วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jasnc <p>วารสารบริหารศาสตร์<strong> วิทยาลัยน่าน</strong></p> <p> ISSN : อยู่ระหว่างดำเนินการ (Online)</p> <p><strong>สาขาขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ :</strong></p> <p> จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือทางด้านบริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย </p> <p><strong>ประเภทบทความที่เปิดรับ: </strong> <strong><br /></strong> 1. บทความวิจัย (Research Article)<br /> 2. บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ :<br /></strong> บทความที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviews) จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ โดยผูัทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blinded Peer review) ผ่านระบบ ThaiJO</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ : ปีละ 2 ฉบับ<br /></strong> ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</strong></p> <p>วารสารจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ต่อ 1 บทความ รายละเอียดดังนี้</p> <p> 1. บุคคลภายนอก ค่าธรรมเนียม ไม่เก็บค่าธรรมเนียม</p> <p> 2. บุคคลภายในมหาวิทยาลัย (บุคลากรสายวิชาการ/สนับสนุน) ค่าธรรมเนียม ไม่เก็บค่าธรรมเนียม</p> <p> 3. นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ค่าธรรมเนียม ไม่เก็บค่าธรรมเนียม</p> th-TH วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน การศึกษาภาพลักษณ์ของโรงเรียนบ้านถืมตองที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนตำบลถืมตอง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jasnc/article/view/1311 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาพลักษณ์ของโรงเรียนบ้านถืมตองตามการรับรู้ของประชาชน (2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของประชาชนในตำบลถืมตองที่มีต่อการดำเนินงานและบทบาทของโรงเรียน (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ของโรงเรียนกับความพึงพอใจของประชาชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 160 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า ภาพลักษณ์ของโรงเรียนบ้านถืมตองอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยรวม <span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> = 4.80, S.D. = 0.13) โดยมิติที่ได้รับการประเมินสูงสุด ได้แก่ ด้านการยอมรับ (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> = 4.88), ความศรัทธา (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> <em>=</em> 4.83) และความเชื่อถือ (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> = 4.67) ตามลำดับ ขณะที่ความพึงพอใจของประชาชนมีระดับมากที่สุดเช่นกัน (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> = 4.83, S.D. = 0.20) โดยมิติที่ได้รับค่าประเมินสูงสุด ได้แก่ ด้านการประชาสัมพันธ์ (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> = 4.93), คุณภาพของผู้เรียน (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> = 4.92) และกระบวนการจัดการศึกษา (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /></span> <em>=</em> 4.90) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ทั้ง 8 ตัวแปร พบว่ามีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกทั้งหมด 28 คู่ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในช่วง 0.093–0.795 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 ผลการวิจัยพบว่าภาพลักษณ์ด้านการประชาสัมพันธ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจของประชาชนในตำบลถืมตอง คือ การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพในเชิงรุกและต่อเนื่องสามารถสร้างความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจต่อโรงเรียน อันนำไปสู่การมีส่วนร่วมและการพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ต่อไป</p> ปิยวรรณ อโนชัย พลกฤต รักจุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน 2026-02-02 2026-02-02 1 1 1 15 การศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานร้านสะดวกซื้อในเขตจังหวัดน่าน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jasnc/article/view/1309 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้จัดการร้านสะดวกซื้อในเขตจังหวัดน่าน ระดับความตั้งใจลาออกของพนักงานร้านสะดวกซื้อในพื้นที่เดียวกัน และเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับความตั้งใจลาออกของพนักงาน งานวิจัยเป็นลักษณะเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 76 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS การวิเคราะห์ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติเชิงอนุมานโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.90 และมีช่วงอายุตั้งแต่ 21-25 ปี ร้อยละ 60.50 โดยภาพรวมพนักงานประเมินภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้จัดการร้านในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.25, S.D. = 0.61) โดยมิติที่ได้รับการประเมินสูงสุดคือ การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspirational Motivation) (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.29, S.D. = 0.70) ขณะที่ระดับความตั้งใจลาออกของพนักงานโดยรวมอยู่ในระดับสูงเช่นกัน (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.26, S.D. = 0.65) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ “วางแผนที่จะออกจากองค์กรนี้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.31, S.D. = 0.80)</p> <p>การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเผยว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 มิติ ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจ ผู้นำที่มีเสน่ห์ การเอาใจใส่รายบุคคล และการกระตุ้นทางปัญญา มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจลาออกของพนักงาน (F = 198.210, p &lt; 0.001) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจลาออกได้ถึงร้อยละ 71.2 (R² = 0.712) สมการถดถอยพยากรณ์มีรูปแบบดังนี้ Y = 0.624 + 0.079(X1) + 0.125(X2) + 0.284(X3) + 0.135(X4) โดยที่ Y = ความตั้งใจลาออก, X1 = การสร้างแรงบันดาลใจ, X2 = ผู้นำที่มีเสน่ห์, X3 = การเอาใจใส่รายบุคคล, และ X4 = การกระตุ้นทางปัญญา และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของผู้จัดการร้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรมนุษย์และลดอัตราการลาออกของพนักงานในร้านสะดวกซื้อได้</p> ธนพงษ์ ชัยชนะบริบูรณ์ พลกฤต รักจุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน 2026-02-02 2026-02-02 1 1 16 29 ผลกระทบของคุณภาพของระบบ คุณภาพข้อมูล คุณภาพการให้บริการ ที่ส่งผลต่อความ พึงพอใจในการใช้งานระบบ ERP ในฐานะตัวแปรคั่นกลาง ต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่มีสิทธิ์ใช้งานระบบ ERP ระดับ Professional https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jasnc/article/view/1307 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของคุณภาพของระบบ คุณภาพข้อมูล และคุณภาพการให้บริการ ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้งานระบบ ERP ในฐานะตัวแปรคั่นกลาง ต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่มีสิทธิ์ใช้งานระบบ ERP ระดับ Professional การวิจัยนี้เป็นแบบเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด 449 คน เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์ ทำวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างแบบ PLS-SEM เพื่อทดสอบอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมระหว่างตัวแปรอิสระ ตัวแปรคั่นกลางและตัวแปรตาม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าความพึงพอใจในการใช้งานระบบ ERP มีอิทธิพลทางตรงสูงที่สุดต่อประสิทธิภาพการทำงาน (Path Coefficient = 0.752, p &lt; 0.01) ในขณะที่คุณภาพข้อมูลส่งผลทางอ้อมต่อประสิทธิภาพการทำงานผ่านความพึงพอใจ (Indirect Effect = 0.360, p &lt; 0.01) และมีค่าอิทธิพลรวม 0.422 รองลงมาคือคุณภาพของระบบและคุณภาพการให้บริการซึ่งมีอิทธิพลรวมต่ำที่สุด ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ธนาคารควรให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบที่ใช้งานง่าย สนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้อง และพัฒนาคุณภาพข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการทำงานอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสามารถใช้ผลลัพธ์เป็นแนวทางเชิงนโยบายและการปรับปรุงระบบ ERP ให้เหมาะสมต่อไป</p> วราภรณ์ ลิ้มเชิดชัยไพบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน 2026-02-26 2026-02-26 1 1 30 41 การศึกษาคุณภาพของระบบ คุณภาพของข้อมูล และการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบการอนุมัติสินเชื่อโครงการ POST FINANCE (LTF), กลุ่มโครงการ FT และ BZP ผ่านระบบ GHB Pro-App ของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jasnc/article/view/1308 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของคุณภาพของระบบ คุณภาพของข้อมูล และการยอมรับเทคโนโลยีที่มีต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ GHB Pro – App ของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พนักงานฝ่ายสินเชื่อที่ใช้งานระบบ จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลเชิงบวก และมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ได้แก่ ประโยชน์จากการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความสมบูรณ์ของข้อมูล ความเข้าใจได้ของข้อมูล ความคาดหวังในประสิทธิภาพ และความคาดหวังของผู้ใช้ในความพยายามต่อการใช้งาน โดยเฉพาะปัจจัยด้านประโยชน์จากการใช้งาน และความคาดหวังในประสิทธิภาพมีอิทธิพลมากที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบให้ตอบสนองต่อความต้องการและบริบทของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง สามารถใช้เป็นแนวทางในการวางนโยบาย และปรับปรุงระบบสารสนเทศของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในอนาคต</p> ทรรศ์พร มุขวิชิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน 2026-03-13 2026-03-13 1 1 42 52 การศึกษาวัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อมในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์กร ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jasnc/article/view/1306 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อมในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์กร ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นจากกรอบแนวคิดทางทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหาและทดสอบความเชื่อมั่น ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า เท่ากับ 0.955 กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงาน พนักงานสัญญาจ้าง และลูกจ้างของธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 420 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติอนุมานในการทดสอบสมมติฐาน ด้วยการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณแบบปกติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า วัฒนธรรมองค์กร ได้แก่ วัฒนธรรมที่เน้นการปฏิบัติงานเป็นทีม วัฒนธรรมที่เน้นวัตกรรมและการยอมรับความเสี่ยง วัฒนธรรมที่เน้น การแข่งขันและการเอาชนะคู่แข่งทางธุรกิจ และวัฒนธรรมที่เน้นรายละเอียด มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีอำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 35.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 สำหรับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน พบว่าปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ได้แก่ ด้านโอกาสความก้าวหน้า ด้านการพัฒนาความรู้ความสามารถ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลด้านค่าตอบแทน และปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ ด้านการพัฒนาศักยภาพ ขณะที่ปัจจัยด้านกายภาพส่งผลเชิงลบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ นอกจากนี้ ความผูกพันต่อองค์กร ได้แก่ ความต้องการรักษาความเป็นสมาชิกองค์การ และความเต็มใจและใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติงาน มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีอำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 40.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p> ปิยะดา หาญพิทักษ์วงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน 2026-02-26 2026-02-26 1 1 53 69 แนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร ในสำนักงานอัยการพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jasnc/article/view/1319 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานอัยการพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากบุคลากรจำนวน 110 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาแบบอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.73, σ = 0.98) ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ความสำเร็จในการทำงาน การยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน ความรับผิดชอบ ความก้าวหน้า และความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา โดยปัจจัยด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชามีอิทธิพลสูงสุดจากสมการพยากรณ์</p> <p> แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานประกอบด้วย การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การมอบหมายงานให้เหมาะสมกับความสามารถ การหมุนเวียนงานและส่งเสริมการพัฒนาทักษะ การสร้างความสามัคคีและการสื่อสารภายในทีม การปลูกฝังจริยธรรมและความภาคภูมิใจในหน้าที่ การสนับสนุนสวัสดิการและความก้าวหน้าในอาชีพ การจัดฝึกอบรมเฉพาะทาง ระบบพี่เลี้ยง และการสร้างช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา</p> บัญจรัตน์ ศรีทองเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ วิทยาลัยน่าน 2026-03-13 2026-03-13 1 1 70 82