วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope) <br /></strong> วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม (Journal of Organizational Management and Social Development) ISSN: 3027-7507 (Online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ สาขาศึกษาศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ ปีละ 2 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม (Journal of Organizational Management and Social Development) มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) บทความละ 3,500 บาท<br /> 2) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 5,000 บาท<br /> โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์<br /></strong> ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: ad-jomsd24@outlook.com โทร: 081-8722268 (ดร.ยุทธพล ทวะชาลี: บรรณาธิการ)</p> th-TH Mon, 29 Jun 2026 18:05:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสรรพยาวิทยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1825 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อโมชันกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสรรพยาวิทยา ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ระหว่างผู้เรียนในกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้สื่อโมชันกราฟิกและผู้เรียนในกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อโมชันกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 2 ห้อง 66 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ และสื่อโมชันกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ซึ่งแบบทดสอบปรนัยจำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูล เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า 1) ผลการวิจัยพบว่า การใช้สื่อโมชันกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า สามารถนำเสนอข้อมูลได้อย่างชัดเจน มีภาพเคลื่อนไหวและเสียงประกอบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ อีกทั้งมีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.10/82.32 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ผู้เรียนในกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าผู้เรียนในกลุ่มควบคุม โดยมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยหลังการทดลองเท่ากับ 24.70 ซึ่งมากกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลองที่ 17.21 อีกทั้งยังแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้เรียนกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยสื่อโมชันกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ในระดับมากที่สุด</p> สุรีรักษ์ พยุงศิลป์, สิรภัทร จันทะมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1825 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1677 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และ 2) พัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะดังกล่าวของครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ซึ่งรวมถึงการวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 327 คน ตามตารางเคอซี่แอนด์มอร์แกน และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและปัญหาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ได้แก่ (1) ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน ครูตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แต่ขาดความเข้าใจและทักษะในการออกแบบกิจกรรมที่ตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน (2) ด้านการวัดผลและประเมินผลยังเน้นผลสัมฤทธิ์ปลายทางและเครื่องมือแบบเดิม ส่งผลให้มีความต้องการพัฒนาเครื่องมือประเมินที่สะท้อนสมรรถนะผู้เรียน (3) ด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่วนใหญ่ครูใช้เทคโนโลยีในระดับพื้นฐานและขาดทักษะในการออกแบบกิจกรรมเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี (4) ด้านการจัดการชั้นเรียน ครูขาดทักษะการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจ (5) ด้านคุณธรรมและการพัฒนาวิชาชีพ แม้ครูมีจิตสำนึกในวิชาชีพ แต่ภาระงานสูงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตนเอง 2) ผลการพัฒนานวัตกรรมคือการพัฒนาครูแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้ง 5 สมรรถนะหลัก ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และระบบสนับสนุนจากผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ใยจิตร์ สาระนิตย์, ตระกูล จิตวัฒนากร, วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1677 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและยกระดับกลไกความร่วมมือแบบพหุภาคีเพื่อขจัดความยากจน: กรณีศึกษา ร้อยเอ็ด Hug Community https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1757 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับกลไกความร่วมมือแบบพหุภาคีเพื่อขจัดความยากจน ภายใต้โมเดล “ร้อยเอ็ด Hug Community” โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีคู่ขนาน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากระบบฐานข้อมูล TPMAP/PPPConnext จากจำนวนครัวเรือนยากจนจังหวัดร้อยเอ็ด 5,140 ครัวเรือน ควบคู่กับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 42 คน ประกอบไปด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ผลการวิจัยพบว่า กลไกดังกล่าวสามารถสร้างธรรมาภิบาลความร่วมมือที่เข้มแข็ง ส่งผลให้เครือข่ายภาคีขยายตัวเป็น 121 องค์กร โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักที่ยึดโยงชุมชนในการบูรณาการทรัพยากร พัฒนานักจัดการเชิงพื้นที่ และใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อชี้เป้าและส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การก่อเกิดพื้นที่รูปธรรมทางเศรษฐกิจ “Hug Market” จำนวน 14 แห่ง ครัวเรือนยากจนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 32 เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการเข้าร่วมโครงการ และได้รับการยกระดับเป็นวาระสำคัญของจังหวัดผ่านแผนยุทธศาสตร์แก้จนร่วม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญคือ ภาครัฐควรเร่งกระบวนการทำให้กลไกนี้มีความเป็นสถาบัน โดยผนวกระบบข้อมูลและกระบวนการดำเนินงานเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดและงบประมาณประจำของระบบราชการ พร้อมทั้งขยายผลระบบข้อมูลสู่ระดับตำบล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความยากจนมีความยั่งยืนและต่อเนื่อง ไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กรในอนาคต</p> ศรีสุนันท์ ประเสริฐสังข์, วรฉัตร วริวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1757 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพัทลุง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1661 <p>การวิจัยครั้งนี้จำแนกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1) ศึกษาองค์ประกอบของวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล 2) พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพัทลุง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และ มัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งสิ้น 400 คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงร่วมกับการสุ่มอย่างง่าย ในส่วนของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 1 ฉบับ แบบสนทนากลุ่ม 1 ฉบับ แบบสอบถาม 2 ฉบับ และ ร่างรูปแบบการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพัทลุง เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 4 ครั้ง การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และ การสนทนากลุ่มใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสรุปสาระสำคัญและตรวจสอบความสอดคล้องของแนวคิด ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของตัวแปรสังเกตได้ในแต่ละองค์ประกอบ และ สร้างสเกลองค์ประกอบจากคะแนนรวมของทั้ง 9 องค์ประกอบ เพื่อพิจารณาค่าน้ำหนักความสำคัญเชิงประจักษ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของรูปแบบการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ 50 ตัวบ่งชี้ 2) หลังการพัฒนารูปแบบ พบว่า ตัวบ่งชี้ทั้ง 9 องค์ประกอบได้รับการปรับลดเหลือ 36 ตัวบ่งชี้ เพื่อความกระชับและความเหมาะสมของโครงสร้าง และ 3) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดล พบว่า ค่าไค-สแควร์ (χ²) = 66.23 องศาอิสระ (df) = 23 ค่า p = 0.0364 ดัชนีความสอดคล้องกลมกลืน (GFI) = 0.960 และดัชนีที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) = 0.954 แสดงว่า รูปแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในระดับดี ผลการวิจัยสะท้อนว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้อง เหมาะสม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาในจังหวัดพัทลุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อุบล หนูมาก, ชัชวาล ชุมรักษา, สมเกียรติ สายธนู, ทวีศักดิ์ พุฒสุขขี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1661 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบบริหารเครือข่ายการศึกษาเอกชน ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดนราธิวาส https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1662 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและองค์ประกอบการบริหารเครือข่ายการศึกษาเอกชน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารเครือข่ายการศึกษาเอกชน และ 3) ประเมินรูปแบบบริหารเครือข่ายการศึกษาเอกชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดนราธิวาส การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูล 3 ระยะ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหาร ครู คณะกรรมการบริหาร และ ผู้ปกครอง จำนวน 397 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และ เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน การสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน และการทดสอบต้นแบบด้วยการอภิปรายแบบคณะ (Panel Discussion) พร้อมประเมินรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน และ กลุ่มทดลองใช้ จำนวน 150 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของเครือข่ายการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส จากการวิเคราะห์ SWOT และช่องว่างคุณภาพ พบช่องว่างในระดับวิกฤตด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการผ่านการประเมิน สมศ. ร้อยละ 1.2 องค์ประกอบสำคัญของการบริหารเครือข่ายประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ภารกิจ ยุทธศาสตร์ การดำเนินงาน เป้าหมาย และความสำเร็จร่วมกัน โดยมีค่าเฉลี่ยความสำคัญในระดับมากที่สุด 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นชื่อว่า “NARA-EDU Network Model” ประกอบด้วยโครงสร้างเครือข่าย 3 ระดับ (จังหวัด–อำเภอ–โรงเรียน) กลไกการบริหารแบบพหุภาคี กระบวนการดำเนินงานตามวงจร PDCA-R ระบบสนับสนุน 5 ด้าน (พัฒนาศักยภาพ ทรัพยากรร่วม นวัตกรรม ประกันคุณภาพ และภาคีสัมพันธ์) และยุทธศาสตร์ 6 ด้าน รูปแบบผ่านการทดสอบต้นแบบในโรงเรียน 30 แห่ง ผ่าน 5 โครงการนำร่อง ได้แก่ ครูต้นแบบพหุวัฒนธรรม หลักสูตรท้องถิ่นร่วม เทคโนโลยีการเชื่อมโยง ประเมินคุณภาพร่วม และชุมชนร่วมพัฒนา 3) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3 กลุ่ม พบว่ามีค่าเฉลี่ยภาพรวมระดับมาก โดยด้านความเป็นประโยชน์สูงที่สุด รองลงมา คือ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้อง ผู้ประเมินเห็นว่ารูปแบบตอบโจทย์บริบทพหุวัฒนธรรมและข้อจำกัดทรัพยากรของชายแดนใต้ได้ดี มีความเป็นไปได้สูง และช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชนอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 4 ด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ</p> ภิญญา รัตนวรชาติ, ทวีศักดิ์ พุฒสุขขี, สมเกียรติ สายธนู, ศดานนท์ วัตตธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1662 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การพัฒนาทักษะภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ของนักศึกษาชาวจีนในเขตกรุงเทพมหานคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2080 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการในการพัฒนาทักษะภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของนักศึกษาชาวจีนในเขตกรุงเทพมหานคร และ 2) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาทักษะภาษาไทยเพื่อการสื่อสารของนักศึกษาชาวจีนในเขตกรุงเทพมหานคร บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 คน มีเกณฑ์ในการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นแรงผลักดันให้เกิดความต้องการพัฒนาในทิศทางเดียวกัน ทั้งในด้านคำศัพท์ การจับใจความ การจัดระบบความคิด และความมั่นใจในการใช้ภาษา ส่วนใหญ่เห็นว่าควรจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทั้ง 4 ทักษะ ผ่านสถานการณ์จำลองและการฝึกปฏิบัติจริงเสริมสร้างความสามารถในการใช้ภาษาไทยอย่างมั่นใจ และมีประสิทธิภาพในบริบทการศึกษาและสังคมไทย 2) การพัฒนากลยุทธ์ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) พัฒนาผู้เรียนโดยตรงผ่านการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น และบูรณาการทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อให้สามารถใช้ภาษาได้จริง (2) พัฒนาผู้สอนและบุคลากรเสริมสมรรถนะด้านการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองผ่านการอบรมและชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อให้ผู้สอนสามารถออกแบบกิจกรรมเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) พัฒนาระบบบริหารจัดการ ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ภาษาไทยอย่างต่อเนื่อง</p> ภรณิษฐ์ อุบลนุช, ปิยะพันธุ์ วัชระนุกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2080 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2437 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 64 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) การตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.47 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การนำหลักฐานเชิงประจักษ์ไปใช้ในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจ 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36 โดยด้านองค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านผู้เรียน และด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามลำดับ และ 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .363)</p> วรรธนันท์ กิติคุณานนท์, พร้อมพิไล บัวสุวรรณ, วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจําแลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2437 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการและพัฒนาโรงแรมเชิงสุขภาพในบริบทอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสมัยใหม่ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1831 <p>การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพส่งผลให้โรงแรมเชิงสุขภาพมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการในระดับสากล อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโรงแรมเชิงสุขภาพยังเผชิญข้อจำกัดด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ มาตรฐานการให้บริการ การกำกับดูแลเพื่อความยั่งยืน และการออกแบบประสบการณ์สุขภาวะ บทความวิชาการเชิงแนวคิดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและ แนวทางการพัฒนาโรงแรมเชิงสุขภาพในบริบทสากล โดยใช้กรอบแนวคิดด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ คุณภาพการบริการ การกำกับดูแลเพื่อความยั่งยืน และการออกแบบประสบการณ์เป็นฐานในการวิเคราะห์ บทความอาศัยการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยจากประเทศที่มีระบบการจัดการโรงแรมเชิงสุขภาพที่เข้มแข็ง ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ช่องว่างเชิงการจัดการเมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนากรอบการจัดการโรงแรมเชิงสุขภาพที่บูรณาการมิติกลยุทธ์ คุณภาพบริการ ความยั่งยืน และประสบการณ์สุขภาวะอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นฐานสำหรับการกำหนดนโยบายและงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต</p> อังสุมาลิน จำนงชอบ, คมสิทธิ์ เกียนวัฒนา, กฤติกา สายณะรัตร์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/1831 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2069 <p>บทความวิชาการนี้ผู้เขียนมุ่งนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทและปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะผู้เรียน มุ่งเน้นความสามารถในการปฏิบัติได้จริง โดยบูรณาการ ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ/เจตคติ เข้าด้วยกัน 2) แนวคิดและทฤษฎีการบริหารจัดการสถานศึกษาเป็นกรอบความคิดที่ใช้อธิบายหลักการ แนวทาง และกระบวนการดำเนินงานของสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมายทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ได้แก่ (1) ทฤษฎีการบริหารแบบระบบ (2) ทฤษฎีการบริหารเชิงสถานการณ์ (3) ทฤษฎีการบริหารแบบมีส่วนร่วม (4) ทฤษฎีการบริหารเชิงการเปลี่ยนแปลง และ (5) ทฤษฎีการบริหารเชิงคุณภาพ 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษา ได้แก่ (1) การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายเชิงสมรรถนะ (2) การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ (3) การพัฒนาครูและภาวะผู้นำ (4) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (5) การวัดและประเมินผลสมรรถนะ (6) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) การพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียน ได้แก่ (1) วิสัยทัศน์และนโยบาย (2) หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (3) บุคลากรและภาวะผู้นำ (4) เทคโนโลยีและทรัพยากร และ (5) การวัดและประเมินผล</p> ธวัชชัย เหมวงษ์, วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ, ตระกูล จิตวัฒนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2069 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ข้อโต้แย้งปรัชญาการศึกษาของโชเพนเฮาเออร์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2438 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดด้านการศึกษาของอาร์เทอร์ โชเพนเฮาเออร์ และเพื่อวิเคราะห์แนวคิดดังกล่าวในบริบทของสังคมการเรียนรู้ยุคปัญญาประดิษฐ์ ข้อโต้แย้งหลักคือ แนวคิดของ โชเพนเฮาเออร์ยังคงมีความจำเป็นในโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือไม่ วิธีการศึกษาคือการวิเคราะห์ตีความเชิงปรัชญาจากเอกสารปฐมภูมิคือเรียงความว่าด้วยการศึกษา (Ueber Erziehung) ของอาเทอร์ โชเพนฮาวเออร์ที่ปรากฏอยู่ในผลงานรวมเล่มที่ชื่อ (Arthur Schopenhauers sämtliche Werke) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1920 ผลการศึกษาชี้ว่า โชเพนเฮาเออร์มองว่าการศึกษาที่แท้จริงมิใช่กระบวนการถ่ายโอนข้อมูลผ่านการท่องจำหรือการยอมรับตำราโดยปราศจากการไตร่ตรอง แต่เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนต้องสร้างความคิดด้วยตนเองโดยใช้ข้อมูลเป็นเพียงวัตถุดิบมิใช่บทสรุปสุดท้าย ปรากฎการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายในยุคปัญญาประดิษฐ์หากมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในลักษณะที่เป็นเพียงเครื่องมือให้คำตอบ โดยไม่ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ การศึกษานั้นย่อมเป็นการศึกษาเทียมและท้ายที่สุดการใช้ปัญญาประดิษฐ์ จะลดทอนความเป็นมนุษย์เหลือเพียงผู้บริโภคข้อมูลมิใช่ผู้สร้างปัญญา แนวคิดการศึกษาใดก็ตามที่ไม่สามารถส่งเสริมให้เข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงนั้นคือรากเหง้าของการศึกษาที่ล้มเหลว</p> รุ่งนิภา เหลียง, ชัยณรงค์ ศรีมันตะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2438 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากบัวหลวง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2202 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงกระบวนการในการแปรสภาพทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของบัวหลวงไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า ที่ผ่านมายังขาดการศึกษาที่ร้อยเรียงคุณลักษณะทางกายภาพและจิตวิญญาณของบัวหลวงเข้ากับกระบวนการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์และการยกร่างโมเดลธุรกิจชุมชนอย่างเป็นระบบ บทความนี้จึงเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวผ่านห่วงโซ่คุณค่าสร้างสรรค์ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การออกแบบแนวคิดและสถาปัตยกรรมผลิตภัณฑ์ 2) การสร้างต้นแบบขั้นต้น 3) การพัฒนาต้นแบบเพื่อการทดสอบ และ 4) การประเมินและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ระหว่างการคิดเชิงออกแบบและวิทยาศาสตร์การอาหารร่วมสมัย จำแนกการทดลองปฏิบัติการออกเป็น 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่มีศักยภาพเชิงประจักษ์ทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากเมล็ดบัวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรฟังก์ชันจากเกสรบัวหลวงที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งเสนอโมเดลการทดสอบตลาดนำร่องขนาดย่อมและการสร้างประสบการณ์ร่วมในเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปและการประเมินเชิงประสาทสัมผัสในพื้นที่จริง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านฤดูกาลและราคาตกต่ำของวัตถุดิบสด ตลอดจนลดความเสี่ยงทางการค้า ผลลัพธ์จากกรอบแนวคิดนี้ช่วยแปรเปลี่ยนทรัพยากรฐานชีวภาพในท้องถิ่นให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางปัญญาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติการที่สำคัญสำหรับนักออกแบบ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และวิสาหกิจชุมชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่การแข่งขันในตลาดระดับสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</p> ตระกูล จิตวัฒนากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการองค์กร และพัฒนาสังคม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JOMSD/article/view/2202 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700