https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JMSNSTRU/issue/feed
วารสารวิชาการคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
2026-06-30T09:59:33+07:00
ดร.โสภณ ชุมทองโด
sophon_chu@nstru.ac.th
Open Journal Systems
<p data-start="16" data-end="373"><strong data-start="16" data-end="81">วารสารวิชาการคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</strong><br data-start="81" data-end="84" />ชื่อภาษาอังกฤษ <strong data-start="99" data-end="173">Journal of Management Science, Nakhon Si Thammarat Rajabhat University</strong> เป็นวารสารวิชาการของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยที่มีคุณภาพในด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการจัดการ</p> <p data-start="375" data-end="762">วารสารมีเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร <strong data-start="440" data-end="467">ISSN 3056-9230 (Online)</strong> รับตีพิมพ์บทความประเภท <strong data-start="491" data-end="506">บทความวิจัย</strong> และ <strong data-start="511" data-end="528">บทความวิชาการ</strong> โดยรับบทความภาษาไทย ครอบคลุมสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ บัญชี บริหารธุรกิจ ธุรกิจค้าปลีก การจัดการ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การตลาด คอมพิวเตอร์ธุรกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม สื่อสารมวลชน และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสหวิทยาการจัดการ</p> <p data-start="764" data-end="1124">บทความทุกเรื่องที่ส่งเข้ารับการพิจารณาตีพิมพ์จะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย <strong data-start="908" data-end="927">2 ท่านต่อบทความ</strong> โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ <strong data-start="954" data-end="982">Double-blind peer review</strong> ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อและข้อมูลของกันและกัน เพื่อให้การพิจารณาบทความเป็นไปอย่างเป็นกลาง โปร่งใส และมีมาตรฐานทางวิชาการ</p> <p data-start="1126" data-end="1299">วารสารมีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ <strong data-start="1154" data-end="1164">2 ฉบับ</strong> ได้แก่ <strong data-start="1172" data-end="1203">ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน</strong> และ <strong data-start="1208" data-end="1239">ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</strong> โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความจากผู้เขียน</p> <p data-start="1301" data-end="1379">บรรณาธิการวารสาร <strong data-start="1322" data-end="1342">ดร.โสภณ ชุมทองโด</strong> สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</p> <p data-start="1301" data-end="1379"><a href="https://docs.google.com/document/d/1doxQxq72VJ7u5b_n2ch8RAaHzNoIVFiT/edit?usp=sharing&ouid=113159372000180794788&rtpof=true&sd=true" target="_blank" rel="noopener"><strong data-start="1752" data-end="1770">JMS_Article_Template.docx</strong></a></p>
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JMSNSTRU/article/view/1459
การเลือกใช้บริการสินเชื่อบ้านกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่
2026-03-27T09:51:22+07:00
ธัญมน ทับเครือวัน
tanyamonphimtawan@gmail.com
วรรณี เบญจวัฒนาผล
Wannee@mail.com
อรอนงค์ แตงอ่อน
panneebangbimai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความคิดเห็นของลูกค้าเกี่ยวกับการเลือกใช้บริการสินเชื่อบ้านกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สำนักงานใหญ่ และ (2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และอาชีพ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือ ลูกค้าจำนวน 162 คนแบบสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ซึ่งกำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของ Krejcie และ Morgan แบ่งเป็นเพศชาย 69 คน และเพศหญิง 93 คน แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.81 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) <br />ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นของลูกค้าโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกระบวนการให้บริการ รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้าน ด้านความสะดวกในการใช้บริการ และด้านค่าใช้จ่ายของสินเชื่อบ้าน ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในบางด้าน ขณะที่บางด้านไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ<br />ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ธอส. สำนักงานใหญ่ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านให้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ควรพัฒนาช่องทางการให้บริการให้มีความสะดวก รวดเร็ว และกำหนดเงื่อนไขค่าใช้จ่ายที่สามารถแข่งขันได้ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธนาคารในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JMSNSTRU/article/view/1460
ความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของพนักงานบริษัท วอน วอน พลัส จำกัด
2026-03-27T09:51:54+07:00
ธนัญชนก ตั้งอภิวรคุณ
Thnanchanok.fa@gmail.com
ปกรณ์ ปรีชาภรณ์
Pakorn@mail.com
อรอนงค์ แตงอ่อน
panneebangbimai@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของพนักงานบริษัท วอน วอน พลัส จำกัด วัตถุประสงค์เฉพาะของการศึกษาคือ1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของพนักงานบริษัท วอน วอน พลัส จำกัด 2. เพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อการลาออกของพนักงานบริษัท วอน วอน พลัส จำกัด การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บข้อมูล ประชากรประกอบด้วยพนักงาน 45 คน ซึ่งได้เลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ ข้อมูลที่เก็บได้ถูกนำมาวิเคราะห์โดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test/ANOVA เพื่อตรวจสอบความแตกต่างในความคิดเห็นตามลักษณะประชากร เช่น เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน</p> <p> ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่า โดยรวมแล้ว พนักงานเห็นด้วยในระดับปานกลางต่อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออก ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่พบคือ เงินเดือน โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และนโยบายการบริหาร ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อความตั้งใจที่จะลาออกของพนักงาน นอกจากนี้ การวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่า ความแตกต่างทางประชากรส่งผลให้เกิดการรับรู้ที่หลากหลายต่อสาเหตุของการลาออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอายุและระดับรายได้ การศึกษานี้เน้นว่า ความไม่พอใจในเงินเดือนและโอกาสการเติบโตในสายงานที่จำกัด ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการลาออกผลลัพธ์ของการวิจัยนี้มีคุณค่าสำหรับการจัดการองค์กร เนื่องจากให้ข้อมูลเชิงลึกต่อการรับรู้ของพนักงาน ทำให้องค์กรสามารถกำหนดกลยุทธ์เพื่อลดอัตราการลาออกได้ โดยการพัฒนาโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ ปรับปรุงโครงสร้างค่าตอบแทน และสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่สนับสนุน องค์กรสามารถลดการลาออกและเสริมสร้างความผูกพันของพนักงาน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JMSNSTRU/article/view/1461
แรงจูงใจในการทำงานของพนักงานออลล์ซีนช์ คลินิก
2026-04-03T13:22:18+07:00
พรพิมล สุขอนันต์
annie.sukanan@gmail.com
ปกรณ์ ปรีชาภรณ์
Pakorn@mail.com
อรอนงค์ แตงอ่อน
panneebangbimai@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน ออลล์ซีนช์ คลินิก และ<br />2)เปรียบเทียบแรงจูงใจในการทำงานของของพนักงานออลล์ซีนช์ คลินิก จำแนกตามลักษณะบุคคล ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นพนักงานออลล์ซีนช์ คลินิก เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นพนักงานของออลล์ซีนช์ คลินิก จำนวน 40 คน เป็นชายจำนวน 14 คน หญิงจำนวน 26 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นบุคลากรของออลล์ซีนช์ คลินิก คำนวณขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรของเครจซี่และมอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้สถิติค่าความถี่ และค่าร้อยละ วิเคราะห์โดยใช้ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) <br />ผลการวิจัยโดยภาพรวมพบว่าค่าเฉลี่ยแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานออลล์ซีนช์ คลินิก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าด้านความรู้สึกรับผิดชอบเป็นแรงจูงใจในการทำงานของของพนักงานออลล์ซีนช์ คลินิก มากกว่าด้านอื่นโดยเฉพาะเรื่องท่านปฏิบัติตามนโยบายของพนักงานออลล์ซีนช์ คลินิก ด้วยความเต็มใจและคำถามเรื่องท่านมีความรู้ความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาในงานที่ได้รับมอบหมายได้ รองลงมาคือด้านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เห็นว่าท่านมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมาย และด้านที่น้อยที่สุดที่เป็นแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานออลล์ซีนช์ คลินิก คือด้านความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยโดยเฉพาะเรื่องผู้บังคับบัญชามีความพึงพอใจต่อผลงานที่ท่านทำ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JMSNSTRU/article/view/1462
การตัดสินใจใช้บริการของลูกค้า บริษัท เค วัน บิสซิเนส จำกัด จังหวัดชลบุรี
2026-03-23T14:36:30+07:00
ณัฐศิษฏ์ คุณอำสา
khunamsa@gmail.com
วรรณี เบญจวัฒนาผล
Wannee@mail.com
อรอนงค์ แตงอ่อน
panneebangbimai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการตัดสินใจใช้บริการของลูกค้า บริษัท เค วัน บิสซิเนส จำกัด จังหวัดชลบุรี และเปรียบเทียบระดับการตัดสินใจใช้บริการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างลูกค้า บริษัท เค วัน บิสซิเนส จำกัด จังหวัดชลบุรี จำนวน 68 ราย ซึ่งคำนวณขนาดตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test และ One-Way ANOVA<br />ผลการวิจัยพบว่า ระดับการตัดสินใจใช้บริการของลูกค้าโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านความสุภาพของพนักงาน รองลงมาคือ ด้านความเชื่อถือได้ของพนักงาน และด้านความสามารถในการสื่อสาร ขณะที่ด้านสิ่งที่จับต้องได้มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศและสถานภาพสมรสต่างกันมีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจใช้บริการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ตัวแปรอายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือนไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของบริษัทฯ ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้า โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสุภาพ ความน่าเชื่อถือ และทักษะการสื่อสารของพนักงาน พร้อมทั้งปรับปรุงสิ่งที่จับต้องได้ให้ทันสมัยและน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช