https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/issue/feed วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-07-01T21:51:52+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยา ภาวะบุตร jealsnru09@gmail.com Open Journal Systems <p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/banner.png" /></p> <p class="card-text"> </p> <p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/jeal2.png" alt="" width="250" height="367" /></p> <p class="card-text"><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ </strong><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br /></strong><strong>Journal of Educational Administration and Leadership Sakhon Nakhon Rajabhat University</strong> </p> <p class="card-text">วารสารฐาน TCI กลุ่ม 2 Thai Journal Citation Index (TCI) 2<br />ISSN : 2985-2013 (Print)<br />ISSN : 2985-203X (Online)<br /><br /><strong>ขอบเขตวารสาร</strong></p> <p class="card-text">เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและงานวิจัยในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ - จิตวิทยา - เทคโนโลยี - สหวิทยาด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านการศึกษา การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ</p> <p class="card-text"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เเพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ งานวิจัย และบทความวิทยานิพนธ์ในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา สาขาวิชาภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา</li> <li>เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ และผู้ใช้บัณฑิตทางการศึกษา</li> <li>เพื่อส่งเสริมเครือข่ายคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาในประเทศไทย</li> </ol> <div><strong>กำหนดการเผยแพร่: 4 ฉบับ/ปี</strong></div> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม เผยแพร่ เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน เผยแพร่ กรกฎาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน เผยแพร่ ตุลาคม</li> <li>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม เผยแพร่ มกราคม</li> </ul> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p>ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />เปิดรับบทความทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ค่าตีพิมพ์<br />บุคคลภายใน ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 2,500 บาท ต่อ 1 บทความ<br />บุคคลภายนอก ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 4,000 บาท ต่อ 1 บทความ</p> https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1695 ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 2026-02-23T14:58:43+07:00 ณัฐยา ตันสมรส neen84694@gmail.com ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ neen84694@gmail.com วรกัญญาพิไล แกระหัน neen84694@gmail.com <ol> <li style="list-style-type: none;"> <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานวิชาการ และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 348 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.454 - 0.690 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.943 และสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.540 - 0.812 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.955 แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติการทดสอบค่าสถิติที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ค่าดัชนีการจัดบำดัยความต้องการจำเป็นใช้วิธี Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) โดยใช้สูตร PNI<sub>modified</sub> = (I - D) / D ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียน สภาพปัจจุบันโดยรวม</span>อยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามลักษณะโรงเรียน</span>ที่เปิดสอน พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า สภาพปัจจุบันโดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียน โดยเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล</span>ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 2) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัลในการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการศึกษา 3) ด้านความรู้และทักษะในการใช้ดิจิทัลในการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน 4) ด้านการสื่อสารดิจิทัลในการนิเทศการศึกษา และการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ และ 5) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัลในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 4. <span style="font-size: 0.875rem;">การศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ที่มีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 2 คน พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 2 คน แสดงถึงการมีภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียนเด่นชัดเจนเป็นที่ประจักษ์</span>แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง 5. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารในการเพิ่มประสิทธิผลงานวิชาการของโรงเรียน</span>สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ทั้งหมด 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัลในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควรพัฒนาครูใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้อย่างมืออาชีพ 2) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัลในการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการศึกษา ควรส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยสื่อดิจิทัล 3) ด้านความรู้และทักษะในการใช้ดิจิทัลในการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียนใช้เทคโนโลยีประเมินผลโปร่งใสและเทียบโอนได้ 4) ด้านการสื่อสารดิจิทัลในการนิเทศการศึกษา และการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ใช้การสื่อสารนิเทศผ่านระบบดิจิทัลเชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการ และ 5) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัลในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ควรมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย</p> </li> </ol> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1836 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 2026-02-23T15:01:12+07:00 เจวรี ศรีจันไชย jewaree.sri67@snru.ac.th สมบูรณ์ ชาวชายโขง jellahaha@gmail.com ธวัชชัย ไพใหล jellahaha@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ ศึกษาความสัมพันธ์ อำนาจพยากรณ์ และศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะการเปิดสอนของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 323 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 91 คน และครูผู้สอน จำนวน 232 คน ในปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.993 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.837 - 0.944 และแบบสอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.991 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.813–0.954 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ ทดสอบค่าที การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 โดยรวม</span>อยู่ในระดับ มาก ส่วนแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน โดยรวม อยู่ในระดับ มาก <span style="font-size: 0.875rem;">2. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวม และรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span>ที่ระดับ 0.01 จำแนกตามลักษณะการเปิดสอนของสถานศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกันและเมื่อพิจารณารายด้าน มีความแตกต่างกันโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 1 ด้าน คือ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล <span style="font-size: 0.875rem;">3. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จำแนกตามลักษณะการเปิดสอนของสถานศึกษาพบว่าโดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำนวน 1 ด้าน คือ ความสำเร็จของงาน </span><span style="font-size: 0.875rem;">4. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 กับแรงจูงใจ</span>ในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน พบว่า มีความสัมพันธ์กันในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r<sub>xy</sub> = 0.821) <span style="font-size: 0.875rem;">5. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span>ที่ระดับ 0.01 ตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์ที่ดีที่สุด คือ ด้านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (X<sub>5</sub>) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (X<sub>2</sub>) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (X<sub>4</sub>) ทั้ง 3 ด้านนี้ สามารถร่วมกันพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน ได้ร้อยละ 67.50 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ ±0.32088 6. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 จำนวน 3 ด้าน คือ 6.1 ด้านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเป็นผู้ฟังที่ดี เปิดใจรับฟังความคิดเห็น ใช้ช่องทางสื่อสารหลากหลาย ชัดเจน รวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์ พัฒนาทักษะการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง 6.2 ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยการเสริมแรงทางบวกด้วยการให้กำลังใจ รางวัล และคำชมเชย การเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน รับฟังปัญหาของครู สนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น และมอบหมายงานที่ท้าทาย 6.3 ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล โดยการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล เห็นคุณค่าเฉพาะตัวบุคคล เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานและพัฒนาตนเองตามความถนัด ส่งเสริมการมีส่วนร่วม</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1870 ปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสกลนคร 2026-02-23T15:33:58+07:00 ชนกานต์ ศรีพรหม atomchanakan39@gmail.com จินดา ลาโพธิ์ atomchanakan39@gmail.com รัชฎาพร งอยภูธร atomchanakan39@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ ศึกษาความสัมพันธ์ อำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางพัฒนาปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร จำแนกตามสถานภาพ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 333 คน จำแนกเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 21 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 21 คน หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 21 คน และครูผู้สอน จำนวน 270 คน ในปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้การเลือกแบบเจาะจง และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.262 - 0.930 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.954 และแบบสอบถามประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.256 – 0.900 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.900 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ F - test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอนผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมา 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามสถานภาพ พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า ไม่แตกต่างกัน 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำแนกตามสถานภาพ พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า ไม่แตกต่างกัน 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 และประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน</span><span style="font-size: 0.875rem;">มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์กันสูง (r</span><sub>XtYt</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = .744**) 6. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาบุคลากรและ</span><span style="font-size: 0.875rem;">การเสริมสร้างเครือข่ายการทำงานเป็นทีมที่เข้มแข็ง ด้านประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณและทรัพยากรทาง</span><span style="font-size: 0.875rem;">การศึกษา และด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา โดยรวมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 56.60 7. </span><span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางพัฒนาปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เสนอแนะไว้ </span><span style="font-size: 0.875rem;">3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาบุคลากรและการเสริมสร้างเครือข่ายการทำงานเป็นทีมที่เข้มแข็ง (X</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ควรกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 2) ด้านประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษา (X</span><sub>4</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ควรจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ และ 3) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา (X</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัล</span><span style="font-size: 0.875rem;">ในการพัฒนาบุคลากรและระบบการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพ</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1694 ความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาทักษะดิจิทัลในการปฏิบัติงานของครู ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 2026-02-23T15:43:13+07:00 ธนะศักดิ์ มูลศรีนวล lakertana2007@gmail.com ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ lakertana2007@gmail.com ปัทมา จันทพันธ์ lakertana2007@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ และหาแนวทางพัฒนาทักษะดิจิทัลในการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 348 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.275 - 0.760 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.935 และค่าอำนาจแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.587 - 0.760 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.981 แบบสัมภาษณ์ และ แบบสังเกต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คืออ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติการทดสอบค่าสถิติที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ค่าดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นใช้วิธี Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) โดยใช้สูตร PNI<sub>modified</sub> = (I-D)/ D ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบันทักษะดิจิทัล โดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะโรงเรียน</span>ที่เปิดสอน ไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามประสบการณ์การทำงานมีโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลในการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 พบว่า ทักษะการสื่อสารด้วยดิจิทัล มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ทักษะการสื่อสารด้วยดิจิทัล 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">การศึกษาครูที่มีทักษะดิจิทัลในการปฏิบัติงานในศตวรรษที่ 21 ที่มีความเป็นเลิศ ครูทั้ง 2 คน </span>แสดงออกถึงการมีทักษะดิจิทัลในการปฏิบัติงาน เด่นชัด จนเป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง 5. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลในการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 ทั้งหมด 6 ทักษะ คือ </span>ครูควรพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ และใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านเครื่องมือพื้นฐานโปรแกรมสำนักงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมตระหนักเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ สิทธิส่วนบุคคล และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเสริมความชำนาญในการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1885 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 2026-02-23T15:50:26+07:00 ปิยะพร แสนเขื่อน piyapronsk2538@gmail.com วัฒนา สุวรรณไตรย์ piyapronsk2538@gmail.com ฤทัยทรัพย์ ดอกคำ piyapronsk2538@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ ศึกษาความสัมพันธ์ อำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 346 คน ประจำปีการศึกษา 2568 จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 77 คน และครูผู้สอน จำนวน 269 คน จาก 77 โรงเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกนและสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนก 0.624 - 0.886 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.979 แบบสอบถามเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.634 - 0.886 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.979 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.983 และแบบสัมภาษณ์แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณทีละขั้นตอนผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">การทำงานเป็นทีมในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยรวม</span>และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และจำแนกตามลักษณะการเปิดสอนของโรงเรียน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน </span><span style="font-size: 0.875rem;">4. การทำงานเป็นทีมในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน พบว่าการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวมไม่แตกต่างกัน </span><span style="font-size: 0.875rem;">5. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล กับการทำงานเป็นทีมในโรงเรียน โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ909 </span><span style="font-size: 0.875rem;">6. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลโดยรวม จำนวน 5 ด้าน พบว่า มีจำนวน 4 ด้าน สามารถพยากรณ์การทำงานเป็นทีมในโรงเรียน ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและปรับตัว ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศดิจิทัลเพื่อการบริหารและสร้างนวัตกรรมในสถานศึกษา และด้านการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมและการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โดยรวมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 83.20 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ±0.17649 </span><span style="font-size: 0.875rem;">7. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม</span>ในโรงเรียน มีจำนวน 4 ด้าน จากทั้งหมด 5 ด้าน คือ 1) ด้านการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและปรับตัว 2) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 3) ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศดิจิทัลเพื่อการบริหารและสร้างนวัตกรรมในสถานศึกษา และ 4) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมและการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1698 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครู ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 2026-02-23T15:53:32+07:00 ทรงศิลป์ จันปุ่ม eskudo4142@gmail.com ธวัชชัย ไพใหล eskudo4142@gmail.com เพลินพิศ ธรรมรัตน์ eskudo4142@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ ศึกษาความสัมพันธ์ อำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะการเปิดสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 323 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 91 คน และครูผู้สอน จำนวน 232 คน ในปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.970 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.603 - 0.833 และแบบสอบถามประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครูในโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.609 – 0.816 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t - test ชนิด Independent Samples การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson’s Product - Moment Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครูในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน พบว่า ไม่แตกต่างกัน 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครูในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน พบว่า ไม่แตกต่างกัน 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนและประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครูในโรงเรียน</span>มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์ระดับสูง (r<sub>XY</sub> = .852) 6. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครูในโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีจำนวน 4 ด้าน คือ ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล (X</span><sub>5</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในด้านการบริหารงาน (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และด้านการรู้ดิจิทัล (X</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) </span>และอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 1 ด้าน คือ ด้านการมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (X<sub>4</sub>) โดยมีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 77.30 7. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลตามสมรรถนะประจำสายงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 เสนอแนะไว้ 5 ด้าน ได้แก่ </span>1) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้บริหารควรเป็นผู้นำและเป็นต้นแบบในการใช้เทคโนโลยี สำหรับครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในด้านการบริหารงาน ผู้บริหารควรนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการจัดการข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ 3) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ผู้บริหารควรกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาโรงเรียน และสื่อสารให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วม 4) ด้านการรู้ดิจิทัล ผู้บริหารควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และ 5) ด้านการมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ผู้บริหารควรปลูกฝังจิตสำนึกด้านจริยธรรมดิจิทัล และการป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/920 แนวทางการพัฒนาระบบ Web Application เพื่อสนับสนุนด้านกิจกรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2025-03-18T22:56:55+07:00 กนิกนันต์ กล้าหาญ dearecon@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการรับบริการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2) ศึกษาสภาพที่คาดหวังในการพัฒนาระบบ Web Application เพื่อสนับสนุนด้านกิจกรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ 3) ศึกษาแนวทางและความต้องการของนักศึกษาในการพัฒนาระบบ Web Application เพื่อสนับสนุนด้านกิจกรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 – 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในภาคการศึกษา 1/2567 จำนวน 230 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยอ้างอิงจากตารางของเครซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม คุณภาพของเครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นด้านความพึงพอใจในการใช้บริการ (รูปแบบเดิม) เท่ากับ 0.816 และด้านสภาพที่คาดหวังในการพัฒนาระบบ Web Application เท่ากับ 0.877 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า <span style="font-size: 0.875rem;">1. ระดับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการรับบริการในรูปแบบเดิมจากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 10) 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">สภาพที่คาดหวังในการพัฒนาระบบ Web Application เพื่อสนับสนุนด้านกิจกรรมและการเรียนรู้</span>ตลอดชีวิต พบว่า อันดับที่ 1 คือ บริการถาม – ตอบอัตโนมัติเกี่ยวกับการเรียนการสอน ร้อยละ 82.50 รองลงมาคือ บริการด้านการตรวจสอบการสำเร็จการศึกษา ร้อยละ 75.00 3. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางและความต้องการของนักศึกษาในการพัฒนาระบบ Web Application เพื่อสนับสนุนด้านกิจกรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มี 2 แนวทาง ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบ Web Application ต้องสามารถรองรับทั้งการให้คำแนะนำอัตโนมัติ การประเมินผลส่วนบุคคล และการตรวจสอบความสำเร็จในการเรียน 2) การพัฒนาระบบ Web Application ควรคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้เป็นสำคัญ โดยมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย ครอบคลุมการบริการทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการเรียนและกิจกรรมพัฒนาทักษะ พร้อมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัย ได้ต้นแบบในการพัฒนาระบบ </span><span style="font-size: 0.875rem;">คือ “Econ Plearn+” ซึ่งประกอบด้วยฟังก์ชันการทำงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) งานพัฒนานักศึกษา 2) Econ Wellness Center (ศูนย์ให้ความช่วยเหลือ) และ 3) งานบริการการศึกษา</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/899 แนวทางการบริหารงานสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาเอกชน จังหวัดเชียงราย 2025-03-18T22:58:59+07:00 ธัญชนก ชั่งชัย 668914025@crru.ac.th ศิวภรณ์ สองแสน 668914025@crru.ac.th ไพรภ รัตนชูวงศ์ 668914025@crru.ac.th <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระ ในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารงานสู่ความเป็นเลิศ 2) ศึกษาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการบริหารงานสู่ความเป็นเลิศและ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานสู่ความเป็นเลิศ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่านำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้ายโดยจัดทำแบบสอบถามในรูปแบบของ Google Form นำไปทดลองใช้ (Try Out) กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา แล้วนำมาหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของเครื่องมือ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีการของ Cronbach (อ้างถึงใน พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540, หน้า 125 - 126) ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 การสนทนากลุ่มซึ่งได้จากวิธีการเลือกแบบเจาะจงโดยมีเกณฑ์เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาและพัฒนาการศึกษาของสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จังหวัดเชียงราย ผู้ร่วมการประชุมและผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา จำนวน 1 คน ศึกษานิเทศก์ รับผิดชอบงานหลักสูตร จำนวน 1 คน ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 2 คน ครูวิชาการ จำนวน 2 คน รวม 6 คน รวมทั้งหมดวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาสำคัญ และสรุปเนื้อหาเชิงบรรยายเป็นความเรียง ผลการศึกษา สภาพปัจจุบัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของการบริหารงานสู่ความเป็นเลิศ ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาผู้เรียน ด้านการพัฒนาภาวะผู้นำและธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ด้านการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากร ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของโรงเรียน ด้านการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาความร่วมมือกับเครือข่ายในการจัดการศึกษาแนวทางการบริหารงานสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จังหวัดเชียงรายการบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดก็คือตัวผู้บริหารที่ต้องมีความเข้าใจในบริบทต่าง ๆ ของโรงเรียนอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงและต้องดำเนินการเป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อนโรงเรียนเพื่อให้บรรลุสำเร็จที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองไว้วางใจและพาลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/915 ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์กรของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร 2025-03-18T23:01:27+07:00 เฉลิมศรี แพงทรัพย์ chphangsub@gmail.com คึกฤทธิ์ ศิลาลาย chphangsub@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาบรรยากาศองค์กรของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์กรของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2567 จำนวน 370 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ บทบาทในการเป็นผู้นำ บทบาทในการเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ บทบาทในการกำกับติดตาม บทบาทในการสร้างความสัมพันธ์และบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร 2. บรรยากาศองค์กรของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานครโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ โครงสร้างองค์กร ความอบอุ่น การสนับสนุน ความรับผิดชอบ และการให้รางวัล 3. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์กรของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/880 ภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 2025-03-18T23:03:16+07:00 พันธิมาศ จำปาลาด fren.tvxq@gmail.com เกษกนก วรรณวัลย์ pantimasjumpalad@gmail.com เพียงแข ภูผายาง pantimasjumpalad@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู 4) สร้างสมการพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 327 คน เครื่องมือได้แก่แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู</span>ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 มีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกในระดับสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ .816 4. <span style="font-size: 0.875rem;">สามารถสร้างเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Raw score) = 1.364 + 0.396 (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) + 0.265 (X</span><sub>5</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized score) = 0.551 (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) + 0.296 (X</span><sub>5</sub><span style="font-size: 0.875rem;">)</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/917 แนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนปายมัชฌิมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 2025-03-18T23:10:04+07:00 สุรีรัตน์ ทิพย์ปัญญา sureerat21092528@gmail.com คมศิลป์ ประสงค์สุข sureerat21092528@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็น 2) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนปายมัชฌิมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูกลุ่มโรงเรียนปายมัชฌิมา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 76 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครซี่ และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan, 1970, pp. 607 - 610) และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling) ตามสัดส่วนของกลุ่มประชากรและกลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ จำนวน 9 คน ของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการและมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา IQA award ระดับยอดเยี่ยม คือโรงเรียนบ้านเมืองแปง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็น พบว่าสภาพปัจจุบัน</span>โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก สำหรับสภาพที่พึงประสงค์ พบว่าโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนปายมัชฌิมา โดยรวมเท่ากับ 0.266 <span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียนปายมัชฌิมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 เสนอแนะให้การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ให้ถือปฏิบัติในทุกองค์ประกอบ 6 ด้าน มีการนำแนวทางการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในต้องอาศัยวงจรคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) เพื่อให้การดำเนินงานมีความเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละกิจกรรม มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เน้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บริหาร ครู บุคลากร</span>ผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานต้นสังกัด มีส่วนร่วมในการวางแผน ติดตาม และพัฒนา เพื่อให้เกิดการประกันคุณภาพที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/901 นวัตกรรมการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษาในยุคดิจิทัล(Digital Era)ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา 2025-03-18T23:12:04+07:00 เสาวลักษณ์ หอมนาน saowalukpla.5454@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ saowalukpla.5454@gmail.com ประเวศ เวชชะ saowalukpla.5454@gmail.com <p>การศึกษาอิสระครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Method Research) มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนมัธยมศึกษา ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา 2) ศึกษาเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพการบริหารงานบุคคล ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา 3) หาภาพอนาคตที่พึงประสงค์ ในการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา 4) เสนอนวัตกรรมในการบริหารงานบุคคล ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1. แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกทั้งฉบับเท่ากับ 0.68 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 2. แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าความสอดคล้องของข้อคำถามอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 3.ร่างการสนทนากลุ่ม โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 765 คน และได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 263 คน โดยใช้สูตร (Yamane, 1973) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการหาเหตุปัจจัยสำคัญและภาพอนาคตที่พึงประสงค์ ได้แก่ 1. ผู้อำนวยการสถานศึกษาจำนวน 2 โรงเรียน 2) รองผู้อำนวยการสถานศึกษาจำนวน 3 โรงเรียน 3) ครูกลุ่มงานบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา จำนวน 3 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการหานวัตกรรมการบริหารงานบุคคล จำนวน 8 คน ได้แก่ 1) ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา 2) ผู้อำนวยการสถานศึกษาจำนวน 2 คน 3) รองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 3 คน 4) ครูกลุ่มงานบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา จำนวน 2 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ผลการศึกษา พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา พบว่าภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา ได้แก่ เหตุปัจจัยภายนอกและภายใน ประกอบด้วย ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยฉุดรั้ง </span>2.1 เหตุปัจจัยภายนอกที่เป็นปัจจัยสนับสนุน คือ ด้านเทคโนโลยี มีการทำวิทยฐานะเกณฑ์ใหม่เช่น ว PA ตรวจสอบคุณสมบัติ ผ่านระบบ DPA ทำให้ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาทำวิทยฐานะ ได้สะดวก ชัดเจนเป็นระบบมากขึ้น การย้ายผ่านระบบ TRS เกณฑ์การของครูย้ายมีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ทำให้เกิดความโปร่งใส 2.2 เหตุปัจจัยภายนอกที่เป็นปัจจัยฉุดรั้ง คือ ด้านเทคโนโลยี ความรวดเร็วและการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำให้ครูในGeneration เก่า ต้องมีการเร่งพัฒนาตัวเองให้บ่อยขึ้น และต้องตามให้ทันครูรุ่นน้อง เป็นผลทำให้ผู้บริหารต้องพัฒนา สรรหาเทคโนโลยี ที่เหมาะสมให้กับครูในแต่ละช่วงวัย เข้ามาช่วยเหลือชัพพอร์ตคุณครู 2.3 เหตุปัจจัยภายในที่เป็นปัจจัยสนับสนุน คือ ด้านกลยุทธ์ กลยุทธ์เป็นตัวกำหนดทิศทางในการทำงาน ของครู ถ้ากลยุทธ์ชัดเจน จะทำให้การทำงานของครู หรือทิศทางในการทำงานของครูก็จะมีความชัดเจน ในการพัฒนาบุคลากรก็จะทำให้การบริหารงานบุคคลในองค์กรมีประสิทธิภาพ 2.4 เหตุปัจจัยภายในที่เป็นปัจจัยฉุดรั้ง คือ ด้านบุคคล บุคลากรแต่ละคนมีวิธีคิดและวิธีทำงานที่ต่างกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารบ่อยครั้ง ทำให้บุคลากรเกิดความไม่มั่นคงในค่านิยมและเป้าหมายในการทำงานบุคลากรในการทำงานไม่เพียงพอ ขาดครูประจำวิชาที่ตรงเอก 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาพอนาคตที่พึงประสงค์ในการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา พบว่า </span>การพัฒนาการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนควรได้รับข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศที่ชัดเจน เพื่อการทำงานที่ถูกต้องและลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครูออก เพื่อให้ครูพัฒนาตนเองในด้านการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ 4. <span style="font-size: 0.875rem;">นวัตกรรมในการบริหารงานบุคคล ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ของโรงเรียนในโรงเรียน สังกัดงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดพะเยา มีดังนี้ นวัตกรรมการบริหารงานบุคคลในรูปแบบ PLIC Model 1. P “Personnel Management System” (ระบบการบริหารงานบุคคล) 2.L “Lifelong Learning Advancement System” (ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต) 3. I “ILF - Inspiring Leadership Framework” (ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ) 4.C “Collaborative Atmosphere System” (การสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน)</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1699 ปัจจัยการบริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 2026-02-23T15:58:01+07:00 แคทลียา จันปุ่ม aom.mooauan@gmail.com ธวัชชัย ไพใหล aom.mooauan@gmail.com วิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ aom.mooauan@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ ศึกษาความสัมพันธ์ อำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางพัฒนาปัจจัยการบริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะการเปิดสอนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 317 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 92 คน ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายใน จำนวน 92 คน และครูผู้สอน จำนวน 133 คน ในปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามปัจจัยทางการบริหารในศตวรรษที่ 21 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.984 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.687 - 0.899 และแบบสอบถามประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.960 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.619 – 0.835 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t - test ชนิด Independent Samples การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson’s Product - Moment Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยการบริหารในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบปัจจัยการบริหารในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ</span>ที่ระดับ 0.05 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน พบว่า ไม่แตกต่างกัน 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยการบริหารในศตวรรษที่ 21 และประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง (r</span><sub>XY</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = .525) 6. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยการบริหารในศตวรรษที่ 21 สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีจำนวน 2 ด้าน คือ ด้านการบริหารงบประมาณ (X</span><sub>5</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และด้านการพัฒนาบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพ (X</span><sub>4</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 1 ด้าน คือ ด้านบรรยากาศองค์การและวัฒนธรรมขององค์การแห่งการเปลี่ยนแปลง (X</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) โดยมีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 36.60 7. </span><span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางพัฒนาปัจจัยการบริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 เสนอแนะไว้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการบริหารงบประมาณ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรเน้นการใช้ งบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพื่อการตัดสินใจที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ 2) ด้านการพัฒนาบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรเน้นการพัฒนาบุคลากร เน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต และ 3) ด้านบรรยากาศองค์การและวัฒนธรรมขององค์การ</span><span style="font-size: 0.875rem;">แห่งการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง ส่งเสริม วัฒนธรรมนวัตกรรม</span><span style="font-size: 0.875rem;">และความร่วมมือ เพื่อให้องค์กรพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1876 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหาร โรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร 2026-07-01T00:46:45+07:00 โทน สีดาเดช thonsidadech@gmail.com เพ็ญผกา ปัญจนะ thonsidadech@gmail.com ธวัชชัย ไพใหล thonsidadech@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 18 คน&nbsp;และครูผู้สอน จำนวน 273 คน จากโรงเรียน 18 โรงเรียน ปีการศึกษา 2567 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.446 – 0.772 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.977 และแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.495 - 0.788 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.971 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าที การวิเคราะห์ค่าเอฟ แบบการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในกรณีพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยทำการทดสอบเป็นรายคู่โดยใช้วิธีของวิธีการของ Scheffe’s method หรือ LSD. ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวมไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพ จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งและขนาดโรงเรียน โดยรวมไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 5. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก โดยมีความสัมพันธ์กันสูง (r = 0.890**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 6. ภาวะผู้นำดิจิทัลผู้บริหารสถานศึกษาที่นํามาวิเคราะห์ จำนวน 6 ด้าน พบว่า มี 3 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพ โดยรวม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 คือ การสร้างทีมงานและเครือข่ายความร่วมมือดิจิทัล การมีความรู้และทักษะการเรียนรู้ดิจิทัล และการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศอย่างมืออาชีพด้านวัตกรรม ซึ่งภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง 3 ด้านนี้ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพ ได้ร้อยละ 82.10 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.18594 7. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพ ได้ข้อเสนอแนะจากการลงพื้นที่ศึกษาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ จากเอกสารและสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 3 โรงเรียน สรุปแนวทาง ดังนี้ 1) การสร้างทีมงานและเครือข่ายความร่วมมือดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาควรแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่เป็นการบูรณาการที่สอดคล้องกับหลักการบริหารสมัยใหม่ 2) การมีความรู้และทักษะการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้บริหารควรพัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และ 3) การพัฒนาสู่ความเป็นเลิศอย่างมืออาชีพด้านวัตกรรม ผู้บริหารควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาพัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพคล่องตัวส่งผลให้โรงเรียนมีนวัตกรรมที่ทันสมัย</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1693 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 2026-02-23T16:06:47+07:00 วราภรณ์ สุ่ยอุบล waraporn.su67@snru.ac.th ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ waraporn.su67@snru.ac.th วีรวัฒน์ คำแสนพันธ์ waraporn.su67@snru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานวิชาการ และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 352 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.315 – 0.754 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.953 และแบบสอบถามเกี่ยวกับความเป็นนวัตกรของครู มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.368 – 0.751 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.941 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติเอฟ การทดสอบสถิติที การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า <span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความเป็นนวัตกรของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร จำแนกตามสถานภาพ</span>และลักษณะการเปิดสอน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างความเป็นนวัตกรของครู จำแนกตามสถานภาพ และลักษณะ</span>การเปิดสอน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 5. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโดยรวมกับความเป็นนวัตกรของครู โดยรวมพบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r</span><sub>XY</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.249**) 6. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร ที่สามารถพยากรณ์ความเป็นนวัตกรของครู โดยรวม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรแห่งนวัตกรรม สามารถพยากรณ์ความเป็นนวัตกร</span>ของครู โดยรวมได้ร้อยละ 7.20 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.26678 7. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร ที่สามารถพยากรณ์ความเป็นนวัตกรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 มี 1 ด้าน จากทั้งหมด 5 ด้าน คือ ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรแห่งนวัตกรรม ดำเนินการโดยผู้บริหารสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างต่อความคิดสร้างสรรค์ สนับสนุนอิสระและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครู จัดสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เอื้อต่อนวัตกรรม</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1678 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 2026-02-23T16:16:06+07:00 วรินยุพา เคนไชยวงศ์ warinyupa.ke67@snru.ac.th ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ warinyupa.ke67@snru.ac.th ฤทัยทรัพย์ ดอกคำ warinyupa.ke67@snru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานวิชาการ และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 335 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.566 - 0.895 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.607 - 0.914 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.970 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติเอฟ การทดสอบสถิติที การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล และประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล จำแนกตามสถานภาพ และลักษณะการเปิดสอน พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพ และลักษณะการเปิดสอน พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน</span>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01 ตามลำดับ 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล กับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน</span>โดยรวมพบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r<sub>XY</sub> = 0.885) 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล ที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ</span>ในโรงเรียนโดยรวม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ การพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพครู การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การนิเทศติดตามการเรียนการสอนและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ โดยมีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 79.80 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± .18126 5. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล มีจำนวน 4 ด้าน คือ 5.1) การพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพครู ดำเนินการโดยผู้บริหารต้องใช้ภาวะผู้นำทางวิชาการและทักษะดิจิทัล เพื่อพัฒนาวิชาชีพครูและคุณภาพโรงเรียนอย่างเป็นระบบ 5.2) การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ดำเนินการโดยผู้บริหารต้องใช้ทักษะดิจิทัลบูรณาการหลักสูตรและการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของผู้เรียน 5.3) การนิเทศติดตามการเรียนการสอนและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ดำเนินการโดยผู้บริหารต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนิเทศการสอนและสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLCs) ออนไลน์ เพื่อพัฒนาครูอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ 5.4) การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ดำเนินการโดยผู้บริหารต้องสร้างบรรยากาศและจัดหาโครงสร้างดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันด้วยนวัตกรรม</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1838 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 2026-02-23T16:17:48+07:00 ปัทมา แก้วฝ่าย pattamakaewfai215@gmail.com เพลินพิศ ธรรมรัตน์ pattamakaewfai215@gmail.com ระภีพรรณ ร้อยพิลา pattamakaewfai215@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 335 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.453 - 0.784 และมีค่าความเชื่อมัน เท่ากับ 0.942 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.377 - 0.826 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.946 สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ สถิติที การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สันและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 </span>โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะการเปิดสอนของสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 </span>ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะการเปิดสอน โดยรวมไม่แตกต่างกัน 5. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 กับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูงมาก ( = 0.912) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 6. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 จำนวน 5 ด้าน พบว่า ทั้ง 5 ด้าน สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาทรัพยากร การมีคุณธรรมจริยธรรม และการคิดเชิงกลยุทธ์ โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 83.30 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ ±0.21823 7. </span><span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 จำนวน 5 ด้าน คือ 7.1) ด้านการพัฒนาทรัพยากร โดยผู้บริหารควรส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้อำนวยความสะดวก สร้างวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจและทัศนคติเชิงบวก 7.2) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ โดยผู้บริหารควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมของโรงเรียน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 7.3) ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร โดยผู้บริหารควรส่งเสริมให้โรงเรียนมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ชัดเจน และสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่ 7.4) การคิดเชิงกลยุทธ์ โดยผู้บริหารควรมองภาพรวม วิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับบริบทองค์กร 7.5) ด้านการมีคุณธรรมจริยธรรม โดยผู้บริหารควรทำหน้าที่เป็นต้นแบบด้านคุณธรรมและจริยธรรม สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณวิชาชีพ</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1837 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผล การบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 2026-02-23T16:19:29+07:00 ภัทราภรณ์ อ่อนสุระทุม phattara.chan2534@gmail.com ธีระ ภูดี phattara.chan2534@gmail.com วิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ phattara.chan2534@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ และแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 335 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.282 -0.860 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.973 และแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.516 - 0.852 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.973 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และค่าสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัล ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา</span> และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และลักษณะโรงเรียนที่เปิดสอน โดยรวมไม่แตกต่างกัน 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และลักษณะโรงเรียนที่เปิดสอน โดยรวมไม่แตกต่างกัน 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน โดยรวม</span>มีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับสูง (r<sub>XY</sub> = 0.803) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 6. <span style="font-size: 0.875rem;">ในการวิจัยครั้งนี้ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัล จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ 1) การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ดิจิทัล โดยผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงาน และสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล และ 2) การใช้เทคโนโลยีกระตุ้นทางปัญญา โดยผู้บริหารควรใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพบุคลากรตามเป้าหมายองค์กร ส่วนประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารงานทั่วไป โดยผู้บริหารควรวางแผน และกำหนดบทบาทหน้าที่ด้านการบริหารงานทั่วไปอย่างชัดเจน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ใช้ระบบสารสนเทศ และกำกับติดตามอย่างเป็นระบบ และ 2) การบริหารงานวิชาการ โดยสถานศึกษาควรพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การนิเทศ และการใช้เทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/921 แนวทางการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2025-04-22T13:30:08+07:00 อัจฉราลักษณ์ จตุพร ajcharalux2022@gmail.com ประพันธ์ ธรรมไชย Ajcharalux2022@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2) ศึกษาแนวทางการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 87 คน และกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการสัมภาษณ์เพื่อหาแนวทางการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษา คือ ผู้บริหารของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบพื้นที่อำเภอปาย จำนวน 9 คน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์การระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษามีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.908 แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.916 และแบบบันทึกการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาสรุปบรรยายแบบพรรณนา และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการศึกษาพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">จากการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่าสภาพปัจจุบันการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์การระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาโดยรวมเท่ากับ 0.166 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการระดมทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1) ทรัพยากรคน หรือบุคคล โดยการเชิญวิทยากรผู้รู้เฉพาะด้าน กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายการเรียนรู้ วางแผน ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายให้ชัดเจน และสอดคล้องกับ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ความต้องการ สร้างความร่วมมือประสานการทำงานกับหน่วยงาน ชุมชน ในการเข้ามาจัดการศึกษา 2) ทรัพยากรการเงิน หรืองบประมาณ เชิญชวนร่วมกันบริจาคเงิน ทรัพย์สินอื่น โดยประชาสัมพันธ์ความจำเป็นในการขอรับความช่วยเหลือนั้นผ่านช่องทางต่าง ๆ สร้างแรงจูงใจเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี จัดกิจกรรมระดมทุน 3) ทรัพยากรวัสดุ สิ่งของ หรืออุปกรณ์ จัดหาสื่อการเรียน เครื่องมือช่าง ยานพาหนะเทคโนโลยี วัสดุ สิ่งของ หรืออุปกรณ์ และนวัตกรรม 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">อย่างต่อเนื่องให้เพียงพอต่อการใช้งาน สำรวจ และประเมินความต้องการ วางแผน การจัดหา จัดซื้อ เน้นคุณภาพ</span><span style="font-size: 0.875rem;">และทันสมัย และ 4) ทรัพยากรทางการบริหารจัดการ โดยการประสานความร่วมมือ ระบุความต้องการที่ชัดเจน วางแผนเพื่อขอรับการสนับสนุน ติดตามผลการดำเนินงานการใช้ทรัพยากร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และใช้งานอย่างคุ้มค่า</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/890 กลยุทธ์การพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2025-03-18T23:16:46+07:00 อัญชลี หาทองคำ frnxx.fern@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ 668914001@crru.ac.th ประเวศ เวชชะ 668914001@crru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารวิชาการ 2) ศึกษาเหตุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบริหารวิชาการ 3) หาภาพอนาคตที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการ และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม (ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.68 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96) แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม ในการศึกษาครั้งนี้มีประชากรที่ใช้ในการศึกษาสภาพการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 8 คน และ ครูผู้สอนในโรงเรียนขยายโอกาสในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทย จังหวัดเชียงราย จำนวน 116 คน รวมทั้งหมด 124 คน ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทย</span>โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. <span style="font-size: 0.875rem;">ปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาพการบริหารหลักสูตรการเรียนรู้ พบว่าทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก</span>ส่งผลต่อสภาพการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทย 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาพอนาคตที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทยนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนและการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพในโรงเรียน 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเทอดไทย ประกอบด้วย 4 มิติตามแนวการบริหารดุลยภาพ (BSC) ได้แก่ 1) ด้านประสิทธิผล 2) ด้านคุณภาพการให้บริการ </span>3) ด้านประสิทธิภาพกระบวนการภายใน 4) ด้านการพัฒนาองค์กร และบุคลากร วิเคราะห์ได้ประเด็นกลยุทธ์ 28 กลยุทธ์ แผนงานโครงการ 35 โครงการ เพื่อบรรลุความสำเร็จของสถานศึกษา</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/882 ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครู ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ 2025-03-18T23:18:46+07:00 อาชาติณ ศรีบุรินทร์ archatin1234@gmail.com เพียงแข ภูผายาง Archatin1234@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลภาวะหมดไฟในการทำงานของครู 2) ศึกษาระดับภาวะหมดไฟในการทำงานของครู 3) เปรียบเทียบภาวะหมดไฟในการทำงานของครู จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา 4) หาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูกับภาวะหมดไฟในการทำงานของครู และ 5) สร้างสมการพยากรณ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูกับภาวะหมดไฟในการทำงานของครู กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ จำนวน 330 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 38 คน และครู 292 คน ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมีลักษณะคำตอบแบบประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.60 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.956 มีค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามทั้งฉบับอยู่ระหว่าง 0.345 - 0.813 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ Anova ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสร้างสมการถดถอยเพื่อพยากรณ์ตัวแปรตามโดยวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2.</span><span style="font-size: 0.875rem;">ระดับภาวะหมดไฟในการทำงานของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลเปรียบเทียบภาวะหมดไฟในการทำงานของครู มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังต่อไปนี้ 3.1) จำแนกตามเพศ มีความแตกต่างกัน 3.2) จำแนกตามตำแหน่ง</span>แตกต่างกัน 3.3) จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า มีอย่างน้อย 1 คู่ ที่มีความแตกต่างกัน 3.4) จำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่า ไม่มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P = 0.084 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูกับภาวะหมดไฟในการทำงานของครู พบว่า มีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงาน (X</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">), ปัจจัยด้านบรรยากาศการทำงาน (X</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และปัจจัยส่วนบุคคล (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ทุกคู่มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวก อย่างมีนัยสำคัญ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.686-0.821 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">สมการพยากรณ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูกับภาวะหมดไฟในการทำงานของครู พบว่า สมการถดถอยเชิงพยากรณ์ โดยมีตัวแปรตาม คือ ภาวะหมดไฟในการทำงานของครู (Total Y) และตัวแปรอิสระ ด้านลักษณะงาน (X</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">), ปัจจัยด้านบรรยากาศการทำงาน (X</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และ ปัจจัยส่วนบุคคล (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) เมื่อพิจารณาแต่ละตัวแปร พบว่า ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติ คือ X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> (p = &lt;.001) และ X</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> (p = 0.014) ดังสมการต่อไปนี้ สมการพยากรณ์</span><span style="font-size: 0.875rem;">ในรูปคะแนนดิบ = 2.92 + 0.145 (X<sub>2</sub>) + 0.715 (X<sub>3</sub>)</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/927 การบริหารสถานศึกษาที่เหมาะสมกับเจเนอเรชันของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ 2025-03-28T16:40:39+07:00 วันดี พุทธคุณรักษา wandee.puttakunraksa@gmail.com พัชราภา ตันติชูเวช Wandee.puttakunraksa@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการบริหารสถานศึกษาตาม เจเนอเรชันของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ และ 2) นำเสนอแนวทางในการบริหารสถานศึกษาที่เหมาะสมกับคนตามเจเนอเรชันของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ โดยมีการวิเคราะห์เพื่อจัดลำดับความต้องการของข้อมูล กลุ่มประชากรได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนราชินีบูรณะ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 143 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยโดยการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.929 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผลการวิจัย พบว่า ความต้องการในการบริหารสถานศึกษาภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยจำแนกตามฝ่ายการบริหารออกเป็น 5 ฝ่าย ดังนี้ 1) ฝ่ายบริหารงานวิชาการ ภาพรวมของ เจเนอเรชันของครูต้องการนำเทคโนโลยีในอนาคตมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่มีความยืดหยุ่น 2) ฝ่ายบริหารงบประมาณ ภาพรวมของเจเนอเรชันของครูต้องการในด้านการจัดซื้อพัสดุ ครุภัณฑ์ ที่เน้นความคงทนแข็งแรง การจัดซื้อมีความยืดหยุ่น การรายงานผลการใช้งบประมาณผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการจัดสรรงบประมาณในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ทันสมัย 3) ฝ่ายบริหารงานบุคคล ภาพรวมของเจเนอเรชันของครูต้องการการสนับสนุนอัตรากำลังสำนักงาน และอัตรากำลังที่สอดคล้องกับวิชา และการส่งเสริมการทำงานเป็นทีม 4) ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ภาพรวมของ เจเนอเรชันของครูต้องการในการพัฒนาสถานที่ที่อำนวยความสะดวกแก่ครู รวมถึงการพัฒนาสถานที่ในการเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีในการประชาสัมพันธ์ 5) ฝ่ายนโยบาย แผนและวิจัย ภาพรวมของทุก เจเนอเรชันของครูต้องการระบบโดยใช้แอปพลิเคชันในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ผล ใช้ในการประเมินการประกันคุณภาพและการทำวิจัย โดยมีแนวทางในการบริหารสถานศึกษาดังนี้ 1) ฝ่ายบริหารงานวิชาการ ศึกษาบริบทโรงเรียนแล้วจึงพัฒนาหลักสูตร ต่อยอดเทคโนโลยีที่มีอยู่ 2) ฝ่ายบริหารงบประมาณ บูรณาการโดยต้องไม่ขัดกับระเบียบ 3) ฝ่ายบริหารงานบุคคล นำระบบการย้ายข้าราชการครูผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Teacher Rotation System: TRS) มาใช้และบูรณากรการสอนแบบสอนร่วมกัน 4) ฝ่ายบริหารงานทั่วไป วิเคราะห์ความจำเป็นและจัดลำดับขั้นการพัฒนา 5) ฝ่ายนโยบาย แผนและวิจัย เพิ่มบุคลากรในการใช้ระบบกูเกิ้ลแอปพลิเคชัน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/924 การประเมินความต้องการจำเป็นของเป้าหมายการจัดการศึกษาการงานอาชีพ ด้านความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในกรุงเทพมหานคร 2025-04-20T15:09:03+07:00 อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี usasuda.p@chula.ac.th พรรณี สวนเพลง usasuda.p@chula.ac.th เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก usasuda.p@chula.ac.th บุณฑริกา บูลภักดิ์ usasuda.p@chula.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และประเมินความต้องการจำเป็นของเป้าหมายการจัดการศึกษาการงานอาชีพด้านความรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพจากโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 149 โรงเรียน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.88 และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.994 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และดัชนีลำดับความสำคัญแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษาการงานอาชีพด้านความรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ในระดับมากที่สุด 3.84 ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากเช่นกันที่ 4.33 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเป้าหมายการจัดการศึกษา (PNI Modified) พบว่า ลำดับความสำคัญสูงสุด ได้แก่ ด้านการเรียนการสอนความรู้ด้านเกษตรกรรม (PNI = 0.17) และด้านการเรียนการสอนความรู้ด้านอุตสาหกรรม (PNI = 0.17) รองลงมา ได้แก่ การเรียนการสอนความรู้ด้านคหกรรม งานประดิษฐ์ (PNI = 0.13) และการเรียนการสอนความรู้ด้านพาณิชยกรรม (PNI = 0.12)</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/945 ภาวะผู้นำแบบสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดกรุงเทพมหานคร 2025-04-20T15:14:00+07:00 ก้องเกียรติ ไม้หอม i.amjayjaykongkiet@gmail.com วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ i.amjayjaykongkiet@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำแบบสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของสถานศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2567 จำนวน 370 คน โดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของโคเฮน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อที่มีค่าความเที่ยงตรง (IOC) ระหว่าง 0.60 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.981 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและการวิเคราะห์เปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำแบบสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล </span>สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อภาวะผู้นำแบบสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษา</span>ในยุคดิจิทัล สังกัดกรุงเทพมหานคร 2.1) ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำแบบสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 2.2) ครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำแบบสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 2.3) ครูที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำแบบสอนงานของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1117 แนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดหนองบัวลำภู 2025-05-12T08:48:30+07:00 ศุภกร มาศมหันต์ topkuog@gmail.com ประพรทิพย์ คุณากรพิทักษ์ praporntip.ku@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดหนองบัวลำภู จากการศึกษาความต้องการจำเป็น สภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง โดยการสังเคราะห์องค์ประกอบ แนวคิด ทฤษฎี การบริหารแบบมีส่วนร่วม ประกอบกับ การให้ข้อมูล จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลที่มาจากการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 3 คน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 คน ผู้อำนวยการกองการศึกษา จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และยืนยันแนวทาง โดยผู้ให้ข้อมูลกลุ่มเดิม จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบยืนยันข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดหนองบัวลำภู ประกอบด้วย 3 ด้าน 20 แนวทาง ดังนี้ 1) ด้านความมีอิสระต่อความรับผิดชอบในงาน มี 5 แนวทาง 2) ด้านการไว้วางใจกัน มี 8 แนวทาง และ 3) ด้านการมีส่วนร่วมปฏิบัติงาน มี 7 แนวทาง ทุกแนวทางได้รับการยืนยันว่า ใช้ได้</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1109 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู 2025-05-12T08:50:14+07:00 นิตยา ลีเลิศ tarn.n62@gmail.com ประพรทิพย์ คุณากรพิทักษ์ praporntip.ku@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู ดำเนินการ ดังนี้ การหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ให้ข้อมูลมาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน ได้แก่ นักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ์ เท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและยืนยันแนวทางโดยผู้ให้ข้อมูลกลุ่มเดิม จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบยืนยันข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู มี 29 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านการบริหารความเสี่ยง มี 6 แนวทาง 2) ด้านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มี 7 แนวทาง 3) ด้านความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม มี 7 แนวทาง 4) ด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วม มี 4 แนวทาง 5) ด้านการมีวิสัยทัศน์ทางเปลี่ยนแปลง มี 5 แนวทางทุกแนวทางได้รับการยืนยันว่าใช้ได้</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/295-306 รูปแบบการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน เพื่อพัฒนาทักษะ ผู้เรียนยุคใหม่ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่เมืองแม่ฮ่องสอนโมเดล 2025-05-12T08:57:07+07:00 คมศิลป์ ประสงค์สุข wpiyanonthasin@yahoo.com ประพันธ์ ธรรมไชย wpiyanonthasin@yahoo.com วินัย ไชยวงค์ญาติ wpiyanonthasin@yahoo.com ถนัด บุญชัย wpiyanonthasin@yahoo.com ณัฏฐพร จักรวิเชียร wpiyanonthasin@yahoo.com พุทธชาติ ยมกิจ wpiyanonthasin@yahoo.com วีรวิชญ์ ปิยนนทศิลป์ wpiyanonthasin@yahoo.com พงศ์กรณ์ ทิพย์ปัญญา wpiyanonthasin@yahoo.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน เพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนยุคใหม่ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการ จำนวน 203 คน โดย จัดทำแบบสอบถามเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือก่อนดำเนินการสำรวจ 2) ร่างและสร้างรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน เพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนยุคใหม่ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 30 คน โดยการแบบสัมภาษณ์ 3) ตรวจสอบและประเมินรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน เพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนยุคใหม่ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เพื่อตรวจสอบและประเมินรูปแบบการพัฒนา ทั้งนี้กระบวนการวิจัย ได้มีการนำผลการสำรวจ สัมภาษณ์ ดำเนินการวิเคราะห์ ประมวลผล จัดทำเอกสารและคู่มือประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ ศึกษาดูงาน โดยมีการประเมินผลการพัฒนาและประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง สภาพปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนลำดับความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการเรียนรู้ (PNI</span><sub>Modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.48) 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชั้นเรียนเพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนยุคใหม่ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่เมืองแม่ฮ่องสอนโมเดล มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ประกอบด้วย (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ </span>(3) เนื้อหารูแบบ ประกอบด้วย ชุดที่ 1 การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการเรียนรู้ ชุดที่ 2 การพัฒนาครูและบุคลากรเครือข่าย ชุดที่ 3 การมีส่วนร่วมทางวิชาการ ชุดที่ 4 การส่งเสริมการเรียนรู้ผู้เรียน ชุดที่ 5 การมุ่งเน้นผลสำเร็จและชุดที่ 6 การเสริมสร้างแรงจูงใจ 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการตรวจและประเมินรูปแบบการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชั้นเรียนเพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนยุคใหม่ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่เมืองแม่ฮ่องสอนโมเดล มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ระดับมากที่สุดทุกด้าน และผลการประเมินความพึงพอใจด้านรูปแบบวิธีการพัฒนา ด้านเนื้อหาและกิจกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1113 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู 2025-05-12T08:59:57+07:00 ราชสิทธิ์ ถีวุฒิตา rachasit.63@gmail.com ประพรทิพย์ คุณากรพิทักษ์ praporntip.ku@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู การหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ให้ข้อมูลมาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ใช้เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและยืนยันแนวทางโดยผู้ให้ข้อมูลกลุ่มเดิม จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบยืนยันข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู มี 45 แนวทาง แบ่งเป็นรายด้านคือ ด้านการมีจินตนาการ จำนวน 10 แนวทางด้านการทำงานเป็นทีม จำนวน 10 แนวทาง ด้านการมีความยืดหยุ่น จำนวน 13 แนวทาง และด้านการมีวิสัยทัศน์ จำนวน 12 แนวทาง โดยทุกแนวทางได้รับการยืนยันจากผู้ให้ข้อมูลว่าใช้ได้</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1119 องค์ประกอบการบริหารจัดการเรียนรู้ยุคหลังพลิกผันของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง 2025-05-14T13:38:28+07:00 สิริกานต์ แก้วนุ่น sirikarnrangwilai@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุความมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารจัดการเรียนรู้ยุคหลังพลิกผันของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง จำนวน 298 คน ปีการศึกษา 2567 โดยสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">องค์ประกอบการบริหารจัดการเรียนรู้ยุคหลังพลิกผันของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง มี 5 องค์ประกอบได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ด้านกระบวนการบริหารการจัดการเรียนรู้</span>และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ยุคหลังพลิกผัน องค์ประกอบที่ 2 ด้านสื่อและเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 3 ด้านการบริหารงบประมาณส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 4 การบริหารบุคลากรในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ และองค์ประกอบที่ 5 ด้านเครือข่ายที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ 2. <span style="font-size: 0.875rem;">องค์ประกอบการบริหารจัดการเรียนรู้ยุคหลังพลิกผันของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง ในภาพรวมมีความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรกได้ดังนี้ สถานศึกษามีช่องทางออนไลน์ที่ครูสามารถใช้สื่อสารกับผู้เรียน</span>และผู้ปกครองและใช้เผยแพร่ผลงานความรู้สู่สาธารณะได้ ครูมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขา หรือรายวิชาที่ตนสอน เพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้บริหารให้ความสำคัญในการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเรียนหลังยุควิกฤต ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ผู้บริหารมีภาวะผู้นำทางวิชาการ และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีวิสัยทัศน์ ในการบริหารจัดการองค์กรสู่ยุคหลังพลิกผันได้อย่างเหมาะสม 3. <span style="font-size: 0.875rem;">การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยใช้สถิติ KMO (Kaiser-Meyer-Olkin Measure of Sampling Adequacy) และ Bartlett’s Test of Sphericity ใช้วัดความเหมาะสมของข้อมูล ซึ่งได้ค่า KMO เท่ากับ 0.977 </span>ซึ่งมากกว่า 0.5 และเข้าสู่ 1 แสดงว่าข้อมูลที่ได้มีความเหมาะสมทั้งหมด 5 องค์ประกอบ โดยทั้ง 5 องค์ประกอบสามารถอธิบายความแปรปรวนสะสมได้ร้อยละ 67.534</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1100 การพัฒนารูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 2025-05-12T09:03:32+07:00 อภินันทิชัย แกระหัน apinantichi23@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการสร้างรูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 2) พัฒนารูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R &amp; D) ดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 466 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน แล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยศึกษาข้อมูลจากสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) จำนวน 5 โรงเรียน ยกร่างรูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการ และประเมินรูปแบบฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 นำรูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการไปใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 150 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จาก 25 เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา เครือข่ายละ 2 โรงเรียน รวม 50 โรงเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยรวม อยู่ในระดับระดับปานกลาง</span>ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการสอนด้านวิสัยทัศน์ และด้านการพัฒนาบุคลากร ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำทางวิชาการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา,ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม, ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการสอน, ด้านวิสัยทัศน์ 2. <span style="font-size: 0.875rem;">รูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ประกอบด้วย </span>1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กระบวนการพัฒนา และ 5)การวัดและประเมินผล และเนื้อหาประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวิสัยทัศน์ 2) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3) ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการสอน 4) ด้านการพัฒนาบุคลากร และ 5) ด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งผลการประเมินรูปแบบฯ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการใช้รูปแบบเสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก </span>และอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการสอน ด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1854 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 2026-02-24T09:46:15+07:00 ศรัญญา ทองผา saranya.th67@snru.ac.th สุมัทนา หาญสุริย์ Runyajoy1@gmail.com ธีระ ภูดี Runyajoy1@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 61 คน และครูผู้สอน จำนวน 244 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกนและสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์หาแนวทางพัฒนา ซึ่งแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.519 – 0.799 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.957 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.281 – 0.834 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.946 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</span></p> <ol> <li>ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัล จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุคดิจิทัลโดยรวม ไม่แตกต่างกัน</li> <li>ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง</li> </ol> <p>และประสบการณในการปฏิบัติงาน พบว่า ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาโดยรวม</p> <p>แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1852 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 2026-02-24T09:49:53+07:00 ศศิปภา ผาใต้ sasipapha.ph67@snru.ac.th เพ็ญผกา ปัญจนะ sasipapha.ph67@snru.ac.th สายันต์ บุญใบ sasipapha.ph67@snru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานวิชาการ และครูผู้สอน จำนวน 346 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำแนกเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 77 คน หัวหน้างานวิชาการ จำนวน 77 คน และครูผู้สอน จำนวน 192 คน จาก 77 โรงเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่ และมอร์แกน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.298 - 0.714 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.927 แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.241 - 0.683 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.901 และแบบสัมภาษณ์แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว กรณีพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยจะทำการทดสอบเป็นรายคู่โดยใช้วิธีของเชฟเฟ่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณทีละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร จำแนกตามสถานภาพและลักษณะการเปิดสอน</span>โดยรวมไม่แตกต่างกัน 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัล จำแนกตามสถานภาพและลักษณะการเปิดสอน</span>โดยรวมไม่แตกต่างกัน 5. <span style="font-size: 0.875rem;">ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการปฏิบัติงาน</span>ของครูในยุคดิจิทัล โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์กันปานกลาง 6. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัล ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านนวัตกรรม และด้านการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 53.10 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน</span>ของการพยากรณ์เท่ากับ ±0.19295 <span style="font-size: 0.875rem;">7. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู</span>ในยุคดิจิทัล 2 ด้าน ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านนวัตกรรม ที่เน้นส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี สนับสนุนการมีส่วนร่วมของบุคลากร และสร้างระบบบริหารความเสี่ยงที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การนำสื่อนวัตกรรมใหม่มาใช้ ติดตามประเมินผล และส่งเสริมการต่อยอดนวัตกรรมในองค์กร</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1696 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครูยุค BANI WORLD ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 2026-02-24T09:58:27+07:00 สุภาภรณ์ นามวงศ์ nam1990.su@gmail.com ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ nam1990.su@gmail.com สมบูรณ์ ชาวชายโขง nam1990.su@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครูยุค BANI WORLD ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูหัวหน้างานวิชาการและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 327 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.489 - 0.808 และมีค่าความเชื่อมัน เท่ากับ 0.970 และแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ของครูยุค BANI WORLD ในโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.527 - 0.884 และมีค่าความเชื่อมมั่น เท่ากับ 0.972 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารและการจัดการเรียนรู้ของครูยุค BANI WORLD ในโรงเรียน โดยรวม</span>อยู่ในระดับมาก 2. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และจำแนกตามลักษณะการเปิดสอนของโรงเรียน พบว่า โดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของการจัดการเรียนรู้ของครูยุค BANI WORLD จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า โดยรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอนของโรงเรียน พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโดยรวมกับการจัดการเรียนรู้ของครูยุค BANI WORLD ในโรงเรียนโดยรวม พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r<sub>xy</sub> = 0.776) 4. </span>ภาวะผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารในโรงเรียน ที่สามารถพยากรณ์การจัดการเรียนรู้ของครูยุค BANI WORLD โดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรด้านวิชาการ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนางาน และการมีวิสัยทัศน์ด้านวิชาการ และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน โดยมีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 67.90 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.27327 5. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร จำนวน 4 ด้าน คือ ดำเนินการโดยวิสัยทัศน์ต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน สังคม และการเปลี่ยนแปลง พัฒนาหลักสูตรและการสอนให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และสนับสนุนด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/902 นวัตกรรมการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนจุน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 2025-03-18T23:08:04+07:00 วรางคณา อินต๊ะอ้าย k.wrang38@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ k.wrang38@gmail.com ประเวศ เวชชะ k.wrang38@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนจุน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 2) ศึกษาเหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล 3) ศึกษาภาพอนาคตของการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล และ 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนจุน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 เครื่องมือที่ศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ หาร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการดำเนินการวิจัยที่ใช้กลุ่มประชากรปีการศึกษา 2567ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในกลุ่มโรงเรียนจุน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 จำนวน 80 คน ใช้กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผลการวิจัย พบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนจุน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">เหตุปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัลต้องเผชิญกับปัจจัยฉุดรั้งและสนับสนุนด้านปัจจัยภายนอกและภายใน การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสนับสนุนเชิงนโยบาย จะช่วยแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความยั่งยืนในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาพอนาคตของการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล ควรพัฒนาให้ตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียนในยุคดิจิทัลเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">นวัตกรรมการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในยุคดิจิทัล ในรูปแบบกระบวนการ POLDCA CoT ประกอบด้วย P - Planning การวางแผน O - Organizing การจัดโครงสร้างองค์กร L - Leading การนำองค์กร </span>D – Doing การปฏิบัติการ S - Staff ทีมงาน C - Controlling การตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล A - Acting การปรับปรุงพัฒนา C - Coordinating การประสานงาน T - Technology เทคโนโลยี</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1112 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู 2025-05-12T08:46:15+07:00 สุทัศน์ ภูมิภาค suthatpoom@gmail.com ประพรทิพย์ คุณากรพิทักษ์ praporntip.ku@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู โดยดำเนินการ ดังนี้ เพื่อหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู ผู้ให้ข้อมูลมาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและยืนยันแนวทางโดยผู้ให้ข้อมูลกลุ่มเดิม จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบยืนยันข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองบัวลำภู มี 31 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล มี 7 แนวทาง 2) การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล มี 8 แนวทาง 3) ด้านการสื่อสารดิจิทัล มี 8 แนวทาง 4) ด้านการรู้ดิจิทัล มี 8 แนวทาง ทุกแนวทางได้รับการยืนยันว่าใช้ได้</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1025 การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาวิถีใหม่โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของโรงเรียนทาเหนือวิทยา 2025-04-21T09:26:02+07:00 เกียรติศักดิ์ ชัยยาณะ kiadtisak.c@wattano.ac.th <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาวิถีใหม่โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของโรงเรียนทาเหนือวิทยา มี 5 ระยะ ดังนี้ 1) สังเคราะห์และยืนยันองค์ประกอบการบริหารโรงเรียนโดยศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและพัฒนาแนวทางการบริหารโรงเรียนโดยสอบถามความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 204 คน และสนทนากลุ่มกับครู จำนวน 15 คน 3) พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนโดยการมีส่วนร่วมของครู จำนวน 15 คน และประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน 4) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารโรงเรียนกับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 186 คน ครู จำนวน 15 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครอง จำนวน 130 คน โดยใช้แบบประเมินสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม แบบประเมินพฤติกรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรม และแบบสอบถามความคิดเห็น และ 5) ประเมินผลรับรองและขยายผลรูปแบบการบริหารโรงเรียน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย 38 โรงเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ดัชนี PNI<sub>modified</sub> และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">องค์ประกอบการบริหารโรงเรียน มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การพัฒนาและบริหารหลักสูตรวิถีใหม่ </span>2) การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้อิงบริบท 3) การวัดและประเมินผลแนวใหม่ 4) การพัฒนาและส่งเสริมครูด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 5) การประสานความร่วมมือและสร้างภาคีเครือข่าย และ 6) การพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วม 2. <span style="font-size: 0.875rem;">ความต้องการจำเป็นสูงสูดคือกลยุทธ์ด้านการบริหารโรงเรียน รองลงมาคือกลยุทธ์ด้านการพัฒนาครู และน้อยที่สุดคือกลยุทธ์ด้านการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ โดยมีภาพรวมดัชนี PNI</span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> เท่ากับ 0.58 ส่วนแนวทาง</span>การบริหารโรงเรียน มี 9 องค์ประกอบ 3. <span style="font-size: 0.875rem;">รูปแบบการบริหารโรงเรียน ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์</span>การวัดและประเมินผล ระบบสนับสนุน ปัจจัยสู่ความสำเร็จ และการให้ข้อมูลย้อนกลับ และมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารโรงเรียน ได้แก่ สมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด พฤติกรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมอยู่ในระดับมากที่สุด และความคิดเห็นของผู้ปกครองอยู่ในระดับมากที่สุด 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลประเมินผลรับรองรูปแบบการบริหารโรงเรียนภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และขยายผลไปโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 38 โรงเรียน</span></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร