https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/issue/feed
วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
2025-12-29T21:16:04+07:00
Open Journal Systems
<p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope) <br /></strong> วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม (Journal of Organizational Management and Social Development) ISSN: 3027-7507 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ สาขาศึกษาศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ ปีละ 2 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม (Journal of Organizational Management and Social Development) มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) บทความละ 3,500 บาท<br /> 2) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 5,000 บาท<br /> โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์<br /></strong> ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: ad-jomsd24@outlook.com โทร: 081-8722268 (ดร.ยุทธพล ทวะชาลี: บรรณาธิการ)</p>
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1162
การจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์วัฒนธรรมอีสาน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชุมชน
2025-07-13T17:30:45+07:00
สุรพงษ์ แสงเรณู
sangranoo@gmail.com
ขวัญชนก อำภา
sangranoo@gmail.com
ลลิตา พิมทา
sangranoo@gmail.com
สิทธิศักดิ์ พรมสิทธิ์
sangranoo@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ศึกษากระบวนการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมอีสานที่ถ่ายทอดผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ โดยมุ่งเน้นวิเคราะห์การพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมอีสานให้สามารถผลิตเชิงการค้าได้ และถ่ายทอดองค์ความรู้จากการวิจัยสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบในตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยชุมชน การวิจัยใช้วิธีผสมผสาน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยายและพรรณนา จากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการระบุและสรุปข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และสังเกต ผ่านกระบวนการเชิงคุณภาพที่เน้นการอธิบายข้อมูลอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังใช้วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ที่ผู้วิจัยและชุมชนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการวางแผน ดำเนินการสะท้อนผล และประเมินผล เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมต้องสำรวจรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยรักษาและส่งต่อเอกลักษณ์ชุมชน การพัฒนาสินค้าเน้นคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์ที่โดดเด่น พร้อมช่องทางการตลาดที่เหมาะสม ชุมชนต้นแบบที่พัฒนาขึ้นสะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ สัญลักษณ์ วิชาการ และสุนทรียะ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างงาน กระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว พร้อมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาภายนอกและพัฒนายั่งยืนในชุมชนต่อไป</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1208
ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางดิจิทัลกับความสุขในการทำงานของครูในยุคดิจิทัล ของครูโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตสายไหม
2025-07-28T17:26:20+07:00
อุทัยวรรณ สายพัฒนะ
dr.tukuthaiwan@gmail.com
ชัยวัฒน์ วารี
dr.tukuthaiwan@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความฉลาดทางดิจิทัลของครูในยุคดิจิทัล (2) ระดับความสุขในการทำงานของครูในยุคดิจิทัล และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางดิจิทัลกับความสุขในการทำงานของครูในยุคดิจิทัล ของครูโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตสายไหม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครู โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตสายไหม จำนวน 244 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความฉลาดทางดิจิทัล และความสุขในการทำงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดทางดิจิทัลของครู โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตสายไหม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก 2) ความสุขในการทำงานของครู โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตสายไหม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 3) ความฉลาดทางดิจิทัลมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการทำงานของครู โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตสายไหม อยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1209
แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ น้ำพุร้อน จังหวัดกระบี่
2025-07-28T20:16:11+07:00
จีรภา ทองเถาว์
sanitchirapha132426@gmail.com
ชวลีย์ ณ ถลาง
sanitchirapha132426@gmail.com
เสรี วงษ์มณฑา
sanitchirapha132426@gmail.com
ชุษณะ เตชคณา
sanitchirapha132426@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อน จังหวัดกระบี่ 2) เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อน จังหวัดกระบี่ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อน จังหวัดกระบี่ การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย 3 ระยะหลัก ได้แก่ การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักท่องเที่ยวจำนวน 400 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 23 คน ซึ่งแบ่งเป็น ภาครัฐ 8 คน ภาคเอกชน 8 คน ภาคชุมชน 6 คน และภาควิชาการ 2 คน รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย SWOT และ TOWS Matrix เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ผลการศึกษาพบว่า 1) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อพักผ่อนและบำบัดสุขภาพ โดยมีความต้องการหลักที่โดดเด่น ได้แก่ บริการที่มีคุณภาพสูง ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับความเป็นธรรมชาติของแหล่งน้ำพุร้อน 2) ยุทธศาสตร์การตลาดที่เหมาะสมจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัย พร้อมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ 3) แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อน จังหวัดกระบี่ พบว่า (1) ควรมุ่งเน้นการสร้างระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ และ (3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ชุมชน และภาควิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและขยายตลาดอย่างมีประสิทธิผล</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1212
การศึกษาอิทธิพลของกฎการแสดงออกขององค์กรและแรงงานทางอารมณ์ต่อผลการดำเนินงานด้านการบริการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ: กรณีศึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา
2025-07-29T15:35:08+07:00
กุลธิดา มาลาม
kunmalam@gmail.com
ติญทรรศน์ ประทีปพรณรงค์
kunmalam@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของกฎการแสดงออกขององค์กรในฐานะตัวแปรที่มาก่อนแรงงานทางอารมณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความสัมพันธ์ต่อผลการดำเนินงานด้านการบริการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามสำหรับการวิจัย ประชากรในการวิจัย จำนวน 374 คน และกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 229 คน โดยใช้การถดถอยพหุคูณในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ตัวแปรกฎการแสดงออกขององค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อผลการดำเนินงานด้านการบริการ เนื่องจากกฎการแสดงออกขององค์กรซึ่งเป็นแบบแผนการแสดงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาให้ความสำคัญการให้บริการประชาชนด้วยจิตบริการ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ตำรวจทุกคนได้รับการฝึกอบรมภายใต้หลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนนายร้อยตำรวจและโรงเรียนนายสิบตำรวจ รวมถึงหลักสูตรการฝึกอบรมต่าง ๆ ความสุภาพและใบหน้าที่เป็นมิตรภายใต้ความเข้มแข็งของการปฏิบัติหน้าที่มีอิทธิผลต่อความประทับใจของประชาชนที่มีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยภาพรวม การยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศและประชาชนให้เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนพฤติกรรมการทำงานแสดงให้เห็นว่าตำรวจเป็นที่พึ่งและอยู่เคียงข้างประชาชนตลอดมา การอดทนอดกลั้นอารมณ์เชิงลบจึงเป็นเรื่องธรรมดาของงานตำรวจ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1272
การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้านในอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย
2025-07-28T20:16:46+07:00
สัมพันธ์ วังคีรี
puedloei@gmail.com
ชาญยุทธ หาญชนะ
puedloei@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้านในอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย 2) เปรียบเทียบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน จำแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยคือคณะกรรมการหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย จำนวน 340 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที และใช้สถิติเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยภาพรวมคณะกรรมการหมู่บ้านที่มีเพศ อายุ และระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติหน้าที่ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3) แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้แก่ ควรตรงต่อเวลาทุกครั้ง และควรมีการตรวจความปลอดภัยในหมู่บ้านเวลากลางคืนอย่างเคร่งครัด</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1276
ความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการอนุรักษ์ คุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายในแหล่งมรดกโลกศรีเทพ
2025-08-18T15:13:17+07:00
รมิดา กิตติชัยกุลกิจ
lexrk29@gmail.com
ชวลีย์ ณ ถลาง
lexrk29@gmail.com
เสรี วงษ์มณฑา
lexrk29@gmail.com
ชุษณะ เตชคณา
lexrk29@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการอนุรักษ์ คุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายในแหล่งมรดกโลกศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเยือนอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพจำนวน 400 คนผ่านแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติที และค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่อมาตรการอนุรักษ์และคุ้มครอง โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลและการเผยแพร่ความรู้ผ่านสื่อหลากหลาย เช่น ป้ายประชาสัมพันธ์ รหัส QR และมัคคุเทศก์ท้องถิ่น สำหรับการบังคับใช้กฎหมายควรเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผลการทดสอบสมมติฐานระบุว่า ปัจจัยด้านอายุมีผลต่อความคิดเห็นในหลายประเด็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ คุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายเกือบทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 มุมมองหรือความคิดเห็นที่ได้รับ 1) พัฒนาการสื่อสารด้านการอนุรักษ์ 2) เสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ 3) เพิ่มความเข้มข้นของการสื่อสารบทลงโทษ และ 4) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1284
อัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงานของสายการผลิตรายการในบริษัทเวิร์คพอยท์เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)
2025-07-29T15:33:51+07:00
สมพงษ์ ผ่องประเสริฐ
pallanit.ub@northbkk.ac.th
บุษกร วัฒนบุตร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
ตระกูล จิตวัฒนากร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพแวดล้อมทั่วไปของอัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงานของสายการผลิตรายการในบริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) 2) กระบวนการสร้างอัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงานของสายการผลิตรายการ และ 3) อัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงานของสายการผลิตรายการ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพแวดล้อมทั่วไปของ อัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงานของสายการผลิตรายการพบว่าการปรับตัวของสายการผลิตรายการต้องให้ทันต่อแนวโน้มของสื่อออนไลน์และการเตรียมพร้อมช่องทางออกอากาศใหม่ๆ บริษัทต้องนำกลยุทธ์ SWOT Analysis เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อน รวมถึงโอกาสและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงาน 2) กระบวนการสร้างอัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงานของสายการผลิตรายการ ประกอบด้วย 6 กระบวนหลัก ได้แก่ (1) สร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์ (2) ปรับโครงสร้างและนโยบายเกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์ (3) ปรับกระบวนการทำงานโดยใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศ (4) ปรับปรุงคุณภาพบุคลากร (5) ปรับปรุงสื่อแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการสร้างอัตลักษณ์ (6) สร้างเครือข่ายการพัฒนา และการประชาสัมพันธ์ และ 3) อัตลักษณ์พฤติกรรมการทำงานของสายการผลิตรายการ มีดังนี้ (1) ด้านภาวะผู้นำคุณภาพ กำหนดวิสัยทัศน์ และค่านิยมร่วมกัน ผู้บริหารยึดหลักธรรมาภิบาล (2) ด้านการทำงานเป็นทีม ผู้บริหารสร้างสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่มีความเป็นกันเอง (3) ด้านการพัฒนาทักษะของบุคลากรผู้บริหารกำหนดนโยบายให้บุคลากรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ (4) ด้านการให้ขวัญและกำลังใจผู้บริหาร มีการจัดทำแนวทางปฏิบัติในการให้ขวัญ และกำลังใจ (5) ด้านการมีส่วนร่วมของบุคลากร โดยผู้บริหารให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ (6) ด้านการให้อำนาจในการปฏิบัติงานผู้บริหารกำหนดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรที่สามารถจะหมุนเวียนเปลี่ยนงาน ไว้วางใจในศักยภาพของบุคลากร</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1286
การประยุกต์ใช้เทคนิค Six Sigma เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมคุณภาพ: กรณีศึกษาองค์กรอุตสาหกรรมขนาดกลางในภาคใต้ของประเทศไทย
2025-08-20T14:29:00+07:00
เขมจินันท์ เทิดทูนการค้า
khemjinan@gmail.com
สุดารัตน์ ทิพนานนท์
khemjinan@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของกระบวนการควบคุมคุณภาพในองค์กรอุตสาหกรรมขนาดกลางในภาคใต้ของประเทศไทย 2) ประยุกต์ใช้เทคนิค Six Sigma ตามแนวทาง DMAIC (Define, Measure, Analyze, Improve, Control) เพื่อปรับปรุงกระบวนการควบคุมคุณภาพภายในองค์กรตัวอย่าง 3) ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงด้านประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตหลังการประยุกต์ใช้ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมคุณภาพภายในองค์กร ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีความเข้าใจในระดับพื้นฐานเกี่ยวกับ Six Sigma แต่ขาดทักษะในการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางสถิติในแต่ละขั้นตอนของวงจร DMAIC 2) การประยุกต์ใช้เทคนิค Six Sigma ตามแนวทาง DMAIC ทำให้กระบวนการผลิตมีการปรับปรุงอย่างชัดเจน โดยสามารถลดอัตราของเสีย ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้แรงงาน และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ 3) หลังการประยุกต์ใช้ Six Sigma พบว่า กระบวนการควบคุมคุณภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรสามารถลดความสูญเสียด้านการผลิต ควบคุมต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าระดับสูงอย่างต่อเนื่อง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1322
แนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการจัดการระบบคลังสินค้า บริษัท เจเค (ไทย) ไดมอนด์ ทูลส์ จำกัด
2025-09-02T12:18:35+07:00
Liang Guo
pallanit.ub@northbkk.ac.th
บุษกร วัฒนบุตร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
ตระกูล จิตวัฒนากร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการจัดการระบบเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการจัดการระบบคลังสินค้า 2) กระบวนการการจัดการระบบเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการจัดการระบบคลังสินค้า และ 3) แนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการจัดการระบบคลังสินค้า บริษัท เจเค (ไทย) ไดมอนด์ ทูลส์ จำกัด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการระบบเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการจัดการระบบคลังสินค้า มีปัญหาทั้งหมด 2 ด้าน คือ ด้านการดำเนินงาน เช่น การสั่งซื้อสินค้า การเบิกสินค้า การแปรรูปวัตถุดิบเป็นสินค้าให้กับลูกค้า และด้านการจัดเก็บสินค้า เช่น พื้นที่จัดเก็บสินค้าไม่เพียงพอการหาสินค้าไม่พบเกิดจากการไม่ทราบจำนวนสินค้าคงเหลือ2) กระบวนการการจัดการระบบเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการจัดการระบบคลังสินค้าในปัจจุบันมี 7 กระบวนการ คือ (1) กระบวนการจัดเก็บสินค้าในแผนกคลังสินค้า (2) กระบวนการการจัดหมวดหมู่สินค้าและการใช้รหัสสินค้าของบริษัทเมื่อได้รับสินค้ามาไว้ในครอบครอง (3) กระบวนการการรักษาสภาพของสินค้า (4) กระบวนการระบบการบริหารสินค้า (5) กระบวนการการทำเครื่องหมายบนกล่องหลังจากได้ลงทะเบียน (6) กระบวนการวิธีการตรวจนับสินค้า และ (7) กระบวนการการแก้ปัญหาในการตรวจนับสินค้าและขั้นตอนในการดำเนินงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และ 3) แนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการจัดการระบบคลังสินค้า มีแนวทางดังนี้ (1) การนำระบบ RFID (Radio Frequency Identification) เข้ามาช่วยในการจัดการคลังสินค้าทำให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น (2) การจัดพื้นที่ของคลังสินค้าให้ได้มาตรฐาน (3) การจัดอบรมความรู้ความเข้าใจในการใช้งานของระบบให้กับพนักงาน และ (4) การวางแผนทางการจัดการคลังสินค้าจากประโยชน์กระบวนการจัดการคลังสินค้ามาพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1330
ความพึงพอใจต่อการบริการของพนักงานแผนกสินค้าเด็ก บริษัท พรีเมี่ยมเบบี้ จำกัด
2025-08-18T15:18:04+07:00
ณัชภัทร์ษิตา ธนันวราภิพัฒน์
natphatsita.than@northbkk.ac.th
วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ
natphatsita.than@northbkk.ac.th
บุษกร วัฒนบุตร
natphatsita.than@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจต่อการให้บริการของพนักงานแผนกสินค้าเด็ก บริษัท พรีเมี่ยมเบบี้ จำกัด และ 2) เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจต่อการให้บริการของพนักงานแผนกสินค้าเด็ก จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ที่มาใช้บริการแผนกสินค้าเด็ก บริษัทพรีเมี่ยมเบบี้จำกัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสถิติค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจต่อการให้บริการของพนักงานแผนกสินค้าเด็ก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในผู้รับบริการ รองลงมาคือด้านการตอบสนองต่อผู้รับบริการ ด้านการให้ความมั่นใจแก่ผู้รับบริการ และด้านความน่าเชื่อถือไว้ใจได้ ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจต่อการให้บริการของพนักงานแผนกสินค้าเด็ก พบว่า เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนอายุกับรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่มีความแตกต่างกัน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1497
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำชุมชนตามหลักภาวนา 4 ต่อการป้องกันทุจริต ในตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
2025-11-29T16:54:12+07:00
อินตอง ชัยประโคม
pisit.sueb@mcu.ac.th
พระครูสุธีคัมภีรญาณ
pisit.sueb@mcu.ac.th
พระมหาพิสิฐ สืบนิสัย
pisit.sueb@mcu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพภาวะผู้นำชุมชนในตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำชุมชนตามหลักภาวนา 4 เพื่อป้องกันการทุจริต และ 3) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำชุมชนตามหลักภาวนา 4 เพื่อป้องกันการทุจริต ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 16 รูป/คน และแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 398 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยเทคนิค 6C ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพภาวะผู้นำชุมชน พบว่า ผู้นำชุมชนยังมีข้อจำกัดในทักษะความรู้ คุณธรรมจริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาตามหลักภาวนา 4 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เห็นว่า หลักภาวนา 4 มีผลต่อการป้องกันการทุจริตในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะศีลภาวนาด้านความซื่อสัตย์และการไม่อยู่ภายใต้อิทธิพล 2) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำชุมชนตามหลักภาวนา 4 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งสังเคราะห์เป็นรูปแบบ PMEI MODEL (Physical, Moral, Emotional, Intellectual Development) ระดับความเห็นด้วยของสมาชิกชุมชนต่อรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยศีลภาวนามีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ พบว่า มีความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รูปแบบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำชุมชนเพื่อป้องกันการทุจริตได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1516
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสานักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มกระนวน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4
2025-11-29T16:53:55+07:00
ประยูร แสงใส
prasrisirorat@gmail.com
พระมหาพิสิฐ วิสิฏฐปญโญ
prasrisirorat@gmail.com
ศรุตานนท์ ชอบประดิษฐ์
prasrisirorat@gmail.com
อัญชนาพร สอนพร
prasrisirorat@gmail.com
ศิโรรัตน์ ประศรี
prasrisirorat@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสาแก่นักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา 2) สร้างหลักสูตรการฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสา สำหรับปฏิบัติหน้าที่พิธีกรรมทางศาสนาและจิตอาสาแก่นักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา และ 3) ทดลองและประเมินหลักสูตรการฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสานักเรียน โรงเรียนประถมศึกษา ขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มกระนวน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น เขต 4 การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ แบ่งได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ศึกษาสภาพความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสาแก่นักเรียนและการสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสา ประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร รวมทั้งสิ้น 30 คน 2) กลุ่มที่อยู่ในระยะทดลองและประเมินหลักสูตรการฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสา ประกอบไปด้วย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 37 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกอบรมศาสนพิธีกร และจิตอาสาแก่นักเรียน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการประเมินการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมศาสนพิธีกรและจิตอาสาสำหรับนักเรียน องค์ประกอบหลักสูตร ได้แก่ ด้านจุดมุ่งหมาย ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการประเมินผล และแผนการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 3) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ศาสนพิธีกรและจิตอาสา พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการจัดการเรียนรู้ (ค่าเฉลี่ย 23.43 ) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดการเรียนรู้ (ค่าเฉลี่ย 7.03) ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 4) ผลการประเมินภาคปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนพิธีกรของนักเรียน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 93.97) ส่วนผลการประเมินภาคปฏิบัติเกี่ยวกับจิตอาสาของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีทัศนคติต่อเรื่องจิตอาสา โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 91.14) 5) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ศาสนพิธีกรและจิตอาสาสำหรับนักเรียน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1159
ระบบปัญญาประดิษฐ์แบบมีความเป็นตัวแทน (Agentic AI): บทบาทใหม่ของ AI ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
2025-07-29T15:36:17+07:00
อดิพล เอื้อจรัสพันธุ์
adipon.citu@gmail.com
<p>บทความฉบับนี้นำเสนอการศึกษาบทบาทและความท้าทายของระบบปัญญาประดิษฐ์แบบมีความเป็นตัวแทน (Agentic AI) ในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ AI เพื่อสนับสนุนงานเฉพาะทาง (task-based AI) ไปสู่ AI ที่สามารถตั้งเป้าหมาย วางแผน และตัดสินใจได้อย่างอิสระ โดยมีความสามารถในการทำงานต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ทุกขั้นตอน บทความนี้วิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของระบบปัญญาประดิษฐ์แบบมีความเป็นตัวแทน (Agentic AI) พร้อมทั้งประเด็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ความโปร่งใส ความไว้วางใจ ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรม ตลอดจนเสนอกรอบการออกแบบระบบ ปัญญาประดิษฐ์แบบมีความเป็นตัวแทนอย่างมีจริยธรรมในชื่อ “CLEAR Framework” ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ด้าน คือ ด้านการยินยอม ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ การอธิบายผลลัพธ์ ขอบเขตของอำนาจ AI และกลไกการรับผิดชอบ โดยใช้กรณีศึกษาในภาคธุรกิจ การศึกษา และการสื่อสารองค์กรเพื่อแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้จริง นอกจากนี้ บทความยังเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์แบบมีความเป็นตัวแทนอย่างยั่งยืนภายใต้หลักการ “Ethics-by-Design” เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบระหว่างมนุษย์กับระบบอัตโนมัติในอนาคต</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1174
การตีความแนวคิดหลี่ในลัทธิขงจื่อในฐานะไวยากรณ์ทางวัฒนธรรม
2025-08-04T18:39:01+07:00
ปรีชา บุตรรัตน์
b.preecha@kkumail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายและบทบาทของแนวคิด “หลี่” (จารีต) ในปรัชญาของขงจื่อ โดยมุ่งเน้นการศึกษาพัฒนาการของหลี่จากรากฐานทางศาสนาไปสู่การเป็นบรรทัดฐานทางสังคมในบริบทจีนโบราณ ผ่านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงปรัชญาระหว่างหลี่กับ “เหริน” (มนุษยธรรม) เพื่อเสนอว่า การปฏิบัติจารีตอย่างมีจริยธรรมจำเป็นต้องมีเหรินเป็นแกนกลางในการกำกับเจตจำนงของปัจเจกบุคคล และอภิปรายแนวทางการตีความร่วมสมัยของ Chenyang Li ที่เสนอว่า หลี่ทำหน้าที่เสมือน “ไวยากรณ์ทางวัฒนธรรม” ซึ่งมีบทบาทเชิงโครงสร้างในการหล่อหลอมพฤติกรรม บุคลิกภาพของมนุษย์ผ่านการเรียนรู้ และการปฏิบัติซ้ำอย่างมีแบบแผน ข้อเสนอหลักของบทความคือ การทำความเข้าใจหลี่ในฐานะกลไกภายในทางจริยธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการธำรงระเบียบและความกลมเกลียวในสังคม</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1328
นวัตกรรมการคัดสรรการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ: กรอบแนวคิดเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงคุณภาพของไทย
2025-10-11T17:01:03+07:00
สุบรรณ เอี่ยมวิจารณ์
subunn.i@acc.msu.ac.th
ชวกร ดอนโอฬาร
pm11_felt.k@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษานวัตกรรมการคัดสรรการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า นวัตกรรมการคัดสรรการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นแนวคิดที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดการเติบโตเชิงคุณภาพ มากกว่าเชิงปริมาณที่มุ่งเน้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็นหลัก นวัตกรรมการคัดสรรการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นวิธีการใหม่หรือกระบวนการใหม่ที่ช่วยให้ประเทศมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจากนักลงทุนที่เหมาะสม สร้างประโยชน์ได้ทั้งเชิงเศรษฐกิจและเชิงสังคม รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายสาธารณะของประเทศนั้น ๆ อีกทั้งแนวคิดนวัตกรรม การคัดสรรการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำให้ประเทศเกิดความสามารถในการแข่งขันและเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมการคัดสรรการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่ส่งผลต่อให้เกิดการพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1269
แนวทางส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน: กรอบเชิงนโยบายสำหรับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
2025-07-29T15:34:26+07:00
ธิดารักษ์ สัจจพงษ์
pallanit.ub@northbkk.ac.th
บุษกร วัฒนบุตร
pallanit.ub@northbkk.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้ผู้เขียนมุ่งนำเสนอแนวทางส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จนั้นไม่ใช่แค่เพียงการใช้กลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานองค์ประกอบหลายประการเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่การเข้าใจบริบทขององค์กร การปฏิบัติงานขององค์กร การเผชิญกับบริบทความท้าทายในการปฏิบัติงาน จึงเกิดเป็นแนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติงานในองค์กรสำหรับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันการแข่งขันขององค์กรขึ้นอยู่กับการมีข้อมูลและความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลที่มีนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุด โดยแนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติงานเพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย 1) การระดมทุนและทรัพยากร 2) การบริหารจัดการเครือข่ายองค์กรสมาชิก 3) การปรับตัวต่อปัญหาสังคมที่ซับซ้อนขึ้น 4) การบริหารจัดการบุคลากรและอาสาสมัคร 5) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 6) การวัดผลและการประเมินประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อองค์กรสามารถบูรณาการแนวทางเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโต สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาว</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1433
การเตรียมความพร้อมของกำลังคนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
2025-10-12T11:22:19+07:00
รดาณัฐ วรนิสาภนิตา
natthaphong.wi@northbkk.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมของกำลังคนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พบว่า ปรับตัวของบุคลากรในอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ (Wellness Industry) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยนำเสนอแนวทางการเพิ่มทักษะที่สามารถต่อยอดไปสู่อาชีพใหม่ อาทิ ผู้ฝึกสอนส่วนตัว ครูโยคะ นักโภชนาการ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ล่ามแปลภาษา และนักปรุงน้ำหอม ทั้งนี้เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) บทความวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ได้แก่ การพัฒนาคน การพัฒนาผู้ประกอบการ และการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะใหม่ และการสร้างระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1536
แนวโน้มธุรกิจห้องพักบนหลักการส่วนประสมการตลาด 7Ps กับการตลาด 6.0 ที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจห้องพัก
2025-11-24T12:18:38+07:00
วิไลรัตน์ สิริพิพัฒน์โสภณ
wilirat.siri1408@gmail.com
ตระกูล จิตวัฒนากร
wilirat.siri1408@gmail.com
วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ
wilirat.siri1408@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มของธุรกิจห้องพักในประเทศไทยผ่านการบูรณาการแนวคิดส่วนประสมการตลาด 7Ps ร่วมกับหลักการการตลาด 6.0 โดยเน้นบทบาทของเทคโนโลยีอัจฉริยะ ประสบการณ์ลูกค้า และความยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่า (1) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดราคาแบบ Dynamic Pricing ได้แม่นยำขึ้น เพิ่มศักยภาพการบริหารรายได้ตามความต้องการจริงของตลาด และ (2) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT) ช่วยเสริมประสิทธิภาพในกระบวนการบริการ เช่น ระบบอาคารอัจฉริยะ การจัดการพลังงาน และความปลอดภัยของลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานแนวคิดทั้งสองช่วยให้ธุรกิจห้องพักสร้างคุณค่าร่วมกับลูกค้าและสังคม พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการแข่งขันภายใต้บริบทเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1544
การบูรณาการส่วนประสมการตลาด 7Ps และแนวคิดการตลาด 6.0 สำหรับสำนักงานบัญชีขนาดกลางและขนาดย่อม
2025-11-24T12:18:23+07:00
ศรินญา ทิพยานนท์
sarinya2099@gmail.com
ตระกูล จิตวัฒนากร
sarinya2099@gmail.com
วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ
sarinya2099@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบูรณาการส่วนประสมการตลาด 7Ps และแนวคิดการตลาด 6.0 สำหรับสำนักงานบัญชีขนาดกลางและขนาดย่อม โดยใช้วิธีการสังเคราะห์วรรณกรรม (Literature Synthesis) จากงานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นการวิเคราะห์กลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ เสริมสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เพื่อให้สำนักงานบัญชีก้าวจากผู้ให้บริการเชิงเทคนิคไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการเติบโตของ SMEs อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การตลาดแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อการเติบโตในระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ผลการศึกษาล่าสุดจาก Hinge Research Institute (2025) และ Kitces (2024) ยืนยันว่า กลยุทธ์ดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Search Engine Optimization (SEO), และ Social Media Optimization (SMO) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเติบโต โดยช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผู้เข้าชมเว็บไซต์แบบออร์แกนิกและประสิทธิภาพของโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ การสัมมนาออนไลน์และการสร้างเนื้อหายังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้นำทางความคิดและความน่าเชื่อถือ โดยอิงจากทฤษฎีส่วนประสมการตลาด 7Ps และแนวคิดการตลาด 6.0 เพื่อสร้างโมเดลคุณค่าแบรนด์สำหรับสำนักงานบัญชีขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมอย่างยั่งยืน และเพิ่มความภักดีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโมเดลนี้ยังให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์แก่ผู้ประกอบการในการออกแบบแผนการตลาด การสื่อสารแบรนด์ และการทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและพึงพอใจในทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม