วารสารพัฒนาการเรียนรู้และองค์กร (JLOD) https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD <p><strong>วารสารพัฒนาการเรียนรู้และองค์กร (</strong><strong>Journal of Learning and Organizational Development: JLOD)</strong></p> <p><strong><span class="il">ISSN</span> 3088-196X (Online) </strong></p> <p>จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นวารสารราย 6 เดือน เผยแพร่แบบออนไลน์ ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนคณาจารย์ นักศึกษา ข้าราชการ นักวิชาการ และนักวิจัยทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ในการนำเสนอผลงานวิชาการ โดยมีขอบเขต ดังนี้ 1) การวิจัยในชั้นเรียน 2) การวิจัยจากงานประจำ (R2R) 3) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กร 4) การพัฒนาคู่มือการปฏิบัติงานหรือนวัตกรรมการทำงาน และ 5) อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางาน </p> <p>ผลงานทางวิชาการที่รับพิจารณาตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย ซึ่งต้องเป็นต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น <strong>บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ และผ่านการประเมินคุณภาพ (</strong><strong>Peer reviewed) จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 2 ท่าน</strong> โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้นิพนธ์ (Double - blind peer review)</p> <p><strong>*หมายเหตุ:</strong> <em>ไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์</em></p> th-TH jeeranan.s@psu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรธิดา หยูคง) fadear315@gmail.com (นางสาวฟาเดีย สาและ) Tue, 30 Jun 2026 09:45:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เป็นฐานเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรม เรื่อง สารและสมบัติของสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1227 <p>งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรม ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เรื่อง สารและสมบัติของสาร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับร้อยละ 80/80 และศึกษาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 48 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรม ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน เรื่อง สารและสมบัติของสาร จำนวน 7 ชุด (2) แบบประเมินทักษะ การคิดเชิงนวัตกรรม มีลักษณะเป็นแบบให้คะแนนมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ จำนวน 12 ข้อ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารและสมบัติของสาร มีลักษณะเป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ซึ่งเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 88.09/91.80) ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนระหว่างการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (83.35%) ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนแยกรายองค์ประกอบอยู่ระดับดีมากทุกองค์ประกอบ (80.56%-86.54%) และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมในระดับมากที่สุด ( = 4.89)</p> ธนพัฒน์ ทับไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาการเรียนรู้และองค์กร (JLOD) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1227 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะปฏิบัติการทางฟิสิกส์และทักษะการทำโครงงานสีเขียว ในรายวิชาปฏิบัติการทางฟิสิกส์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน ร่วมกับแนวคิดสะตีมบีซีจี สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (AP) https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1229 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินทักษะปฏิบัติการทางฟิสิกส์ และ 2) ประเมินทักษะการทำโครงงานสีเขียว ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับแนวคิดสะตีมบีซีจี กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ (AP) โรงเรียนนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โครงงานเป็นฐาน แบบประเมินทักษะปฏิบัติการทางฟิสิกส์ และแบบประเมินทักษะการทำโครงงานสีเขียว สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียวแบบทางเดียว (One-tailed One-sample t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีทักษะปฏิบัติการทางฟิสิกส์ในภาพรวมอยู่ในระดับดี (Mean = 3.46; SD = 0.61) โดยองค์ประกอบที่ 3 ด้านการนำเสนอรายงานผลทดลองทางฟิสิกส์ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีทักษะการทำโครงงานสีเขียวในภาพรวมอยู่ในระดับดี (Mean = 3.66; SD = 0.61) โดยองค์ประกอบที่ 2 ด้านทักษะกระบวนการโครงงานสีเขียวมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สถาพร เรืองรุ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาการเรียนรู้และองค์กร (JLOD) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1229 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชันที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1230 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้เทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้เทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One-Group Pretest-posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดทักษะ การคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ กลุ่มประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ภาคเรียนฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 89 คน และกลุ่มตัวอย่าง คือ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 30 คน โดยเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ และใช้สถิติทดสอบสมมติฐาน แบบทีแบบกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่ไม่อิสระต่อกัน ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน มีค่าเท่ากับ 88.90/84.86 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดคือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> กฤตพงศ์ แก้วเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาการเรียนรู้และองค์กร (JLOD) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1230 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบร่วมกับเทคนิค Gamification โดยใช้บทเรียน เรื่องผจญภัยหาแหล่งน้ำสะอาด ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการตระหนักรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1235 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียน เรื่อง ผจญภัยหาแหล่งน้ำสะอาด ด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบร่วมกับเทคนิค Gamification ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อประเมินทักษะการสังเกต การจำแนกประเภท และการสร้างแบบจำลองของผู้เรียน และ (4) เพื่อประเมินการตระหนักรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแยะ ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย บทเรียนเรื่องการผจญภัยหาแหล่งน้ำสะอาด แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และแบบวัดการตระหนักรู้เกี่ยวกับ SDGs </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) บทเรียนเรื่องผจญภัยหาแหล่งน้ำสะอาด ด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบร่วมกับเทคนิค Gamification มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 81.90/82.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (2) ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ผู้เรียนร้อยละ 80.00 ถึง 88.00 มีผลการประเมินทักษะการสังเกต การจำแนกประเภท และการสร้างแบบจำลองอยู่ในระดับดีขึ้นไป และ (4) ผู้เรียนร้อยละ 68.00 ถึง 96.00 มีการตระหนักรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์และสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> รูฮาญา เจะซู, ลาตีฟะห์ ยูโซ๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาการเรียนรู้และองค์กร (JLOD) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1235 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 The SMILE Project: Applying the Community of Inquiry Framework in Online Collaboration Classes to Enhance Thai Students’ Communicative Competence https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1250 <p>This study examined the impact of the SMILE project on the communicative abilities and intercultural awareness of junior high school students in Southern Thailand through virtual collaborative learning. Specifically, it investigated how online activities, such as group presentations and language exchanges, support real-world communication, cultural exposure, and the use of English as a medium of interaction. The study involved two cohorts of Thai participants who participated in the SMILE project over two consecutive years. A mixed-methods approach was employed, with data analyzed using the Community of Inquiry (CoI) framework to examine the roles of Social Presence, Cognitive Presence, and Teaching Presence in fostering an inclusive digital learning environment. Findings showed that the collaborative virtual setup enhanced students’ communicative competence, comfort with English, and cultural understanding. It also helped students express genuine emotions and improved related skills that support early communication development. Results further indicated that when social, cognitive, and teaching components are consistently integrated, educators can strengthen learner engagement and create more supportive learning communities. Overall, the study concludes that well-designed online collaborative learning environments offer meaningful learning experiences and promote global perspectives among young learners.</p> Joe Mary Ibañez, Shigenori Wakabayashi, Jun Iio ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาการเรียนรู้และองค์กร (JLOD) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JLOD/article/view/1250 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700