https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/issue/feed
วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2026-01-08T09:44:49+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยา ภาวะบุตร
jealsnru09@gmail.com
Open Journal Systems
<p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/banner.png" /></p> <p class="card-text"> </p> <p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/jeal2.png" alt="" width="250" height="367" /></p> <p class="card-text"><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ </strong><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br /></strong><strong>Journal of Educational Administration and Leadership Sakhon Nakhon Rajabhat University</strong> </p> <p class="card-text">วารสารฐาน TCI กลุ่ม 2 Thai Journal Citation Index (TCI) 2<br />ISSN : 2985-2013 (Print)<br />ISSN : 2985-203X (Online)<br /><br /><strong>ขอบเขตวารสาร</strong></p> <p class="card-text">เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและงานวิจัยในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ - จิตวิทยา - เทคโนโลยี - สหวิทยาด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านการศึกษา การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ</p> <p class="card-text"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เเพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ งานวิจัย และบทความวิทยานิพนธ์ในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา สาขาวิชาภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา</li> <li>เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ และผู้ใช้บัณฑิตทางการศึกษา</li> <li>เพื่อส่งเสริมเครือข่ายคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาในประเทศไทย</li> </ol> <div><strong>กำหนดการเผยแพร่: 4 ฉบับ/ปี</strong></div> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม เผยแพร่ เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน เผยแพร่ กรกฎาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน เผยแพร่ ตุลาคม</li> <li>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม เผยแพร่ มกราคม</li> </ul> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p>ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />เปิดรับบทความทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ค่าตีพิมพ์<br />บุคคลภายใน ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 2,500 บาท ต่อ 1 บทความ<br />บุคคลภายนอก ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 4,000 บาท ต่อ 1 บทความ</p>
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/674
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการขับเคลื่อน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสู่ความสำเร็จ
2024-12-16T13:50:57+07:00
วีวีระศักดิ์ สุวรรณไตร
weerasak7864@gmail.com
เพ็ญผกา ปัญจนะ
weerasak7864@gmail.com
<p>การจัดการศึกษามีจุดมุ่งหมายหลัก คือ การพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ตามหลักสูตร มีคุณลักษณะทีพึงประสงค์และมีคุณธรรมจริยธรรมตามแบบที่สังคมคาดหวัง บทบาทหน้าที่ของโรงเรียนจึงต้องพัฒนานักเรียนโดยรอบด้าน และสิ่งสำคัญคือการให้นักเรียนเรียนอยู่ในระบบการศึกษาอย่างมีความสุข พบกับความสำเร็จในการศึกษาตามขอบข่ายระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนดตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนานักเรียน จึงกําหนดให้โรงเรียนในสังกัด จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้มีกระบวนการทำงานเป็นระบบ มีความชัดเจน มีการประสานความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนรวมทั้งวิธีการ กิจกรรมและเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีคุณภาพในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอันจะส่งผลให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนประสบความสำเร็จโดยมีแนวคิดหลักในการดำเนินงาน คือ 1) มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เพียงแต่ใช้เวลาและวิธีการที่ต่างกันเนื่องจากแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกบุคคล ดังนั้นการยึดนักเรียนเป็นสำคัญในการพัฒนาเพื่อดูแลช่วยเหลือ ทั้งด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหา หรือการส่งเสริมจึงเป็นสิ่งจําเป็น 2) ความสำเร็จของงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมทั้งการร่วมแรง ร่วมใจร่วมคิด ร่วมทำของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นบุคลากรโรงเรียนในทุกระดับ ผู้ปกครองหรือชุมชน ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมของผู้นำต้องแสดงให้เห็นถึงการจัดการหรือการทำงานที่เป็นกระบวนการที่เป็นแบบอย่างที่ดี จูงใจและสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความไว้วางใจ นับถือในตัวผู้นำเป็นผลให้ผู้ตามเปลี่ยนแปลงแนวคิด พัฒนาทัศนคติ เกิดความต้องการและความพึงพอใจมากกว่าที่ตนมีอยู่ พร้อมพัฒนาใต้บังคับบัญชาให้มีศักยภาพเพื่อเกิดประโยชน์และนำพาองค์กรนั้นให้พัฒนาสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก ๆ คือ 1) การสร้างแรงบันดาลใจ 2) การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 3) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และ 4) การกระตุ้นทางปัญญา<br /><br /></p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1524
โปรแกรมการเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2025-11-16T13:31:35+07:00
สุมัทนา หาญสุริย์
namtal285@gmail.com
อภิสิทธิ์ สมศรีสุข
namtal285@gmail.com
อิชยา จีนะกาญจน์
namtal285@gmail.com
สุภาวดี ศรีหิรัญ
namtal285@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริงของการมีจิตสาธารณะของนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2) สร้างและพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษา สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ 3) ตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ของโปรแกรมการเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษา สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยดำเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพที่เป็นจริงของการมีจิตสาธารณะของนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดประเด็นคำถามแบบมีโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษา สาขาวิชาการประถมศึกษา โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบและยืนยันร่างโปรแกรมโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์องค์ประกอบของโปรแกรม แบบสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบ ยืนยันร่างของโปรแกรม และระยะที่ 3 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ของโปรแกรม โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ของโปรแกรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ผลการศึกษาสภาพที่เป็นจริงของการมีจิตสาธารณะของนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก <br />2. ผลการสร้างและพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษา สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร พบว่า โปรแกรมการเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษา ประกอบด้วย 1) หลักการของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3) เนื้อหาของโปรแกรม 4) กิจกรรมการพัฒนาของโปรแกรม และ 5) การวัดและประเมินผลโปรแกรม<br />3. ผลการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ของโปรแกรมการเสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษา สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1031
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการ บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2
2025-04-29T10:01:35+07:00
พสธร พินิจ
photsathonpinit@gmail.com
สายันต์ บุญใบ
photsathonpinit@gmail.com
ภิญโญ ทองเหลา
photsathonpinit@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 286 คน จากจำนวน 104 โรงเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25 – 0.68 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน มีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25 – 0.62 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.78 และแบบสัมภาษณ์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T – test) การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 อยู่ในระดับมาก <br />2. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 อยู่ในระดับมาก <br />3. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และขนาดโรงเรียน โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />4. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ขนาดโรงเรียน และลักษณะการเปิดสอน โดยรวมไม่แตกต่างกัน<br />5. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.591) <br />6. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 ด้านที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 ได้แก่ 1) จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) การสื่อสารดิจิทัล 3) การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 47.70 และมีความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ +0.37 <br />7. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 สรุปได้ดังนี้ จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ สนับสนุนกฎหมายและนโยบายที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตร การสื่อสารดิจิทัล ได้แก่ ผู้บริหารควรมีการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล ได้แก่ ผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในโลกดิจิทัล</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1058
ปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD ที่ส่งผลต่อประสิทธิผล การบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ
2025-04-29T10:14:07+07:00
กนกวรรณ สอนพิมพ์พ่อ
kanokwan.so66@snru.ac.th
วัฒนา สุวรรณไตรย์
Kanokwan.so66@snru.ac.th.com
วิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์
Kanokwan.so66@snru.ac.th.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการปรับลดปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ ตามความคิดเห็น ของผู้บริหารสถานศึกษา และรองผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 25 คน และรองผู้บริหารสถานศึกษา 46 คน ประจำปีการศึกษา 2567 รวม 71 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ คุณภาพของแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.598 - 0.979 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.983 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารงานโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.657 - 0.942 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.973 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t - test ชนิด Independent Samples การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD โดยรวมอยู่ในระดับน้อย<br />2. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด <br />3. ปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและรองผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ และจำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้านทุกด้านพบว่า ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวมและรายด้านทุกด้าน แตกต่างกัน โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br />4. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และรองผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายได้ทุกด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนรายด้านแตกต่างกัน โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />5. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD (X<sub>t</sub>) กับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน (Y<sub>t</sub>) พบว่า โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางลบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ ส่วนความสัมพันธ์ปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD ทั้ง 6 ด้าน กับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กันทางลบ อยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <br />6. อำนาจพยากรณ์ปัจจัยความเครียดของผู้บริหารในโลกยุค BANI WORLD จำนวน 6 ด้าน พบว่า ตัวแปรที่มีอำนาจพยากรณ์ที่ดีที่สุด คือ ปัจจัยด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพและทักษะผู้นำแห่งอนาคต (X<sub>6</sub>) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยของการพยากรณ์ เท่ากับ 0.637 และ ปัจจัยด้านโครงสร้างการทำงานและบรรยากาศในองค์กร <sub>(</sub>X<sub>3)</sub> โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยของการพยากรณ์ เท่ากับ -1.091 ซึ่งตัวแปร ทั้ง 2 ด้านนี้ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ ได้ร้อยละ 29.90 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ ±0.29784</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1033
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในเขตตรวจราชการที่ 11
2025-04-29T11:11:10+07:00
นธวัฒน์ คำเบ็ง
natawat.kh66@snru.ac.th
สุรัตน์ ดวงชาทม
natawat.kh66@snru.com
วิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์
natawat.kh66@snru.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ และหาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ในเขตตรวจราชการที่ 11 การวิจัย ในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlation Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 105 คน กำหนดขนาดของกลุ่ม ตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามสมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.279 - 0.675 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.909 แบบสอบถามประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.369 - 0.796 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.823 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson’s Product - Moment Correlation Coefficient)<br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. สมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่ อยู่ในระดับมาก <br />2. ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู อยู่ในระดับมากที่สุด <br />3. สมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่ จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และประสบการณ์ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน โดยรวมไม่แตกต่างกัน<br />4. ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และประสบการณ์ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน โดยรวมไม่แตกต่างกัน <br />5. ความสัมพันธ์ของสมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่ (X) กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู (Y) ในเขตตรวจราชการที่ 11 โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับสูง (r<sub>XY</sub> = 0.800) <br />6. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ในเขตตรวจราชการที่ 11 จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการทำงานเป็นทีม ควรมีการช่วยเหลือ สนับสนุนและเสริมแรงเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดขวัญกำลังใจ ทั้งนี้ควรมีการมอบหมายงานและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อสร้างและดำรงสัมพันธภาพของ สมาชิกตลอดจนการพัฒนาทีมที่มีประสิทธิภาพ 2) ด้านเครือข่ายสัมพันธ์ ควรมีส่วนร่วมในการทำงานกับทุกภาคส่วน ทุกชนชั้น และทุกวัยมีการแลกเปลี่ยนความคิด มีการตระหนักรู้ด้านปฏิสัมพันธ์ส่วนบุคคล 3) ด้านเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรม ควรมีความรอบรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการใช้และเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และมีความสามารถในการริเริ่มความคิดผลิตนวัตกรรมใหม่ ทั้งยังมีความสามารถในการพัฒนาระบบการปฏิบัติงาน รวมทั้งการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการใช้เทคโนโลยี และ 4) ด้าน คุณธรรมจริยธรรม ควรยึดมั่นในความสัตย์จริงและความถูกต้องในการดำเนินงานและ บริหารจัดการมีความ ยุติธรรมรับผิดชอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความเป็นกัลยาณมิตรในการคิดปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์ จริงใจ และมีการประพฤติปฏิบัติ ตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู พร้อมทั้งสร้างศรัทธา และความเชื่อใจจากผู้ที่จะต้องทำงานร่วมกัน</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/627
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร
2024-11-28T10:20:36+07:00
เจษฎา นิ่มตลุง
roboman1994@hotmail.com
คึกฤทธิ์ ศิลาลาย
roboman1994@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 370 คน ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi - Stage Random Sampling) โดยขั้นตอนที่ 1 เป็นการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ผู้วิจัยเริ่มทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสังกัดกรุงเทพมหานาคร แบ่งออกเป็นสำนักงานกลุ่มเขต จำนวน 6 กลุ่มเขต ขั้นตอนที่ 2 สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ผู้วิจัยทำการแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษาในแต่ละสำนักงานเขตออกเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่) ผู้วิจัยทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ตามขนาดของสถานศึกษาใน 6 สำนักงานเขต ขนาดละ 1 แห่ง ได้เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ 6 แห่ง สถานศึกษาขนาดกลาง 6 แห่ง สถานศึกษาขนาดเล็ก 6 แห่ง รวมทั้งสิ้น 18 แห่ง ขั้นตอนที่ 3 สุ่มครูจากแต่ละสถานศึกษาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling) ตามสัดส่วนของขนาดกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า <br />5 ระดับ ประกอบไปด้วย แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.973 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการสอนของครูมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product - Moment Correlation Coefficient) <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ระดับภาวะผู้นำเชิงวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />2. ระดับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดกรุงเทพมหานครโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด<br />3. ภาวะผู้นำเชิงวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร มีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/645
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
2024-11-28T14:12:59+07:00
ณิชชา ทาทอง
ryuzukal2@gmail.com
ไพรวัลย์ โคตรตะ
ryuzukal2@gmail.com
ชวนคิด มะเสนะ
ryuzukal2@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร 2) เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูผู้สอน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำนวน 431 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในสัมภาษณ์ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .99 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t - Test) การทดสอบค่าเอฟ (F - Test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br />2. เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยจำแนกตามตำแหน่ง พบว่า ภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ยกเว้นด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติไม่แตกต่างกัน จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านวัฒนธรรมขององค์กรที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยกเว้นด้านการกำหนดกลยุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01<br />3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แก้ไขปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์สถานการณ์ภายในและภายนอกองค์กรที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา มีการควบคุมเปรียบเทียบและติดตามผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรให้ประสิทธิภาพมุ่งเน้นความถนัดและความสามารถของบุคลากร และนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการระบบต่าง ๆ </p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/633
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาอุปนิสัย ที่มีประสิทธิผลสูงสำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
2024-11-16T11:31:41+07:00
นวรัตน์ ไวชมภู
navarat.wa@hu.ac.th
ชณัฐ พรหมศรี
navarat.wa@hu.ac.th
นิรันดร์ จุลทรัพย์
navarat.wa@hu.ac.th
จรัส อติวิทยาภรณ์
navarat.wa@hu.ac.th
วัน เดชพิชัย
navarat.wa@hu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นอุปนิสัยที่มีประสิทธิผลสูง และแนวทางการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาอุปนิสัยที่มีประสิทธิผลสูงสำหรับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษา กำหนดขนาดโดยตารางสำเร็จของเครจซี่และมอร์แกน ได้จำนวน 66 คน และอาจารย์ประจำหลักสูตร จำนวน 3 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น หาค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่าระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.986 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดลำดับความต้องการจำเป็น <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยสภาพที่คาดหวังมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าสภาพปัจจุบัน ส่วนความต้องการจำเป็นของอุปนิสัยผู้มีประสิทธิผลสูงเรียงลำดับจากค่าดัชนีความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ อุปนิสัยเข้าใจคนอื่นก่อนให้คนอื่นเข้าใจเรา ทำตามลำดับความสำคัญคิดแบบชนะ - ชนะ ประสานพลังสิ่งใหม่ ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ และเริ่มต้นทำก่อน ตามลำดับและแนวทางการออกแบบการเรียนการสอน ได้แก่ การสอนให้ผู้เรียนฝึกฝนการรับฟังและการสร้างความเข้าใจในผู้อื่นให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดการจัดลำดับความสำคัญ กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดแบบสร้างสรรค์โดยคำนึงถึงประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ผ่านกิจกรรม ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมโดยใช้กิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะการทำงานร่วมกัน เน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ จัดกิจกรรมหรือการบ้านที่เน้นการพัฒนาตนเอง ฝึกให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายก่อนเริ่มทำงานหรือกิจกรรม และส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างวินัยในการลงมือทำทันทีผ่านการใช้กิจกรรมที่ต้องปฏิบัติจริง </p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/638
ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3
2024-11-28T10:21:33+07:00
วีระศักดิ์ สุวรรณไตร
weerasak7864@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ปีการศึกษา 2566 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเทียบหากลุ่มตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกนได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 327 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 และการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา โดยมีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีอำนาจำแนกเท่ากับ 0.68 - 0.94 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน <br />ผลการศึกษาพบว่า <br />1. ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก<br />2. การบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก<br />3. ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/630
โมเดลสมการโครงสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1
2024-11-16T11:51:26+07:00
ปริญญา ศิริเตียวศรี
parinya.si@ptsp.ac.th
สฎายุ ธีระวณิชตระกูล
parinya.si@ptsp.ac.th
ภัคณัฏฐ์ จันทนวรานนท์ สมพงษ์ธรรม
parinya.si@ptsp.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 จากภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 224 คน ในปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครจซี่และมอร์แกน และการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.592 – 0.838 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.987 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่า <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.41 และ S.D. = 0.55 <br />2. ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่า <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.41 และ S.D. = 0.53 <br />3. โมเดลสมการโครงสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 จากภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าดัชนีแสดงความสอดคล้อง ดังนี้ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&space;" alt="equation" /><sup>2</sup> = 49.027, df = 38, p = 0.108, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&space;" alt="equation" /><sup>2</sup> /df = 1.29, SRMR = 0.01, RMSEA = 0.03, CFI = 0.99, TLI = 0.99, GFI = 0.99 และ AGFI = 0.99</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/626
แนวทางการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเครือข่าย โรงเรียนหนองหาน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3
2024-11-16T11:56:45+07:00
พิชญานนท์ วัจนสุนทร
pichayanon@udonthani3.go.th
ชารี มณีศรี
pichayanon@udonthani3.go.th
สมหมาย สร้อยนาคพงษ์
pichayanon@udonthani3.go.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 และ 2) หาแนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัลของเครือข่ายโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสม โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.976 ประชากรที่ใช้ในศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 9 โรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนหนองหาน 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ประกอบด้วย 9 โรงเรียนแบ่งเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 7 คน และครูผู้สอน จำนวน 41 คน รวมทั้งสิน 48 คน และแบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน โดยใช้กรอบแนวคิด 7 องค์ประกอบ ได้แก่ โครงสร้างการบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม เทคโนโลยี วัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำการจัดการเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของสถานศึกษา และเครือข่ายความร่วมมือที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกของสถานศึกษา<br />ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กของเครือข่ายโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.11) โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ โครงสร้างการบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม (μ = 4.22) และองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การจัดการเชิงกลยุทธ์ (μ = 4.04) ซึ่งบ่งชี้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีพื้นฐานที่ดีในการบริหารยุคดิจิทัล แต่ยังต้องการพัฒนากลยุทธ์ให้เหมาะสมกับบริบท</span>ของตนเองมากขึ้น<br /><span style="font-size: 0.875rem;">2. แนวทางการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กยุคดิจิทัล ของเครือข่ายโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 มี 7 องค์ประกอบ</span>ที่สำคัญ ได้แก่ 1. โครงสร้างการบริหารสถานศึกษาแห่งนวัตกรรม ส่งเสริมความยืดหยุ่นและการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ กระจายอำนาจให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน 2. เทคโนโลยี สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ทั้งในงานบริหารและการเรียนการสอน จัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม พร้อมทั้งอบรมบุคลากร สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยี 3. วัฒนธรรมองค์กร สร้างค่านิยมที่สนับสนุนการใช้ <br />เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง 4. ภาวะผู้นำ ผู้นำควรเป็นแบบอย่างในการใช้เทคโนโลยี สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้และนวัตกรรม 5. การจัดการเชิงกลยุทธ์ วางแผนและติดตามผล<br />การใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผน 6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 7. เครือข่ายความร่วมมือ สร้างความสัมพันธ์กับองค์กรภายนอกเพื่อแบ่งปันทรัพยากร ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในเครือข่าย</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/628
บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
2024-11-16T12:02:51+07:00
ศดานันท์ กันทะมา
sadanan.kunthama@gmail.com
ไพรวัลย์ โคตรตะ
paiwankotta@yahoo.com
ชวนคิด มะเสนะ
chuankidka@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัย 2) เปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูปฐมวัย จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานและขนาดโรงเรียน และ 3) ศึกษาแนวทางส่งเสริมเกี่ยวกับบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัย ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูปฐมวัย ปีการศึกษา 2565 จำนวน 288 คน กำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) แล้วทำการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t - test) การทดสอบค่าเอฟ (F - test) แบบ One - way ANOVA และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัย โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก <br />2. การเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัย จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดโรงเรียน โดยรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br />3. แนวทางส่งเสริมเกี่ยวกับบทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัย รายด้านพบว่า ด้านการเป็นผู้รอบรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาตนเองเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยเมื่อมีโอกาส ด้านการเป็นผู้นำ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็นผู้นำในการเตรียมและวางแผนเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาบุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีแผนงานโครงการกิจกรรมพัฒนาบุคลากรในแผนปฏิบัติการทุกปี และด้านการสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจ ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างความสัมพันธ์อันดีให้คำแนะนำช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1032
สมรรถนะผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1
2025-05-15T15:59:54+07:00
มุขรินทร์ พึ่งตน
mukharin6966@gmail.com
สายันต์ บุญใบ
mukharin6966@gmail.com
ธวัชชัย ไพลใหล
mukharin6966@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าการเงิน และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 300 คน จากจำนวน 10 วิทยาลัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกนโดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi - stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามสมรรถนะผู้บริหาร มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.52 – 0.93 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 ประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.39 – 0.99 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์แนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้บริหาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ F - test ส่วนการทดสอบขนาดของสถานศึกษา ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson’s Product - Moment Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สมรรถนะผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานการเงินและครูผู้สอน อยู่ในระดับมาก <br />2. ประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานการเงินและครูผู้สอนอยู่ในระดับมาก <br />3. สมรรถนะผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานการเงิน และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพ ขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน <br />4. ประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานการเงิน และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพ ขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน <br />5. สมรรถนะผู้บริหารและประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = .637)<br />6. สมรรถนะผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย โดยรวมตัวแปรที่นำมาวิเคราะห์ 5 ตัวแปร พบว่า มีตัวแปร 2 ตัวแปร ที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย (Y) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์เท่ากับ 0.41 และ 0.27 ตามลำดับ สามารถอธิบายความแปรปรวนสมรรถนะผู้บริหารที่ส่งผลต่อการบริหารงานประสิทธิผล<br />การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย ได้ร้อยละ 43.30 และมีความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ +0.38 <br />7. แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของวิทยาลัย สรุปจากคำสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ ผู้บริหารควรสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณอย่างชัดเจนและโปร่งใสให้บุคลากรทุกระดับเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ แผนการใช้จ่าย และความสำคัญของการเบิกจ่ายงบประมาณตามเป้าหมาย</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1036
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัล ของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม
2025-05-15T16:04:03+07:00
ชุมพล นนบุตร
chumpol.no66@snru.ac.th
สุรัตน์ ดวงชาทม
chumpol.no66@snru.ac.th
ฐปนีย์ นารี
chumpol.no66@snru.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ สภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะ ด้านดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอน ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน และสภาพที่<br />พึงประสงค์สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม โดยสภาพปัจจุบันของแบบสอบถามสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.290 – 0.928 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.985 แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.566 – 0.940 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.989 และแบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติการทดสอบค่าสถิติที และสถิติทดสอบเอฟ<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด<br />2. ผลการเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งและขนาดโรงเรียน โดยรวม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมพบว่า พบว่า ไม่แตกต่างกัน<br />3. ความต้องการจำเป็นสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนโดยเรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประยุกต์และพัฒนาศักยภาพของโรงเรียน 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการวางแผนและจัดการโครงการของโรงเรียน 3) ด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรมระบบสารสนเทศในโรงเรียน 4) ด้านการเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานการจัดการด้านดิจิทัล และ 5) ด้านการรู้<br />และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานในโรงเรียน<br />4. การวิจัยครั้งนี้ได้นำเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองนครพนม จำนวน 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประยุกต์และพัฒนาศักยภาพของโรงเรียน ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะดิจิทัล สนับสนุนการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือกับองค์กรภายนอกเพื่อพัฒนาแผนกลยุทธ์เทคโนโลยีในโรงเรียน 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการวางแผนและจัดการโครงการของโรงเรียน ผู้บริหารควรสนับสนุนการใช้เครื่องมือดิจิทัลผ่านการฝึกอบรมบุคลากร และประเมินการใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและ 3) ด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรมระบบสารสนเทศในโรงเรียน ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพการบริหารจัดการในโรงเรียนให้มีคุณภาพดีขึ้น</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1037
ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ
2025-05-15T16:07:24+07:00
ณัฐวุฒิ พวงพันธ์
turbonavy109@gmail.com
ธวัชชัย ไพใหล
turbonavy109@gmail.com
รัชฎาพร งอยภูธร
turbonavy109@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ ความสัมพันธ์และแนวทางการพัฒนา หาค่าอำนาจพยากรณ์ ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 348 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 87 คน และครูผู้สอน จำนวน 261 คน จากจำนวน 87 โรงเรียน วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสัมภาษณ์ และการสังเกตแบบไม่เป็นทางการ โดยคุณภาพของแบบสอบถาม ปัจจัยการบริหาร โดยรวม (X<sub>t</sub>) มีค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.85 - 0.96 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน โดยรวม (Y<sub>t</sub>) มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.75 - 0.93 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยรายคู่ โดยวิธีการของ Scheffe's method และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณทีละขั้นตอน <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ปัจจัยการบริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />2. ทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก<br />3. เปรียบเทียบปัจจัยการบริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน<br />4. เปรียบเทียบทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งโดยรวม ไม่แตกต่างกัน ส่วนขนาดโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวม แตกต่างกัน<br />5. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหาร และทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน พบว่า โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง (r<sub>XY</sub> = 0.395)<br />6. อำนาจพยากรณ์ปัจจัยการบริหาร มีจำนวน 4 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์ทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ได้แก่ ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และด้านภาวะผู้นำ โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ ร้อยละ 61.00<br />7. แนวทางการพัฒนาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อทักษะดิจิทัลของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ มีจำนวน 4 ด้าน คือ ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และด้านภาวะผู้นำ</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/629
การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2
2024-11-16T12:06:12+07:00
อธิกรณ์ หันไชยเนาว์
atigorn.1992@gmail.com
ประพรทิพย์ คุณากรพิทักษ์
atigorn.1992@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 2) สร้างสมการพยากรณ์การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 การวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยศึกษาแบบปฏิบัติการที่เป็นเลิศด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกที่มาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 3 คน และยืนยันองค์ประกอบและตัวชี้วัดการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามยืนยันวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และร้อยละ ระยะที่ 2 ศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอน จำนวน 306 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ พบว่าการศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .973 และการศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .976 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน<br />ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. องค์ประกอบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา มี 5 องค์ประกอบ 32 ตัวชี้วัด </span>1) องค์ประกอบการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มี 8 ตัวชี้วัด 2) องค์ประกอบการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน มี 6 ตัวชี้วัด 3) องค์ประกอบการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ มี 8 ตัวชี้วัด และ 4) องค์ประกอบการมีส่วนร่วมในการประเมินผล มี 10 ตัวชี้วัด<br /><span style="font-size: 0.875rem;">2. สมการพยากรณ์การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม</span>ของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นตัวแปรพยากรณ์ ได้อำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 55.70 โดยมีสมการ ดังนี้<br />สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ดังนี้ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\acute{Y}" alt="equation" /> = 1.210 + .329(X<sub>4</sub>) + .207(X<sub>3</sub>) + .105(X<sub>2</sub>) + .100(X<sub>1</sub>)<br />สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน<br /><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\acute{Z}" alt="equation" />= .400(X<sub>4</sub>) + .237(X<sub>3</sub>) + .164(X<sub>2</sub>) + .148(X<sub>1</sub>)</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/682
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
2024-12-16T13:42:30+07:00
ทิพย์สุดา กันทัศ
6614470076@rumail.ru.ac.th
วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์
wisutwichit1112@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 357 คน จากการเปิดตารางสำเร็จรูปของโคเฮน (2018, p. 206) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.977 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการเป็นผู้นำตนเอง ส่วนด้านผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด <br />2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านผลลัพธ์ในการผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ส่วนด้านผลลัพธ์ในการแก้ไขปัญหาภายในสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด <br />3. ภาวะผู้นำแบบคล่องแคล่วของผู้บริหาร มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ในระดับปานกลาง (r = 0.695) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/673
ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารกับความสามารถในการเผชิญ และฝ่าฟันอุปสรรคของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2024-12-16T13:52:51+07:00
พิเชษฐ์ แซ่กัง
picheth22@gmail.com
วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์
picheth22@gmail.com
<p>การวิจัยมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) ศึกษาความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารกับความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 328 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.979 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการโดยรวมมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก <br />2. ความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการโดยรวมมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก <br />3. ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคของครูอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ 0.896</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/693
ประสิทธิผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็น ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1
2024-12-16T13:58:13+07:00
วรายุส สุวรรณปิฎก
tksoppo77@gmail.com
มิตรภาณี พุ่มกล่อม
tksoppo77@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู 2) เปรียบเทียบประสิทธิผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 301 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา<br />อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ประสิทธิผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู ในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก <br />2. การเปรียบเทียบประสิทธิผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามประสบการณ์การทำงานและขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม และรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/664
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2
2025-01-20T14:23:56+07:00
สุปราณี อ่อนแช่ม
supranee.onc@mail.pbru.ac.th
ณัฐกานต์ ภาคพรต
supranee.onc@mail.pbru.ac.th
นวนัตน์ ประทุมตา
supranee.onc@mail.pbru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนในสถานศึกษา 2) ระดับความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนในสถานศึกษา และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหาร และข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 จำนวน 281 คน โดยใช้เทคนิคการสุ่มอย่างง่าย จากการเปรียบเทียบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามจำนวน 3 ตอน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple Regression Analysis)<br />ผลการวิจัย พบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านครูผู้สอน ด้านผู้บริหารสถานศึกษา</span>ด้านนักเรียน และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านครอบครัว<br /><span style="font-size: 0.875rem;">2. ระดับความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านจริยธรรม กฎหมาย มารยาทในการใช้งานสื่อดิจิทัล ด้านการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ ด้านการรู้เท่าทันสื่อในการเข้าถึงเข้าใช้สื่อดิจิทัล และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านความปลอดภัย ในการปกป้องตนเองและผู้อื่น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้เรียนในสถานศึกษา จำนวน 2 ด้าน คือ ด้านนักเรียน (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และด้านครอบครัว (X</span><sub>4</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) มีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 43.20 สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ดังนี้ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\acute{Y}" alt="equation" /> = 0.932 + 0.493 (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) + 0.199 (X</span><sub>4</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) </span></p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/667
ชุดกิจกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเยาวชนด้วยหลักพุทธธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
2025-01-07T10:18:52+07:00
บุญเชิด ชำนิศาสตร์
booncherd2024@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาปัญหายาเสพติดของเยาวชนในสถานศึกษา 2) พัฒนาชุดกิจกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเยาวชนด้วยหลักพุทธธรรม 3) ประเมินชุดกิจกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเยาวชนด้วยหลักพุทธธรรม ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน จากโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัยและโรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จำนวน 15 คน สนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน และผู้บริหาร ครู นักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 50 คน จากการเข้าร่วมกิจกรรม เครื่องมือวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ แบบประชุมสนทนากลุ่มย่อย และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัย พบว่า 1) ปัญหายาเสพติดของเด็กและเยาวชนเริ่มจากการแอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แอบสูบบุหรี่ ก่อนจะนำไปสู่สารเสพติดชนิดอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การบำบัดอาการติดยาเป็นไปยากลำบาก การเสพติดยาเสพติดทำให้ร่างกายของเยาวชนทรุดโทรม เกิดโรคแทรกซ้อน ขาดความกระปรี้กระเปร่า เกียจคร้าน <br />และเฉื่อยชา สภาพแวดล้อม เพื่อน รวมถึงครอบครัวมีส่วนสำคัญต่อการติดยาเสพติดของเยาวชน โรงเรียนมีแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนแต่ยังขาดการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา 2) การพัฒนาชุดกิจกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของเยาวชนด้วยหลักพุทธธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วยชุดกิจกรรม 3 ชุด บูรณาการหลักไตรสิกขา ได้แก่ กิจกรรมฐานศีล กิจกรรมฐานสมาธิ และกิจกรรมฐานปัญญา 3) ผลการประเมินชุดกิจกรรม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/732
แนวทางการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
2025-01-07T10:34:34+07:00
สุดารัตน์ โชติกุล
sudarat.cho@nsru.ac.th
ธีรพจน์ แนบเนียน
Sudarat.cho@nsru.ac.th
ทีปพิพัฒน์ สันตะวัน
Sudarat.cho@nsru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน2) หาแนวทางและประเมินแนวทางการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนและ3) ประเมินแนวทางการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน การดำเนินการมี 3 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนเอกชนจำนวน 200 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ที่มีค่าความตรงระหว่าง 0.67 - 1.00 และความเที่ยงเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) การหาแนวทางการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานโดยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แล้วทำการวิเคราะห์เนื้อหา และ 3) การประเมินแนวทางการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน โดยผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 13 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. ระดับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนอยู่ในระดับมาก <br />2. แนวทางการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครู ได้แก่ การให้อิสระในการตัดสินใจในการปฏิบัติงาน และเลือกบุคลากรที่มีความสามารถกับการปฏิบัติงาน ควรสร้างระบบงานทวนซ้ำเพื่อการตรวจสอบประสิทธิภาพ ควรสร้างเกณฑ์ในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนและปรับให้สอดคล้องกับผลงานและภาระงาน มีการจัดกองทุนเงินสะสม ควรสร้างความร่วมมือกันระหว่างบุคลากรในหน่วยงาน <br />3. การประเมินแนวทางการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน พบว่า ด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/699
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1
2025-01-07T10:36:04+07:00
วีระวิทย์ ผาอำนาจ
weerawituv39@gmail.com
อรรณพ จีนะวัฒน์
weerawituv39@gmail.com
มนพันธ์ ชาญศิลป์
weerawituv39@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 317 คน จาก 218 โรงเรียน ใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ ตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.96 และ 0.88 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์<br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยรวม และรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับ ดังนี้ การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมการกล้าเสี่ยง การสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม การมีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม การมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง <br />2. การจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา พบว่า โดยรวม และรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับ ดังนี้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตร การใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ และการวิจัยในชั้นเรียน <br />3. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 </p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/707
รูปแบบการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ
2025-01-07T15:52:02+07:00
อำพวรรณ กังวานพณิชย์
umpawan.k@belfry.ac.th
ภัคณัฏฐ์ จันทนวรานนท์ สมพงษ์ธรรม
pakkanat.so@go.buu.ac.th
พูลพงศ์ สุขสว่าง
psuksawang@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดกรอบแนวคิดของปัจจัยด้านการบริหารโรงเรียนที่มีผลต่อการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติ 2) ศึกษาองค์ประกอบความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียน และ 3) พัฒนารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นการสนทนากลุ่มของผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ ผู้บริหารโรงเรียนมาตรฐานสากล และผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวนทั้งสิ้น 11 ท่าน เพื่อกำหนดปัจจัยด้านการบริหารโรงเรียนนานาชาติและองค์ประกอบความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียน ตอนที่ 2 เป็นการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากนักเรียน 400 คนในโรงเรียนนานาชาติ 20 แห่ง โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi - stage random sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามแบบของ Likert’s scale โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ด้วยความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 แบบสอบถามการประเมินนักเรียนในองค์ประกอบความเป็นพลเมืองโลก โดยครูเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 แบบสอบถามปัจจัยด้านการบริหารโรงเรียนที่มีผลต่อการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียน โดยผู้บริหารเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน และโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. ปัจจัยด้านการบริหารโรงเรียนนานาชาติที่มีผลต่อการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและการนำไปใช้ ปรัชญาและวัตถุประสงค์ การบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ การพัฒนาบุคลากร และภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์และด้านเครือข่ายร่วมพัฒนา ทุกปัจจัยโดยรวมอยู่ในระดับระดับมากถึงมากที่สุด และมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <br />2. องค์ประกอบความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การปฏิสัมพันธ์ในสังคม (loading factor = 0.953) การประพฤติตน (loading factor = 0.913) การลงมือปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ (loading factor = 0.910) การตระหนักถึงสถานการณ์ของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข (loading factor = 0.783) และการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (loading factor = 0.778) ซึ่งค่าน้ำหนักของตัวแปรแฝงทุกตัวในโมเดลมีความแตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />3. ผลการวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Path analysis) พบว่า โมเดลความสัมพันธ์มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าดัชนี Chi-Square = 3.792, df = 3, p-value = 0.285, Relative-chi-Square = 1.264, TLI = 0.999, CFI = 1.000, RMSGA = 0.026 และ RMR = 0.003 ปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากรมีอิทธิพลทางบวกต่อปัจจัยด้านการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพมากที่สุด (0.979) รองลงมาคือ ปัจจัยด้านปรัชญาและวัตถุประสงค์ที่มีอิทธิพลทางบวกต่อปัจจัยด้านการพัฒนาหลักสูตรและการนำไปใช้ (0.805) ปัจจัยด้านภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์และเครือข่ายร่วมพัฒนา มีอิทธิพลทางบวกต่อปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร (0.697) ปัจจัยด้านการพัฒนาหลักสูตรและการนำไปใช้มีอิทธิพลทางบวกต่อปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร (0.342) และปัจจัยด้านการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพมีอิทธิพลทางบวกต่อความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียน (0.291) โดยค่าน้ำหนักของตัวแปรแฝงทุกตัวมีความแตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านการบริหารโรงเรียนนานาชาติ<br />มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียน ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการบริหารจัดการโรงเรียนนานาชาติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1205
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
2025-07-09T16:01:25+07:00
ปวีณา ภูมิทา
paveena.pg66@ubru.ac.th
อุดมเดช ทาระหอม
paveena.pg66@ubru.ac.th
นเรศ ขันธะรี
paveena.pg66@ubru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูสอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาด<br />ของสถานศึกษา และ 3) หาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 296 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเทียบตารางสำเร็จรูปของ เครจซี และมอร์แกน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 5 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน ครูผู้รับผิดชอบระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 ฉบับที่ 2 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t - test) การทดสอบค่าเอฟ (F - test) การจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNIModifed) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สภาพปัจจุบัน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุดและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งต่อนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียน และด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล <br />2. สภาพปัจจุบันในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สภาพที่พึงประสงค์ในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษาพบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน<br />3. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ที่ควรพัฒนาประกอบด้วย 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ควรเน้นกิจกรรมเสริมสร้างพฤติกรรมเชิงบวก พัฒนาระบบให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่าย และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามพฤติกรรมของนักเรียน เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุมและทันท่วงที 2) ด้านการส่งต่อนักเรียน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลใกล้ชิด เมื่อปัญหานักเรียนเกินขอบเขตของครูหรือผู้ปกครอง โดยใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล และ 3) ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ ในศตวรรษที่ 21 พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงออกตามความถนัด</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1142
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
2025-07-18T10:53:59+07:00
สะหวันไชย ลาดชะพน
savansay.r@gmail.com
ธวัชชัย ไพใหล
savansay.r@gmail.com
วีรวัฒน์ คำแสนพันธ์
savansay.r@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดแผนกศึกษาธิการและกีฬา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา <br />ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ประเภทของโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และ 3) หาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดแผนกศึกษาธิการและกีฬา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดแผนกศึกษาธิการและกีฬา แขวงสะหวันนะเขต ปีการศึกษา 2567 จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.658 และแบบสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t - test) ชนิด Independent Samples การทดสอบเอฟ (F - test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA)<br />ผลการวิจัย พบว่า<br />1. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก<br />2. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา จำแนกตาม สถานภาพการดำรงตำแหน่ง ประเภทของโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน<br />3. แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดแผนกศึกษาธิการและกีฬา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เสนอแนะไว้ 3 ด้าน ดังนี้<br />3.1 ด้านภาวะผู้นำ มีแนวทางดังนี้ ผู้บริหารควรเข้าอบรม สัมมนาและศึกษาดูงาน ประเมินทักษะและศักยภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อวางแผนการพัฒนาที่ชัดเจน สร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้นำคนอื่น ๆ และมีพี่เลี้ยงหรือโค้ชที่มีประสบการณ์ช่วยแนะนำแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำที่เหมาะสมกับสถานการณ์<br />3.2 ด้านคุณธรรมและจริยธรรม มีแนวทางดังนี้ ผู้บริหารควรเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการหรือเข้าค่ายเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม และผู้บริหารควรมีจิตสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เสียสละ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส่และสามารถตรวจสอบได้ ยึดมั่นในจริยธรรม ยืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม <br />3.3 ด้านความรู้ความสามารถ มีแนวทางดังนี้ ผู้บริหารควรเข้าการอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน และการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เปิดโอกาสให้ตนเองเป็นผู้แสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองในทักษะใหม่ ๆ เช่น ทักษะในยุคดิจิทัล และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและรับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ผลการวิจัยพบว่า</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1105
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
2025-07-18T10:51:52+07:00
เบดู สุดทิราด
besouthilat@gmail.com
เพลินพิศ ธรรมรัตน์
besouthilat@gmail.com
ธวัชชัย ไพใหล
besouthilat@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน โรงเรียนมัธยมสังกัดแผนกศึกษาธิการและกีฬา แขวงสะหวันนะเขต ปีการศึกษา 2567 จำนวน 348 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi – stage Random Sampling) จำแนกเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 87 คน และครูผู้สอน จำนวน 261 คน จาก 87 โรงเรียน โดยใช้วิธิีสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลากแบบใส่คืน (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ <br />แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยแบบสอบถามสภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจ<br />จำแนก อยู่ระหว่าง 0.549 - 0.907 ค่าความเชื่อมั่น 0.990 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.553 - 0.915 ค่าความเชื่อมั่น 0.969 และ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ใช้สถิติที (t - test ชนิด Independent Samples) การทดสอบเอฟ (F - test) แบบการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และการวิเคราะห์ค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น แบบปรับปรุง (Modified Priority Needs Index; PNI<sub>modified</sub>) <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1.สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา อยู่ในระดับมาก และอยู่ในระดับมากที่สุด<br />2. สภาพปัจจุบันภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน จำแนกตาม สถานภาพการดำรงตำแหน่ง ประเภทของโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ประเภทของโรงเรียน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน <br />3. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยพิจารณาเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านการพัฒนาตนเองทางดิจิทัล ด้านสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหาร ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ทางดิจิทัล ด้านการเป็นผู้นำการสื่อสารทางดิจิทัล และด้านสนับสนุนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี<br />4. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ต้องพัฒนาคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ด้านการพัฒนาตนเองทางดิจิทัล และด้านสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหาร โดยมีแนวทางพัฒนา ดังนี้ 1) กำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัลชัดเจนและมีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กร 2) เข้ารับการอบรมและสัมมนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการบริหาร 3) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยี</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1141
ความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศภายในสถานศึกษากับผลลัพธ์การเรียนรู้ผู้เรียน (KSEC) ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1
2025-07-18T10:55:44+07:00
โอภาส พิพิธภัณฑ์
opas.ph66@snru.ac.th
สุรัตน์ ดวงชาทม
opas.ph66@snru.ac.th
ฐปนีย์ นารี
opas.ph66@snru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์และหาแนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษากับผลลัพธ์การเรียนรู้ผู้เรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอนในปีการศึกษา 2567 จำนวน 343 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 53 คน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ 53 คน และครูผู้สอน จำนวน 237 คน <br />จากจำนวน 53 โรงเรียน วิธีสุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi – Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้<br />ในวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยคุณภาพของแบบสอบถาม ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา มีอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.473 - 0.854 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .940 และผลลัพธ์การเรียนรู้ผู้เรียนในโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.310 - 0.802 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ .867 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และการหาค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Product - Moment Correlation Coefficient)<br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. การนิเทศภายในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการและครูผู้สอนโดยรวม อยู่ในระดับมาก<br />2. ผลลัพธ์การเรียนรู้ผู้เรียนในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน โดยรวม อยู่ในระดับมาก<br />3. ผลการเปรียบเทียบการนิเทศภายในสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งและประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกันและจำแนกตามขนาดของโรงเรียน พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br />4. ผลการเปรียบเทียบผลลัพธ์การเรียนรู้ผู้เรียนในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งและประสบการณ์ในการทำงาน ขนาดของโรงเรียน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดของโรงเรียน พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br />5. ความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศภายในสถานศึกษากับผลลัพธ์การเรียนรู้ผู้เรียนในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <br />6. แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษากับผลลัพธ์การเรียนรู้ผู้เรียนในโรงเรียน จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการวางแผนการนิเทศภายในสถานศึกษา มีการใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการวางแผนช่วยให้โรงเรียนสามารถกำหนดเป้าหมายและแนวทางได้อย่างแม่นยำ 2) ด้านการปฏิบัติการนิเทศภายในสถานศึกษา มีการปฏิบัติการนิเทศควรมีกระบวนการที่ชัดเจน ติดตามผลการประเมินผลอย่างชัดเจน และการใช้เกณฑ์ที่เหมาะสมในการประเมินเป็นสิ่งสำคัญ 3) ด้านการติดตามและประเมินผลการนิเทศภายใน โรงเรียนควรพัฒนาเครื่องมือประเมินที่หลากหลายและเหมาะสม เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้ครอบคลุมและสะท้อนผลลัพธ์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง และ 4) ด้านการรายงานผลการนิเทศภายในสถาน มีการรายงานผลต้องมีการจัดระเบียบข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้ครูและผู้บริหารสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาการสอนในระยะยาว</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1248
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับความสามารถใน การจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม
2025-11-16T14:39:26+07:00
ธิปก อภัยโส
thipok.ap66@snru.ac.th
สวัสดิ์ โพธิวัฒน์
thipok.ap66@snru.ac.th
ไชยา ภาวะบุตร
thipok.ap66@snru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาและความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม การวิจัยมี 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาและความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย บุคลากรในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม ปีการศึกษา 2567 จำนวน 335 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน ใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.230 – 0.583 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.912 และข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล มีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.230 – 0.478 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.841 <br />และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน ตอนที่ 2 หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาและความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วทำการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวม อยู่ในระดับมาก<br />2. ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล โดยรวม อยู่ในระดับมาก<br />3. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา<br />ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งและประสบการณ์ในการทำงาน โดยรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนจำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />4. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัลของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งและขนาดโรงเรียน โดยรวม พบว่า แตกต่างกันโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยรวม พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br />5. ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม พบว่า โดยรวม มีความสัมพันธ์กันทางบวก โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง (rxtyt = 0.669) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br />6. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัลที่ควรได้รับการพัฒนา 3 ด้าน คือ 1) ด้านการมีจินตนาการ ผู้บริหารควรส่งเสริมจินตนาการโดยสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง ใช้นวัตกรรม และสร้างแรงบันดาลใจให้ครูคิดนอกกรอบ สนับสนุนการทำงานเป็นทีม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมมือกับเครือข่ายภายนอกเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ 2) ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ สร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง กระตุ้นให้ครูและผู้เรียนคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ และ 3) ด้านการมียืดหยุ่น ผู้บริหารควรเปิดรับแนวคิดใหม่ ปรับตัวตามสถานการณ์ ใช้เทคโนโลยีเสริมการเรียนรู้ และบริหารงานอย่างยืดหยุ่นตามบริบทผู้เรียนและสังคมยุคดิจิทัล</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1263
ความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงาน วิชาการโรงเรียนขนาดเล็กสู่ความเป็นเลิศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
2025-11-16T14:41:06+07:00
ปานสิริ คงอุ่น
pansiri29052534@gmail.com
สุรัตน์ ดวงชาม
pansiri29052534@gmail.com
ปัทมา จันทพันธ์
pansiri29052534@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กสู่ความเป็นเลิศ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 225 คน จำแนกเป็นกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 40 คน และครูผู้สอน จำนวน 185 คน จากโรงเรียน 100 โรงเรียน การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วยแบบสอบถามความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สภาพปัจจุบันมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.365 - 0.943 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.950 และสภาพที่พึงประสงค์มี ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.568 - 0.951 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.995 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์ t - test และ One - way ANOVA และการคำนวณระดับความต้องการจำเป็นใช้วิธี Modified Priority Needs Index (PNImodified)<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สภาพปัจจุบันประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก <br />2. สภาพที่พึงประสงค์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด <br />3. ผลการเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน มีความแตกต่างกัน<br />4. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุงประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นที่มีค่าความต้องการจำเป็นสูงกว่าค่าความต้องการจำเป็นโดยรวม 0.172 โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 4 ลำดับ ดังนี้ ด้านการเรียนการสอน (PNI<sub>modified</sub> = 0.307) ด้านแผนงานวิชาการ (PNI<sub>modified</sub> = 0.262) ด้านวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (PNI<sub>modified</sub> = 0.243) ด้านหลักสูตร (PNImodified = 0.190)<br />5. ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา ผู้วิจัยนำค่าความต้องการจำเป็น ของประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่ 1) ด้านการเรียนการสอน การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนขนาดเล็กควรเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน 2) ด้านแผนงานวิชาการ การพัฒนาแผนงานวิชาการให้มีคุณภาพต้องใช้ความร่วมมือจากทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน 3) ด้านวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การใช้วิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการสอนและการเรียนรู้ในห้องเรียน และ 4) ด้านหลักสูตร ควรประชุมชี้แจงแนวทางให้แก่ผู้พัฒนาหลักสูตรก่อนเริ่มการพัฒนา</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1261
ประสิทธิผลและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2025-11-16T14:45:14+07:00
ธวัชชัย มันอาษา
m.thawatchai@pccm.ac.th
สุรัตน์ ดวงชาทม
m.thawatchai@pccm.ac.th
วรกัญญาพิไล แกระหัน
m.thawatchai@pccm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาประสิทธิผลและแนวทางพัฒนาการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มตัวอย่างจำนวน 169 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 39 คน หัวหน้างานแผนงานและงบบประมาณจำนวน 13 คน หัวหน้างานการเงินจำนวน 13 คน หัวหน้างานบัญชีจำนวน 13 คน หัวหน้างานพัสดุและสินทรัพย์จำนวน 13 คน และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 78 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.75 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าเอฟ (F - test) แบบการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way Anova) หากพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยจะทำการทดสอบเป็นรายคู่โดยใช้วิธีของ Scheffe's Method <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ<br />ราชวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก<br />2. ประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ<br />ราชวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านงานแผนงานและงบประมาณ หัวหน้างานแผนงานและงบประมาณ หัวหน้างานการเงิน หัวหน้างานพัสดุและสินทรัพย์แตกต่างกัน<br />อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ด้านงานการเงิน ด้านบัญชี และด้านงานพัสุดและสินทรัพย์ พบว่าผู้บริหารสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กับหัวหน้างานแผนงานและงบประมาณ หัวหน้างานพัสดุและสินทรัพย์ และบุคลากรทางการศึกษา ดังนั้นเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้<br />3. ประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่าโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01<br />4. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจำนวน 2 ด้านมีดังนี้ <br />4.1 ด้านงานการเงินควรมีกำหนดนโยบายโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านงานการเงินในการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานของโรงเรียนมีการกำกับ ติดตาม ผู้บริหารควรเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดี<br />4.2 ด้านงานพัสดุและสินทรัพย์ผู้บริหารและหัวหน้างานแผนงานงบประมาณต้องร่วมกันวางแผน ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นผู้บริหารและหัวหน้างานแผนงานแงบประมาณต้องร่วมกันวางแผน ผู้บริหารควรสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างบุคลากร</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1035
ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ในสถานศึกษาอาชีวภาครัฐจังหวัดนครพนม
2025-05-15T16:02:18+07:00
ชนวีร์ ทองสุข
chanavee.th@gmail.com
สายันต์ บุญใบ
chanavee.th@gmail.com
วรกัญญาพิไล แกระหัน
chanavee.th@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาอาชีวภาครัฐจังหวัดนครพนม กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970, pp. 607 -610, อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด, 2560, หน้า 43) ได้จำนวน 205 คน แต่ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำแนกเป็นผู้บริหาร จำนวน 18 คน และครูจำนวน 187 คน จากสถานศึกษาอาชีวภาครัฐในจังหวัดนครพนม จำนวน 4 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหาร และประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู โดยเป็นแบบมาตราส่วนการประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ (t - test) ชนิด Independent Samples การทดสอบเอฟ (F - test) แบบการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOWA) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson Product -<br />Moment Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression analysis) <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ภาวะผู้นำของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />2. ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />3. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู จำแนกตามสถานภาพการ<br />ดำรงตำแหน่งและประเภทสถานศึกษา พบว่ามีความแตกต่าง จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ไม่พบความแตกต่าง<br />4. การเปรียบเทียบประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งและประเภทสถานศึกษา พบว่ามีความแตกต่าง จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ไม่พบความแตกต่าง<br />5. ภาวะผู้นำของผู้บริหาร มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู อยู่ในระดับสูงมาก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = 0.795)<br />6. ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู มี 4 ด้าน คือ ด้านการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา ด้านการเชื่อมั่นในตนเอง ด้านการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ <br />อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถเขียนสมการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ในรูปคะแนนดิบ ได้ดังนี้ Y = 1.682 + (1.158X<sub>2</sub>) + (−0.509X<sub>1</sub>) + (−0.231X<sub>5</sub>) + (0.219X<sub>4</sub>) <br />และสามารถเขียนสมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ Zᵧ = (1.404Z<sub>X2</sub>) + (−0.622Z<sub>X1</sub>) + (−0.208Z<sub>X5</sub>) + (0.213Z<sub>X4</sub>)<br />7. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู มี 4 ข้อ ดังนี้ 1) ผู้บริหารควรมีการคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้านเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ผู้บริหารควรพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองโดยการเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวก กล้าคิด กล้าตัดสินใจ 3) ผู้บริหารควรเปิดรับแนวคิดใหม่ กล้าลองสิ่งแปลกใหม่ ส่งเสริมนวัตกรรมทางการบริหารที่ทันสมัย 4) ผู้บริหารควรสื่อสารแบบสองทาง รับฟังความคิดเห็นและใช้ช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/677
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม นักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 32 จังหวัดอุบลราชธานี
2024-12-16T14:00:35+07:00
สัญญา แสนทวีสุข
saowalak.si.61@ubu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนแบบบูรณาการ ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 32 จังหวัดอุบลราชธานี มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานการบริหารงานสภานักเรียนแบบบูรณาการ 2) สร้างรูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนแบบบูรณาการ 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนแบบบูรณาการ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนแบบบูรณาการ โดยมีการวิจัย 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู คณะกรรมการสภานักเรียน รวมจำนวน 162 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบบันทึกองค์ประกอบและตัวชี้วัด 3)แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังและ 4) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ 1) แบบวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม 3) แบบประเมินความถูกต้องและความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนฯ 4) แบบวิเคราะห์เอกสารและ 5) แบบประเมินความถูกต้องและความเหมาะสมของคู่มือการใช้รูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนฯ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และคณะกรรมการสภานักเรียน รวม 183 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจในการบริหารงานสภานักเรียนแบบบูรณาการ 2) แบบประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนฯ 3) เอกสารประกอบ การประชุมสนทนากลุ่ม 4) แบบบันทึกการประชุมสนทนากลุ่ม ระยะที่ 4 ผลการประเมินรูปแบบ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู และคณะกรรมการสภานักเรียน รวม 162 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินโครงการและผลการแข่งขัน 2) แบบประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการบริหารงานสภานักเรียนฯ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารงานสถานักเรียนฯ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และค่าสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น ค่าคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า<br />1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า สภาพปัจจุบัน โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก สภาพที่คาดหวัง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อจัดลำดับความต้องการจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการสร้างเครือข่าย ด้านชุมชนสัมพันธ์ และด้านการสร้างจิตอาสา ตามลำดับ<br />2. ผลการพัฒนารูปแบบ พบว่า มี 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) การดำเนินการ 5) การประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ ซึ่งรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบมีความถูกต้อง<br />และความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด<br />3. ผลการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า ความรู้ความเข้าใจของผู้บริหาร ครู นักเรียนคณะกรรมการสภานักเรียนเกี่ยวกับการบริหารงานสภานักเรียน โดยรวมมีระดับพัฒนาการอยู่ในระดับสูงมาก และหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 <br />4. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารงานสภานักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1034
ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายใน ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครพนม
2025-04-29T11:12:55+07:00
วัชรวีร์ ปั้นงาม
ballice7@gmail.com
เพลินพิศ ธรรมรัตน์
ballice7@gmail.com
ผกาพรรณ วะนานาม
ballice7@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและหาแนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานประกันคุณภาพ และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครพนม จำนวน 114 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi - stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบมีค่า ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 และการศึกษาแนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครพนม จำนวน 3 โรงเรียน ใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวมรวบข้อมูล สถิติที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs: PNI<sub>Modified</sub>) <br />ผลการวิจัย พบว่า <br />1. สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />2. ผลการเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดโรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนสภาพที่พึงประสงค์จำแนกตามสถานภาพ และขนาดโรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานไม่มีความแตกต่างกัน<br />3. ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ (1) ด้านการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา (2) ด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (3) ด้านการติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษา (4) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา (5) ด้านการประเมินและตรวจสอบคุณภาพ การศึกษาภายในสถานศึกษา (6) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาที่มุ่งคุณภาพ และ (7) ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง ตามลำดับ <br />4. แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครพนม มีแนวทางในการพัฒนา 3 ด้าน คือ ด้านการดำเนินงานตามแผนการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และด้านการติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษา </p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1238
แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยุคดิจิทัล ของโรงเรียนในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1
2025-07-09T16:04:12+07:00
ศรุติ วงค์อินทร์
sarutmednun17@gmail.com
คมศิลป์ ประสงค์สุข
66867210@g.cmru.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน และปัญหาการพัฒนาในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยุคดิจิทัล และ 2) แนวการพัฒนาในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยุคดิจิทัลของโรงเรียนในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 188 คน และกลุ่มเป้าหมายผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 11 คน เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed methods) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสังเคราะห์องค์ประกอบ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผลค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ที่กำหนด<br />ผลการศึกษาพบว่า<br />1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยุคดิจิทัล พบว่าสภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพปัญหาที่มีจำนวนมากที่สุด การบริหารวิชาการ คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ไม่มีความเสถียรให้กับครูและนักเรียน การบริหารงบประมาณ คือ งบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีคุณภาพ การบริหารงานบุคคล คือ บุคลากรที่รับผิดชอบด้านงานบุคคลไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบเทคโนโลยี และการบริหารทั่วไป คือ บุคลากรขาดการอบรมหรือการพัฒนาทักษะการใช้งานเทคโนโลยีที่เพียงพอ <br />2. แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารยุคดิจิทัล ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารวิชาการ สถานศึกษาควรนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน การจัดการแผนการเรียน และประเมินการสอบ จัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน 2) การบริหารงบประมาณ สถานศึกษาควรพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการบันทึกและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ วางแผนงบประมาณอย่างรอบคอบและมีเป้าหมายระยะยาว มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล อย่างรัดกุม สามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส 3) การบริหารงานบุคคล สถานศึกษาส่งเสริมจัดอบรมให้ความรู้ครูผู้สอนพัฒนาตนเองผ่านการอบรม ออนไลน์ หรือ อบรมเชิงปฏิบัติการ ตามความสนใจ ในทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน สถานศึกษา และการพัฒนาวิชาชีพตนเอง มีระบบบริหารทรัพยากรบุคคลเข้ามาใช้จัดเก็บข้อมูลประวัติการปฏิบัติงาน การประเมินผล และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในสถานศึกษา 4) การบริหารทั่วไป สถานศึกษาควรจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี โดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์วางแผน กำหนดเป้าหมายความสำเร็จอย่างชัดเจน และใช้ระบบดิจิทัลในการจัดเก็บเอกสารงานธุรการ และงานสารบรรณ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ </p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1623
คุณลักษณะของดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาที่พึงประสงค์ เพื่อส่งเสริมการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
2025-12-11T15:01:51+07:00
วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์
wisutwichitputchraporn@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาคุณลักษณะของดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาที่พึงประสงค์เพื่อส่งเสริมการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการบริหารการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาคกลาง จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิดที่มีความตรงเชิงเนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ และ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษาควรมีความรู้ที่เพียงพอเกี่ยวกับทฤษฎีการบริหารการศึกษาอย่างลุ่มลึก รอบรู้สถานการณ์โลกยุคใหม่ มีทักษะการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่หรือแก้ปัญหาแบบองค์รวม มีจริยธรรมที่เน้นความซื่อสัตย์สุจริต และมีภาวะผู้นำ</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1108
การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาวิถีใหม่โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของโรงเรียนทาเหนือวิทยา
2025-05-14T13:44:49+07:00
เกียรติศักดิ์ ชัยยาณะ
kiadtisak.c@wattano.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาวิถีใหม่โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของโรงเรียนทาเหนือวิทยา มี 5 ระยะ ดังนี้ 1) สังเคราะห์และยืนยันองค์ประกอบการบริหารโรงเรียนโดยศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและพัฒนาแนวทางการบริหารโรงเรียนโดยสอบถามความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 204 คน และสนทนากลุ่มกับครู จำนวน 15 คน 3) พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนโดยการมีส่วนร่วมของครู จำนวน 15 คน และประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน 4) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารโรงเรียนกับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 186 คน ครู จำนวน 15 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครอง จำนวน 130 คน โดยใช้แบบประเมินสมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม แบบประเมินพฤติกรรมด้านคุณธรรม<br />และจริยธรรม และแบบสอบถามความคิดเห็น และ 5) ประเมินผลรับรองและขยายผลรูปแบบการบริหารโรงเรียน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย 38 โรงเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ดัชนี PNI<sub>modified</sub> และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. องค์ประกอบการบริหารโรงเรียน มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การพัฒนาและบริหารหลักสูตรวิถีใหม่ 2) การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้อิงบริบท 3) การวัดและประเมินผลแนวใหม่ 4) การพัฒนาและส่งเสริมครูด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 5) การประสานความร่วมมือและสร้างภาคีเครือข่าย และ 6) การพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วม <br />2. ความต้องการจำเป็นสูงสูดคือกลยุทธ์ด้านการบริหารโรงเรียน รองลงมาคือกลยุทธ์ด้านการพัฒนาครู และน้อยที่สุดคือกลยุทธ์ด้านการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ โดยมีภาพรวมดัชนี PNImodified เท่ากับ 0.58 ส่วนแนวทางการบริหารโรงเรียน มี 9 องค์ประกอบ<br />3. รูปแบบการบริหารโรงเรียน ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์ การวัดและประเมินผล ระบบสนับสนุน ปัจจัยสู่ความสำเร็จ และการให้ข้อมูลย้อนกลับ และมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />4. ประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารโรงเรียน ได้แก่ สมรรถนะการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด พฤติกรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมอยู่ในระดับมากที่สุด และความคิดเห็นของผู้ปกครองอยู่ในระดับมากที่สุด <br />5. ผลประเมินผลรับรองรูปแบบการบริหารโรงเรียนภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และขยายผลไปโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 38 โรงเรียน</p>
2026-01-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร