วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JSCAD <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ชื่อวารสาร Journal of Sustainble Creative Art and Design</span></span></p> <p>ISSN 3088-3644 (Online)<br /><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">ความถี่ในการตีพิมพ์: 2 ฉบับต่อปี</span></span></p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</li> </ul> <p><br /><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;">จุดมุ่งหมายและขอบเขต: วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ บทความในด้านศิลปะ ดนตรีและศิลปะการแสดง ศิลปะประยุกต์และการออกแบบ การออกแบบอย่างยั่งยืน ศิลปวัฒนธรรมและมรดกวัฒนธรรม บทความทุกบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสารฉบับนี้จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ</span></span></p> Faculty of Fine and Applied Arts, Suan Sunandha Rajabhat University th-TH วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน 3088-3644 ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## การออกแบบเครื่องแต่งกายประเภทครีเอทีฟแวร์ จากพลาสติกชีวภาพที่สกัดจากเศษเปลือกกุ้ง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JSCAD/article/view/2459 <p>งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์เรื่อง การออกแบบเครื่องแต่งกายประเภทครีเอทีฟแวร์จากพลาสติกชีวภาพที่สกัดจากเศษเปลือกกุ้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของพลาสติกชีวภาพที่สกัดจากเศษเปลือกกุ้งสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานออกแบบแฟชั่น พัฒนาและสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายประเภทครีเอทีฟแวร์จากวัสดุดังกล่าว ตลอดจนส่งเสริมแนวคิดการออกแบบแฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางชีวภาพอย่างยั่งยืน จากนั้นนำเศษเปลือกกุ้งมาพัฒนาเป็นพลาสติกชีวภาพจากไคโตซาน และทดลองขึ้นรูปเป็นวัสดุสำหรับงานออกแบบเครื่องแต่งกายในรูปแบบต่าง ๆ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นผลงานต้นแบบเครื่องแต่งกายประเภทครีเอทีฟแวร์ ภายใต้แนวคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงและโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล โดยเน้นการแสดงคุณลักษณะด้านความโปร่งแสง พื้นผิว และมิติของวัสดุชีวภาพ การวิจัยดำเนินการตามแนวทางการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยศึกษาข้อมูลด้านวัสดุชีวภาพและแฟชั่นยั่งยืน สำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้สนใจวัสดุชีวภาพและนักศึกษาแฟชั่น จำนวน 30 คน และทดลองพัฒนาพลาสติกชีวภาพจากไคโตซานที่สกัดจากเศษเปลือกกุ้ง ก่อนนำมาสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายต้นแบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตัดสินใจเลือกซื้อจากความสวยงามของการออกแบบและคุณสมบัติของวัสดุเป็นหลัก ขณะที่ยังมีความกังวลด้านความสบายในการสวมใส่และกลิ่นของวัสดุ ผลการทดลองพบว่า พลาสติกชีวภาพจากไคโตซานสามารถพัฒนาเป็นแผ่นฟิล์มและลูกปัดชีวภาพที่มีความโปร่งแสง ยืดหยุ่น และขึ้นรูปได้ดีอีกทั้งสามารถเติมสารเรืองแสงเพื่อเพิ่มคุณค่าทางสุนทรียภาพได้ ผลงานต้นแบบได้รับแรงบันดาลใจจากระบบนิเวศใต้ทะเลและแพลงก์ตอนเรืองแสง สามารถสะท้อนศักยภาพของวัสดุชีวภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเหลือทิ้ง และประยุกต์ใช้เป็นวัสดุทางเลือกสำหรับการออกแบบแฟชั่นเชิงสร้างสรรค์และยั่งยืน</p> สุวิธธ์ สาดสังข์ กุลิสรา โซววิมุกติบุตร สุภาวดี จุ้ยศุขะ สิรัชชา สําลีทอง มงคล อิงคุทานนท์ เพิ่มศักดิ์ สุวรรณทัต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 1 1 1 10 โครงการศึกษาการแต่งกาย “ชาวม้ง”เพื่อประยุกต์ใช้ในการออกแบบกระเป๋าสตรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JSCAD/article/view/2405 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวม้งบ้านเข็กน้อย ในด้านรูปแบบ สี ลวดลาย และกระบวนการสร้างลวดลายบนเครื่องแต่งกาย เพื่อนำองค์ประกอบ ทางอัตลักษณ์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบกระเป๋าสตรี โดยดำเนินการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความวิจัย และสื่อออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง และนำมาวิเคราะห์ผลโดยเน้นถึงองค์ประกอบสำหรับใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า การแต่งกายของชาวม้งสะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านเครื่องแต่งกายในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น งานปีใหม่ งานแต่งงาน และงานศพ ซึ่งมีรูปแบบและรายละเอียดแตกต่างกันตามโอกาสและความเชื่อของชุมชน ลวดลายบนเครื่องแต่งกายของชาวม้งมีโครงสร้างที่เกิดจากการจัดวางของเส้นตรงและเส้นโค้งจนเกิดเป็นลวดลายเรขาคณิต เช่น ลายดอกเหรียญ ลายดาว และลายดอกไม้ โดยลวดลายมักถูกปักซ้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความโดดเด่นและความประณีตให้กับเครื่องแต่งกาย สีที่ปรากฏ ส่วนใหญ่เป็นสีพื้นเข้มร่วมกับสีโทนสด เช่น สีชมพูบานเย็น สีแดง สีคราม และสีดำ ซึ่งเป็นสีที่สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และการคุ้มครอง ตามคติความเชื่อของชาวม้ง ในด้านกระบวนการสร้างลวดลาย พบว่าลวดลายถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคงานหัตถกรรมพื้นถิ่นได้แก่ การปักมือแบบครอสติช การจิกผ้า และการเขียนเทียน โดยลวดลายจะถูกปักแยกเป็นชิ้นส่วนก่อนนำมาประกอบเข้ากับตัวชุดในแต่ละส่วน กระบวนการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและทักษะด้านงานฝีมือที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จากข้อมูลดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า การแต่งกายและงานหัตถกรรมของชาวม้งบ้านเข็กน้อยเป็นงานศิลปะและ งานหัตถกรรม ที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในด้านลวดลาย โทนสี และกระบวนการผลิต ผู้วิจัยได้นำองค์ประกอบ ด้านรูปแบบการแต่งกาย ลวดลาย และโทนสีหลัก ได้แก่ สีดำ สีแดง สีชมพูบานเย็น และสีคราม มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ ผลิตภัณฑ์กระเป๋าสตรี 3 ประเภท ได้แก่ กระเป๋าถือคลัตช์ กระเป๋าสะพายข้าง กระเป๋าสตางค์ เพื่อถ่ายทอดทุนทาง วัฒนธรรมสู่การพัฒนาแบบร่างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีความร่วมสมัย ให้สอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบันได้ ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการเผยแพร่ อนุรักษ์ และสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวม้งให้คงอยู่ต่อไป</p> สร้อยฟ้า แดงแก้ว เบญจมินทร์ บัวเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 1 1 11 22 การวิเคราะห์ตัวละครบทละครเวทีเรื่อง “หอแต๋วแตกดิออริจิ้น” ผ่านทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JSCAD/article/view/2159 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ตัวละครในบทละครเวทีเรื่อง หอแต๋วแตกดิออริจิ้น ผ่านทฤษฎีภูเขาน้ำแข็งของเวอร์จิเนีย ซาเทียร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) ศึกษาตัวละครเอก 3 ตัว ได้แก่ เจ๊แต๋ว เจ๊มดดำ และเจ๊การ์ตูน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมตลกขบขันที่ปรากฏภายนอกของตัวละครทั้งสามเป็นเพียงกลไกการสื่อสารเพื่อการเอาตัวรอดที่ใช้ปกปิดความขัดแย้งภายในจิตใจ โดยเจ๊แต๋วแสดงพฤติกรรมแบบผู้ตำหนิเพื่อปกปิดความกดดันจากความคาดหวังของครอบครัว เจ๊มดดำแสดงพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจเพื่อชดเชยปมด้อยและความต้องการ การยอมรับ ขณะที่เจ๊การ์ตูนใช้การประนีประนอมและการเพ้อฝันเป็นกลไกหลีกหนีความโดดเดี่ยว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ตัวละครตลกมิได้เป็นเพียงตัวละครมิติเดียว หากแต่มีโครงสร้างทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของตัวละคร การประยุกต์ใช้ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็งจึงช่วยเปิดมิติใหม่ในการวิเคราะห์ตัวละครตลกให้สามารถเข้าถึงแรงจูงใจภายในและความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับนักแสดงในการพัฒนาการสร้างบทบาทจากแรงจูงใจภายในสู่การแสดงออกภายนอก อันนำไปสู่การแสดงที่มีความสมจริงและลุ่มลึกยิ่งขึ้น อีกทั้งองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ตัวละครและพัฒนากระบวนการฝึกการแสดง โดยเฉพาะการสร้างตัวละครตลกที่มีความสมจริงทางจิตวิทยาและมีมิติความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น</p> อภิสรา ยุทธโรจน์ คมสัน ทำเลนา สุชาวดี ดุงสูงเนิน ณัฐพล สุวรรณโพธิ์ พิมพ์ลักษณ์ สังขเนตร อเนชา รัตนโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 1 1 23 37 การปรับตัวของงิ้วคณะแชลั่งเอกเล่าชุนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JSCAD/article/view/2452 <p>งิ้วหรืออุปรากรจีนเป็นศิลปะการแสดงที่มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของคณะงิ้วและการแสดงงิ้วในประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการปรับตัวของคณะงิ้วแชลั่งเง็กเล่าชุนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยศึกษาด้านการบริหารจัดการการจัดการแสดง และการพัฒนารูปแบบการนำเสนอให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย</p> <p> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสังเกตการณ์การแสดงการรับชมสื่อบันทึกการแสดงและสารคดี รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและบุคลากรของคณะงิ้วแชลั่งเง็กเล่าชุนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า คณะงิ้วมีการปรับตัวใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การปรับระบบการบริหารจัดการ 2) การปรับรูปแบบการแสดงให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโรค 3) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้แก่ จออิเล็กทรอนิกส์ แสดงคำบรรยายภาษาไทย ประกอบการแสดง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ผู้ชม และ 4) การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้แก่ผู้ชมรุ่นใหม่ การปรับตัวดังกล่าวช่วยให้คณะงิ้วยังคงดำเนินกิจกรรมการแสดงได้ภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์พร้อมทั้งรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้</p> <p> การปรับตัวของคณะแชลั่งเง็กเล่าชุนเป็นแนวทางการจัดการศิลปะการแสดงดั้งเดิมเพื่อการอนุรักษ์มรดก ทางวัฒนธรรมให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในสังคมร่วมสมัย</p> มณิศา วศินารมณ์ กมลวัฒน์ ตรีเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 1 1 38 45 การวิเคราะห์พัฒนาการการแต่งหน้าเพื่อสะท้อนบุคลิกและอารมณ์ตัวละคร ในละครเวทีเรื่อง กรงกรรม https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JSCAD/article/view/2158 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการการแต่งหน้าในการแสดงละครเวทีเรื่อง กรงกรรม เพื่อศึกษาบทบาทของการออกแบบการแต่งหน้าในการสะท้อนบุคลิก ลักษณะนิสัย อารมณ์ และพัฒนาการของตัวละครตลอดการดำเนินเรื่อง โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบ สีสัน และเทคนิคการแต่งหน้าที่สัมพันธ์กับบริบททางอารมณ์ สังคม และความขัดแย้งภายในของตัวละคร การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การวิเคราะห์การแสดง (Performance Analysis) ภาพบันทึกการแสดง และการวิเคราะห์เชิงทัศนศิลป์ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบการแต่งหน้ากับการสร้างความหมายในการแสดง ผลการศึกษาพบว่า การแต่งหน้าในละครเวทีเรื่อง กรงกรรม มีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของตัวละคร สะท้อนพัฒนาการทางอารมณ์ และสนับสนุนการเล่าเรื่องผ่านการใช้สี รูปแบบ และรายละเอียดบนใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และความขัดแย้งที่ตัวละครเผชิญ นอกจากนี้ การออกแบบการแต่งหน้ายังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยให้ผู้ชมรับรู้สถานะทางสังคม สภาพจิตใจ และการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวละครได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบการแต่งหน้าเพื่อการแสดงมิได้ทำหน้าที่เพียงเสริมความงามหรือความสมจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการสร้างความหมายทางการแสดงที่สามารถถ่ายทอดพัฒนาการของตัวละครและสนับสนุนการสื่อสารทางอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการแต่งหน้าเพื่อการแสดงละครเวทีร่วมสมัยต่อไป</p> อภิสรา ยุทธโรจน์ พีรเดช เกษตรภิบาล นิภาพร บุญสิงห์ ธนัญชนก คำตา ธมนวรรณ ถิ่นเกาะยาว ภศิน จันทูล ภัทรวรินทร์ ลาวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 1 1 46 53 โครงการออกแบบ Art toys จากหนุมานในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ไทย https://so17.tci-thaijo.org/index.php/JSCAD/article/view/2464 <p>งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์และลักษณะเด่นของตัวละครหนุมานจากวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ไทยและนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ Art Toy โดยการสืบค้นข้อมูลและศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงการลงพื้นที่ศึกษาลักษณะตัวละครหนุมานจากจิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ว หนุมาน มีองค์ประกอบทางทัศนศิลป์ที่โดดเด่น ทั้งด้านสี รูปทรง ลวดลายและเครื่องแต่งกาย ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ศิลปะไทยและสามารถต่อยอดสู่การออกแบบ Art Toy จากผลการวิเคราะห์เอกลักษณ์ที่ได้นำสู่กระบวนการออกแบบด้วยการผสมผสานองค์ประกอบของศิลปะไทยเข้ากับรูปแบบ Art Toy สมัยใหม่ ได้ผลงานการออกแบบที่ตอบสนองต่อความต้องการสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ และสะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังเป็นการต่อยอดวรรณคดีไทยให้เชื่อมโยงกับสังคมร่วมสมัย ผ่านรูปแบบงานออกแบบที่สอดคล้องกับความนิยมในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถสร้างคุณค่าทางศิลปะและมูลค่าเชิงสร้างสรรค์ในด้านของงานออกแบบและของสะสมได้อีกด้วย</p> ธนารักษ์ รอดช้างเผือก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างยั่งยืน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 1 1 54 61