https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/issue/feed วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-06-29T16:33:42+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถาพร วิชัยรัมย์ sathaporn.wc@bru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นวารสารที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การบริหาร การจัดการ การบริหารท้องถิ่น และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตลอดจนบทวิเคราะห์ สังเคราะห์และเสนอทางออกในการแก้ปัญหาให้แก่สังคม โดยมีรูปแบบการตีพิมพ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2566 โดยมีกำหนดเผยแพร่วารสารฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) </p> https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2457 ปริทัศน์หนังสือ: ธรรมาภิบาลและการควบคุมคอร์รัปชัน 2026-06-10T13:27:32+07:00 รังสิทธิ วิหกเหิน aramboy2516@gmail.com จินตรา นาเวียง 680426070012@bru.ac.th พีรพงษ์ มาลา 17peerapong1973@gmail.com <p>หนังสือ ธรรมาภิบาลและการควบคุมคอร์รัปชัน นับเป็นผลงานวิชาการที่ผสานองค์ความรู้ทั้งด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์สถาบัน เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ หนังสือเล่มนี้มุ่งอธิบายปรากฏการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในฐานะผลผลิตของโครงสร้างสถาบันที่บกพร่อง ควบคู่กับการนำเสนอแนวทางเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ</p> <p>จุดเด่นสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือความสามารถในการเชื่อมโยงทฤษฎีสากลกับบริบทสังคมไทย โดยเฉพาะการวิเคราะห์วัฒนธรรมอุปถัมภ์และมิติเชิงประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมให้คอร์รัปชันฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ดี บทความปริทรรศน์ฉบับนี้พบว่าหนังสือยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาอยู่อีก ได้แก่ การเพิ่มมิติเชิงลึกด้านคุณธรรม จริยรรมซึ่งเป็นการพัฒนาจิตใจที่เป็นการควบคุมการคอร์รัปชันจากภายในจิตใจของมนุษย์</p> <p>บทความนี้ประเมินคุณค่าของหนังสือในสามมิติ ได้แก่ ความเป็นเลิศทางวิชาการ ความสอดคล้องกับนโยบายสาธารณะของไทย และประโยชน์สำหรับนักศึกษาและนักปฏิบัติการในภาคสนาม พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงสำหรับการพิมพ์ครั้งต่อไป</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2095 การพัฒนาทักษะ Soft Skills ของนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-03-08T16:32:21+07:00 ธนัชญา ทิฆะสุข thananya.thi@thaimooc.ac.th พิมพ์ลภัส มาลาอุ่น thananya.thi@thaimooc.ac.th คมชาญ ศรีระพันธ์ thananya.thi@thaimooc.ac.th พัทธพล เลี่ยมใจดี thananya.thi@thaimooc.ac.th ธนกร เพชรสินจร thananya.thi@thaimooc.ac.th รังสิทธิ วิหกเหิน thananya.thi@thaimooc.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับทักษะด้าน Soft Skills ของนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับทักษะด้าน Soft Skills ของนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จำแนกตามเพศ ชั้นปีการศึกษา 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนาทักษะ Soft Skills ของนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ชั้นปีที่ 1 - 3 จำนวน 301 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบโดยใช้ค่า t-test และ ค่า f-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับทักษะ Soft Skills ของนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยภาพรวม นักศึกษามีทักษะ Soft Skills อยู่ในระดับมาก (=4.37, S.D.=0.14) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการควบคุมตนเอง อยู่ในระดับมากที่สุด (=4.68, S.D.=0.20) รองลงมาคือ ด้านการจูงใจตนเอง (=4.43, S.D.=0.25) ด้านการเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น (=4.26, S.D.=0.43) ด้านการตระหนักรู้ในตนเอง (=4.25, S.D.=0.34) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านทักษะทางสังคม (=4.22, S.D.=0.19) ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบระดับทักษะด้าน Soft Skills ของนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ จำแนกตามเพศและชั้นปีการศึกษา พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สถาบันควรส่งเสริมกิจกรรมฝึกการตัดสินใจเพื่อรักษามาตรฐาน ด้านการควบคุมตนเอง พร้อมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านวาทศิลป์เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม รวมถึงสนับสนุนการประเมินศักยภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอสอดคล้องกับความแตกต่างทางเพศและชั้นปีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น</p> <p><strong>คำสำคัญ : </strong>ทักษะทางสังคม (Soft Skills); รัฐประศาสนศาสตร์; สติปัญญาทางอารมณ์; การจัดการตนเอง</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2094 รูปแบบความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนผ้าไหมบ้านลำดวน ตำบลลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 2026-03-08T17:08:40+07:00 กษิติ สุขตาม kasiti.suk@thaimooc.ac.th กิตตินันท์ กิ่งนอก kasiti.suk@thaimooc.ac.th ฐิตาพร ช่างทำ kasiti.suk@thaimooc.ac.th สุพรรษา ชมศรีสม kasiti.suk@thaimooc.ac.th ธนกร เพชรสินจร kasiti.suk@thaimooc.ac.th ภรัญโรจน์ ศิวรังสีรัชต์ kasiti.suk@thaimooc.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนผ้าไหมบ้านลำดวน ตำบลลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 2) วิเคราะห์ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานในฐานะองค์กรเศรษฐกิจฐานราก การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ประธานกลุ่ม คณะกรรมการบริหาร สมาชิกกลุ่ม และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) วิสาหกิจชุมชนผ้าไหมบ้านลำดวนมีรูปแบบการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิด POSDC ได้แก่ การวางแผน (Planning) ที่กำหนดเป้าหมายการผลิตและการตลาดอย่างชัดเจน การจัดองค์การ (Organizing) ที่แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามความชำนาญ การจัดบุคลากร (Staffing) ที่มุ่งพัฒนาทักษะและถ่ายทอดองค์ความรู้ การอำนวยการ (Directing) ที่เน้นภาวะผู้นำและการสร้างแรงจูงใจ และการควบคุม (Controlling) ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพสินค้า 2) ความสำเร็จที่เกิดแก่วิสาหกิจชุมชนในสามมิติหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สมาชิกมีรายได้ทั้งรายได้เสริมและรายได้หลัก ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนภายในชุมชนและลดการย้ายถิ่นแรงงาน ด้านสังคม เกิดความร่วมมือ ความสามัคคี และความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของสมาชิก และด้านวัฒนธรรม สามารถอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับตลาด 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ได้แก่ ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของสมาชิก การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p> <p><strong> คำสำคัญ:</strong> วิสาหกิจชุมชน, ผ้าไหม, การบริหารจัดการ, POSDC, เศรษฐกิจฐานราก</p> <p> </p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2401 การศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียเพื่อการพัฒนาและกำหนดผลลัพธ์ การเรียนรู้ของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-05-20T11:17:35+07:00 ภรัญโรจน์ ศิวรังสีรัชต์ rachata.ub@bru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียต่อการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ผสานการวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 1) อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตร จำนวน 11 คน 2) ผู้ใช้บัณฑิตจากสถานประกอบการ จำนวน 45 คน 3) ศิษย์เก่า จำนวน 20 คน 4) ศิษย์ปัจจุบัน จำนวน 220 คน 5) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 400 คน 6) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้มีส่วนได้เสียมีความต้องการต่อการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านความรู้ โดยคาดหวังให้บัณฑิตมีความรู้ความเข้าใจด้านรัฐประศาสนศาสตร์ การบริหารงานภาครัฐ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม 2) ด้านทักษะ โดยบัณฑิตควรมีทักษะด้านการคิด วิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ด้านจริยธรรม โดยบัณฑิตควรแสดงออกถึงความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสาธารณะ มีความรับผิดชอบ และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ และ 4) ด้านคุณลักษณะ โดยบัณฑิตควรมีภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ ความสามารถในการปรับตัว และมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานและการอยู่ร่วมในสังคม</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2411 ทัศนคติของประชาชนต่อรูปแบบการพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืน ในตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 2026-05-22T14:32:06+07:00 นวิยา ภูกัน 660112801087@bru.ac.th อรทัย อินสำราญ 660112801107@bru.ac.th อารยา แสงดาว 660112801110@bru.ac.th ธนพัฒน์ จงมีสุข thanapat.jm@bru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทัศนคติของประชาชนต่อรูปแบบการพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืน ในตำบลหินเหล็กไฟ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความต้องการทัศนคติของประชาชนในด้านต่างๆ ในตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ 3) เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำมารูปแบบการพัฒนาชุมชนตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มี 4 ด้าน คือ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านการพัฒนาหรือให้ความช่วยเหลือ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม กลุ่มตัวอย่างได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 360 คน โดยใช้วิธีการหาสัดส่วนแบบแบ่งชั้น โดยใช้หมู่บ้านเป็นเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้วิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม โดยแบบสอบถามที่ประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือ คำถามแบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบปลายเปิด มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.810 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม โดยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test) ผลการวิจัยพบว่าทัศนคติของประชาชนต่อรูปแบบการพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้าน โดยเรียงจากด้านที่มีค่ามากไปน้อย ด้านสังคม ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านการพัฒนาและให้ความช่วยเหลือ ด้านเศรษฐกิจ ผลการเปรียบเทียบการศึกษาความต้องการทัศนคติของประชาชนต่อรูปแบบการพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืน ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำแนกลักษณะของประชาชน เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนข้อเสนอแนะจากการสัมภาษณ์ ประชาชนพบว่า ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ควรจัดให้มีระบบจัดการน้ำเสียหรือของเสียที่เหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน ควรให้ความสำคัญกับการสร้าง พื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ เพื่อสร้างความเข็มแข็งทางสังคมในชุมชน</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2477 ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากร งานวิชาการและประมวลผล มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2026-06-16T10:44:45+07:00 แก้วตา จันทร์มนตรี kawta5811@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการของงานวิชาการและประมวลผล มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของงานวิชาการและประมวลผล มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 3) พัฒนาข้อเสนอแนะและแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำนวน 365 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรงานวิชาการและประมวลผลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.96, S.D. = 0.72) สะท้อนถึงความเหมาะสมของการดำเนินงานและความสามารถในการตอบสนองต่อการให้บริการแก่นักศึกษาได้ในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการให้บริการและอำนวยความสะดวก ด้านความรู้ความสามารถของบุคลากร ด้านความรวดเร็วและความถูกต้องของงาน ด้านการประสานงานและการสื่อสาร และด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ แสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานมีความสอดคล้องและสนับสนุนกันอย่างเป็นระบบ</p> <p> ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาพบว่า นักศึกษาที่มีเพศ ชั้นปี และคณะแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรงานวิชาการและประมวลผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและรายด้าน สะท้อนถึงมาตรฐานการให้บริการที่มีความสม่ำเสมอและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการทุกกลุ่ม</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปรับปรุงความรวดเร็วและความถูกต้องของการให้บริการ และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2465 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 2026-06-22T11:21:05+07:00 ศิริวรรณ วงศ์ประโคน siriwanwongprakhon@gmail.com สุกัลยา สีเมฆนอก SukanyaSimeknok@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ด้าน คือ ด้านการตัดสินใจ ด้านการดำเนินงาน ด้านการรับผลประโยชน์ และด้านประเมินผล ของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 347 คนโดยใช้วิธีการหาสัดส่วนแบบแบ่งชั้น โดยใช้หมู่บ้านเป็นเกณฑ์เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม โดยแบบสอบถามที่ประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือคำถามแบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับและแบบปลายเปิด</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดําเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงจากด้านที่มีค่ามากไปหาน้อย ผลการเปรียบเทียบการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดําเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุ จำแนกตามคุณลักษณะของประชากร คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนข้อเสนอแนะจากการสัมภาษณ์ ประชาชนองค์การบริหารส่วนตำบลประทัดบุ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ควรเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตและจัดให้มีระบบการประเมินผลที่เปิดกว้างและหลากหลาย</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JPALI_BRU/article/view/2104 ปัญหาระบบกฎหมายการเลือกตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 2026-03-08T15:47:23+07:00 พัฒนะ เรือนใจดี pattana.r@rumail.ru.ac.th มารุตพงศ์ มาสิงห์ marutphong.mas@mcu.ac.th <p>ประชาธิปไตย เป็นรูปแบบทั้งการปกครองและวิธีการดำเนินชีวิต ซึ่งยึดหลักของความเสมอภาค สิทธิ และเสรีภาพ รวมถึงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ โดยการปกครองระบอบประชาธิปไตยถือว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกันและที่สำคัญรัฐบาลที่เป็นผู้ปกครองและบริหารประเทศนั้นจะต้องมาจากปวงชน หัวใจของประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง หัวใจของการเลือกตั้ง คือ พรรคการเมือง ซึ่งเป็นคำกล่าวที่เป็นที่นิยมในสังคมประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะการที่จะถือว่าประเทศใดมีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย หรือไม่ ประเทศนั้นจะต้องมีการเลือกตั้ง โดยที่การเลือกตั้งนั้นจะต้องมีความเหมาะสมกับบริบทของสังคมประเทศนั้น ๆ เป็นไปตามหลักสากลประชาธิปไตย อีกทั้งการเลือกตั้งต้องเป็นการสนับสนุนพรรคการเมืองให้เข้มแข็งและมีบทบาทในรัฐสภา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา) ที่เปรียบเสมือนเป็นยานพาหนะในการนำพาเหล่าผู้แทนของประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมือง ประเภทของรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก ประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจทางการเมือง ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกกฎหมายหรือกำหนดนโยบาย กับ ประเภทที่สอง ประชาธิปไตยทางอ้อม ผ่านตัวแทน ( Indirect Democracy) ประชาธิปไตยทางอ้อมหรือที่นิยมเรียกกันว่าประชาธิปไตยผู้แทน คือ ระบบของรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตัวแทนเพื่อเป็นตัวแทนพวกเขาในรัฐสภา และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการบริหารรัฐบาล ระบบการเลือกตั้งถือเป็นวิธีการและกลไกการเปลี่ยนคะแนนเสียงของผู้ออกเสียงเลือกตั้งให้เป็นจำนวนตัวแทนของประชาชนที่ชนะเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ในสภา หรือดำรงตำแหน่งอื่น เช่น ประธานาธิบดี นายกเทศมนตรี ผู้ว่าการมลรัฐ หรือทำหน้าที่อื่นใดในฐานะตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ระบบการเลือกตั้งเป็นมาตรวัดระดับของความเป็นประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง และยังเป็นสิ่งที่สถาบันทางการเมืองนำไปใช้กำหนดรูปร่างของกติกาการปฏิบัติ อีกทั้งยังส่งผลต่อการมีรัฐบาลที่จะเข้าไปบริหารประเทศ โดยผู้วิจัยจะหยิบยกระบบการเลือกตั้งที่มีปรากฏทั่วโลก (Electoral System</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการบริหารรัฐกิจและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์