วารสารสหวิทยาการรัฐศาสตร์ 2026-04-30T00:00:00+07:00 ดร.อำนวย บุญรัตนไมตรี journalips01@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารมีนโยบายฯ รับตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการในด้านการจัดการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ การเมืองการปกครอง และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย</p> https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JIPS/article/view/1840 การมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตพื้นที่ อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ 2026-03-27T13:52:18+07:00 ณัฐฎาวรรณ พึ่งสำราญ natdawan3304@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <h1> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตพื้นที่อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน/แกนนำท้องถิ่น สมาชิกชุมชนที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จำนวน 20 คน ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดประชุมสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า</h1> <h1> อำเภอไพศาลีมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีอัตลักษณ์ชัดเจน ซึ่งสะท้อนความเชื่อ วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของชุมชนอย่างลึกซึ้ง โดยการพัฒนาการท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจบริบทพื้นที่และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นสำคัญ การบริหารจัดการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จเกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตัดสินใจ การดำเนินงาน การแบ่งปันผลประโยชน์ และการประเมินผล โดยมีความร่วมมือระหว่างชุมชน ผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และภาคีที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดความสมดุลระหว่างการสร้างรายได้และการอนุรักษ์วัฒนธรรม พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมดูแลทรัพยากรอย่างยั่งยืน และแนวทางสำคัญคือการยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมผ่านกลไกต่าง ๆ กำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจน จัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ควบคู่กับการพัฒนาการตลาดเชิงรุกและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับศักยภาพและความยั่งยืนของการท่องเที่ยวในระยะยาว</h1> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการรัฐศาสตร์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JIPS/article/view/1942 การศึกษา กระบวนการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ในจังหวัดตาก 2026-03-27T11:40:03+07:00 Jirawat Yusanit tipple.x4763@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ในจังหวัดตาก และ 2) เพื่อศึกษากระบวนการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ในจังหวัดตาก การศึกษาใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 40 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้นำท้องถิ่น จำนวน 20 คน และแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ที่ในอดีตเคยผ่านการหลบหนีเข้าเมือง เข้ามาทำงานที่ประเทศไทย จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือการสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดประชุมสนทนากลุ่ม ทำการวิเคราะห์และจำแนกข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) บริบทการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดตาก พบว่า จังหวัดตากมีลักษณะชายแดนธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น แม่น้ำ ป่าเขา และชุมชนชายแดน ทำให้เกิดช่องทางลักลอบเข้าเมืองในหลายอำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่ติดกับเมียวดี ด้านเศรษฐกิจและสังคม แรงงานพม่าสามารถปรับตัวเข้ากับชุมชนได้ดีจากความใกล้ชิดทางชาติพันธุ์และวิถีชีวิตชายแดน อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขณะที่ระบบกฎหมายมีข้อจำกัด เช่น ขั้นตอนเอกสารล่าช้า ค่าใช้จ่ายสูง และแรงงานขาดเอกสารต้นทาง ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมือง ประกอบกับข้อจำกัดด้านความมั่นคงและความร่วมมือชายแดน ทำให้ควบคุมได้ไม่ทั่วถึง และ <br />2) กระบวนการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าในจังหวัดตาก เป็นกระบวนการเชิงเครือข่ายที่มีการจัดการเป็นระบบ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะต้นทาง แรงงานตัดสินใจเดินทางและติดต่อเครือข่ายนายหน้า พร้อมชำระค่าบริการ ระยะกลางทาง เป็นการลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีผู้นำทางและการลำเลียงหลายรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม และระยะปลายทาง แรงงานถูกส่งต่อสู่นายจ้าง บางส่วนถูกจำกัดสิทธิและทำงานชดใช้หนี้ ส่งผลให้เกิดการสะสมแรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการรัฐศาสตร์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JIPS/article/view/2309 การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุน ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 2026-04-24T22:41:07+07:00 Siripat Plangklang siripat.pla@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อสำรวจทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 234 คน ได้แก่ บุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน ได้แก่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารที่มีหน้าที่กำกับดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้บริหารด้านการบริหารงานบุคคล ผู้บริหารสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ หัวหน้างานพัฒนาบุคคล และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัย พบว่า (1) ทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก (2) ด้านแนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ควรมุ่งพัฒนาความรู้และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎหมายดิจิทัล และการรู้เท่าทันข้อมูล ควบคู่กับการเสริมสร้างภาวะผู้นำด้านดิจิทัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและการบริการ รวมถึงการใช้และแบ่งปันข้อมูลอย่างเป็นระบบและปลอดภัย พร้อมเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการรัฐศาสตร์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JIPS/article/view/2310 บรรยากาศองค์การกับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากร สำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี 2026-04-24T22:43:39+07:00 Srisuda Viteechai nnarin0202@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรสำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับคุณภาพชีวิตการทำงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรสำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการวิจัยโดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จำนวน 154 คน จากบุคลากรสำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อตอบแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ด้านบุคลากรมีคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการคำนึงถึงผลประโยชน์และความรับผิดชอบต่อสังคมและองค์การมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายด้านพบว่ายังคงอยู่ในระดับมาก (2) ด้านเพศที่ต่างกันมีคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่ในรายด้านพบว่าเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวสูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ปัจจัยด้านระดับการศึกษาและระยะเวลาปฏิบัติงานที่ต่างกันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานในบางด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่อายุไม่ส่งผลต่อความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและ (3) ด้านบรรยากาศองค์การโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยด้านความรับผิดชอบมีความสัมพันธ์สูงที่สุด รองลงมาคือด้านการสนับสนุนและด้านมาตรฐานการทำงานตามลำดับ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการรัฐศาสตร์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JIPS/article/view/2322 การบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังจันทร์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 2026-04-25T23:38:18+07:00 Supaporn Meesup supannee_1990sesuk@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ (1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังจันทร์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี (2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังจันทร์ จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล และ (3) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงาน POCCC และการบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่กับขององค์การบริหารส่วนตำบลวังจันทร์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 380 คน ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลวังจันทร์ &nbsp;เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที ค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย (1) ด้านการประเมินระดับการบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ พบว่า อยู่ในระดับมาก (2) ด้านการเปรียบเทียบการบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา สถานภาพ และระยะเวลาที่อยู่อาศัย แตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ ไม่แตกต่างกัน และประชาชน ที่มีอายุ อาชีพ รายได้ต่อเดือน และเขตพื้นที่อยู่อาศัย แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ แตกต่างกัน และ (3) ด้านการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างกาบริหารงาน POCCC และการบริหารงานตาม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังจันทร์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับต่ำ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการรัฐศาสตร์