วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth <p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/banner.png" /></p> <p class="card-text"> </p> <p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/jeal2.png" alt="" width="250" height="367" /></p> <p class="card-text"><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ </strong><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br /></strong><strong>Journal of Educational Administration and Leadership Sakhon Nakhon Rajabhat University</strong> </p> <p class="card-text">วารสารฐาน TCI กลุ่ม 2 Thai Journal Citation Index (TCI) 2<br />ISSN : 2985-2013 (Print)<br />ISSN : 2985-203X (Online)<br /><br /><strong>ขอบเขตวารสาร</strong></p> <p class="card-text">เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและงานวิจัยในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ - จิตวิทยา - เทคโนโลยี - สหวิทยาด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านการศึกษา การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ</p> <p class="card-text"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เเพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ งานวิจัย และบทความวิทยานิพนธ์ในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา สาขาวิชาภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา</li> <li>เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ และผู้ใช้บัณฑิตทางการศึกษา</li> <li>เพื่อส่งเสริมเครือข่ายคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาในประเทศไทย</li> </ol> <div><strong>กำหนดการเผยแพร่: 4 ฉบับ/ปี</strong></div> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม เผยแพร่ เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน เผยแพร่ กรกฎาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน เผยแพร่ ตุลาคม</li> <li>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม เผยแพร่ มกราคม</li> </ul> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p>ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />เปิดรับบทความทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ค่าตีพิมพ์<br />บุคคลภายใน ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 2,500 บาท ต่อ 1 บทความ<br />บุคคลภายนอก ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 4,000 บาท ต่อ 1 บทความ</p> Sakon Nakhon Rajabhat University th-TH วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2985-2013 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1685 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มบริหารงานและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 249 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 21 คน หัวหน้ากลุ่มบริหารงาน จำนวน 36 คน และครูผู้สอน จำนวน 192 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.994 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.827 – 0.995 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการดำเนินงานศูนย์การศึกษาพิเศษ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.994 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.475 – 0.998 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติเอฟ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า <span style="font-size: 0.875rem;">1. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มบริหารงาน</span>และครูผู้สอน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <span style="font-size: 0.875rem;">2. ประสิทธิผลการดำเนินงานศูนย์การศึกษาพิเศษ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มบริหารงานและครูผู้สอน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มบริหารงานและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพ พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิผลการดำเนินงาน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหัวหน้ากลุ่มบริหารงานและครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพและประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยรวม พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์กัน (r</span><sub>XY</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.737**) 6. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ</span>ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านการสื่อสารดิจิทัล และด้านการสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และด้านที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ด้านความสามารถในการใช้ดิจิทัล โดยมีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 55.30 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.29017 7.<span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ มีจำนวน 3 ด้าน คือ 7.1) ด้านการสื่อสารดิจิทัล ดำเนินการโดยผู้บริหารต้องรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เหมาะสมในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและเพิ่มความสะดวกสบายในการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น 7.2) ด้านการสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ดำเนินการโดยผู้บริหารต้องสร้างแนวทางการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสถานศึกษา</span>และส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีในสถานศึกษาเพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติงานด้วยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม 7.3) ด้านความสามารถในการใช้ดิจิทัล ดำเนินการโดยผู้บริหารต้องพัฒนาความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของสถานศึกษาให้สะดวกรวดเร็ว เป็นระบบ ครอบคลุมและเข้าถึงการให้บริการทางการศึกษามากยิ่งขึ้น</p> วานิชชา จ๋าพิมาย ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ สุรัตน์ ดวงชาทม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 1 13 การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัล ของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2004 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 348 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 โดยสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ และแบบสัมภาณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One – Way ANOVA) และการคำนวณระดับความต้องการจำเป็นใช้วิธี Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. สภาพปัจจุบันภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพ ลักษณะการเปิดสอน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3. สภาพที่พึงประสงค์ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน จำแนกตามสถานภาพ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน 4. ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร แต่ละด้านมีลำดับที่แตกต่างกัน เรียงอันดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ การสร้างบรรยากาศ และวัฒนธรรมดิจิทัลในโรงเรียน (PNI<sub>modified</sub> = 0.482) การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการและวางแผน (PNI<sub>modified</sub> = 0.475) การกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัลและการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยี (PNI<sub>modified</sub> = 0.472) การพัฒนาหลักสูตรและการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ (PNI<sub>modified</sub> = 0.464) การนิเทศการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด (PNI<sub>modified</sub> = 0.444) 5. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร สรุปจากคำสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิดังนี้ 1) ด้านการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมดิจิทัลในโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการเรียนการสอนและการบริหารจัดการโรงเรียน 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการและวางแผน ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ หรือแพลตฟอร์มการจัดการโรงเรียนเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ 3) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัลและการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยี ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ของการศึกษาและเทคโนโลยี สร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการเรียนรู้ตลอดชีวิต</span>ผู้บริหารสถานศึกษาต้องกำหนดพันธกิจและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่สามารถวัดผลได้ มีการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ให้เป็นของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหาร แต่ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนต้องมีส่วน</p> ชัยณรงค์ มีบุญ วีรวัฒน์ คำแสนพันธ์ ไชยา ภาวะบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 14 24 ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารในยุคพลิกผัน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2008 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ ศึกษาความสัมพันธ์ ศึกษาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารในยุคพลิกผันที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะการเปิดสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 340 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 78 คน และครูผู้สอน จำนวน 262 คน ในปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารในยุคพลิกผัน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.946 และแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.933 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t - test ชนิด Independent Samples การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารในยุคพลิกผัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารในยุคพลิกผัน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า โดยรวมมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวม พบว่า ทั้งโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 4. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จำแนกตามประเภทโรงเรียนที่เปิดทำการเรียนการสอนและจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 5. ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารในยุคพลิกผัน และประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์กันปานกลาง (r = 0.698**) 6. ภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารในยุคพลิกผัน สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีจำนวน 3 ด้าน คือ ความท้าทายในการปรับตัวตามกระแสโลกาภิวัตน์ การสร้างความกลมเกลียวในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง และการมีวิสัยทัศน์เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 51.10 7. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนผู้บริหารในยุคพลิกผัน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 เสนอแนะไว้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์เท่าทันการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้บริหารกำหนดทิศทางให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สื่อสารให้ทั่วถึง และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรให้ยืดหยุ่นพร้อมปรับตัว 2) ด้านการสร้างความกลมเกลียวในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่าง สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อลดความขัดแย้งในองค์กร และ 3) ด้านความท้าทายในการปรับตัวตามกระแสโลกาภิวัตน์ คือ ผู้บริหารควรเร่งทักษะดิจิทัลและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เพื่อปรับตัวต่อกระแสโลกาภิวัตน์</p> อัญชลีพร ชมภูเพชร สายันต์ บุญใบ ชรินดา พิมพบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 25 37 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2049 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรในโรงเรียนมาตรฐานสากล&nbsp; ปีการศึกษา 2568 จำนวน 317 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยมีค่าอำนาจจำแนก 0.467 - 0.844 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.953 และแบบสอบถามการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล มีค่าอำนาจจำแนก 0.678 - 0.878&nbsp; มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.956 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน&nbsp; ผลวิจัยพบว่า&nbsp; 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร ในโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; 2) การปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; 3)&nbsp; ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารในโรงเรียนมาตรฐานสากล จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดสหวิทยาเขต พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน&nbsp; 4) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่&nbsp; พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดสหวิทยาเขต พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน&nbsp; 5) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยรวมและรายด้าน พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง (r<sub>xtyt</sub>= 0.701**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01&nbsp;&nbsp; 6) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร ที่สามารถพยากรณ์การปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนมาตรฐานสากล มีจำนวน 4 ด้าน ดังนี้ การทำงานเป็นทีม การมีจินตนาการ ความยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ โดยรวมมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 49.10 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.28162 และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ ได้แก่&nbsp; Y′t = 1.687 + 0.215 X<sub>5</sub> + 0.178 X<sub>1</sub> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;+ 0.151 X<sub>4</sub> + 0.105 X<sub>2</sub> และ&nbsp; Z′<sub>t</sub> = 0.260 Z<sub>5</sub> + 0.224 Z<sub>1</sub> + 0.196 Z<sub>4</sub> + 0.136 Z<sub>2 </sub>&nbsp;&nbsp;7) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร จำนวน 4 ด้าน&nbsp; ได้แก่ 1) การมีจินตนาการ ผู้บริหารควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนกว้างไกล ส่งเสริมการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์&nbsp; รวมถึงมีการใช้ข้อมูลและการคิดเชิงกลยุทธ์ในการตัดสินใจ 2) ความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารควรมีการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมและคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ โดยเป็นผู้อำนวยความสะดวกและแรงบันดาลใจการทำงานให้กับบุคลากร&nbsp; &nbsp;3) ความยืดหยุ่น ผู้บริหารควรมีการปรับตัวเชิงกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง มีการใช้ไหวพริบและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดรับความคิดเห็นและความร่วมมือ&nbsp; และ 4) การทำงานเป็นทีม ผู้บริหารควรมีการสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจ กำหนดเป้าหมายร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสื่อสาร รวมถึงการกระจายอำนาจและการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันที่ยืดหยุ่น</p> พงษ์พัฒน์ ยะพลหา สวัสดิ์ โพธิวัฒน์ วัฒนา สุวรรณไตรย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 38 49 แนวทางการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1064 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุงการบริหารงานบุคคลของโรงเรียน และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มประชากร ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคล และข้าราชการครูในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จำนวน 4 แห่ง รวมประชากรทั้งหมด 148 คน และผู้ทรงคุณวุฒิผู้ให้ข้อมูล โดยการสัมภาษณ์ คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 7 คน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสังเคราะห์องค์ประกอบ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปเป็นความเรียงเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุงแนวทางการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุงเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การออกจากราชการ การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง การประเมินผลการปฏิบัติงาน การวางแผนอัตรากำลัง วินัยและการรักษาวินัย และการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ 2. แนวทางการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พิจารณาจากดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) การออกจากราชการเป็นสิทธิของข้าราชการ <br />และบุคลากร แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายและไม่อยู่ระหว่างการดำเนินการทางวินัย การอนุมัติขึ้นอยู่กับหน่วยงานต้นสังกัดตามระเบียบราชการ ตามกระบวนการให้เป็นไปอย่างถูกต้อง 2) การสรรหา และบรรจุแต่งตั้งบุคลากรในสถานศึกษาต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัดสรรอัตรากำลังตามสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างครูกับนักเรียน และให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส สถานศึกษาต้องจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบคัดเลือกบุคลากรผ่านกระบวนการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 3) การประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรในสถานศึกษาควรกำหนดเกณฑ์มาตรฐานล่วงหน้าให้บุคลากรรับทราบ เพื่อความชัดเจน และเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยแต่ละกลุ่มงานควรมีเกณฑ์ และวิธีประเมินที่เหมาะสมสถานศึกษาควรดำเนินการประเมินผลเป็นรายไตรมาส รวม 4 ครั้งต่อปี เพื่อสะท้อนคุณภาพงานอย่างต่อเนื่องและใช้ผลประเมินในการพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพ</p> สุริษา กลหิรัญ ประพันธ์ ธรรมไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 50 61 การศึกษาการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอขุนยวม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1062 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอขุนยวม 2) ศึกษาแนวทางการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอขุนยวม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ คือผู้บริหารสถานศึกษา และครูกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอขุนยวม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 ปีการศึกษา 2567 รวมจำนวน 56 คน และกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการสัมภาษณ์เพื่อหาแนวทางการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอขุนยวม คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครู รวมจำนวน 9 คน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์การบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอขุนยวม มีค่าความเที่ยงตรงอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.944 แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.994 และแบบบันทึกการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาสรุปบรรยายแบบพรรณนา และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับ ความต้องการจำเป็นการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอขุนยวม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 สภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิเคราะห์ดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2) การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยี เพื่อการศึกษา 3) การวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน 4) การนิเทศการศึกษา 5) การพัฒนาหลักสูตรของ 6) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 7) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามลำดับ 2. แนวทางการบริหารวิชาการของโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษาอำเภอขุนยวม พิจารณาจากดัชนี การจัดลำดับความต้องการจำเป็นสามอันดับแรก 1) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษาควรกำหนดเกณฑ์ประเมินตามสภาพความเป็นจริง และสภาพแวดล้อมประชุมวางแผนร่วมกับทุกฝ่ายผ่านรูปแบบ PDCA รายงานผลต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และควรรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับผลการดำเนินงานในรอบปีการศึกษา 2) การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ควรให้ครูจัดทำแผนพัฒนาตนเอง ให้ครูจัดทำสื่อที่แปลกใหม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบันจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้สื่อในห้องเรียน สถานศึกษาสนับสนุนให้ครูอบรมเพื่อพัฒนาตนเองครูควรพัฒนาจัดทำสื่อทุกภาคเรียน ควรส่งเสริมให้ครูใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ ๆ สถานศึกษาควรมีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายควรเลือกสื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา และลักษณะของผู้เรียนและสถานศึกษาควรมีการประเมินการใช้สื่อนวัตกรรมอย่างหลากหลาย 3) การวัดผลประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ควรจัดอบรมปฏิบัติการแนะนำเครื่องมือที่ใช้วัดผลประเมินให้มีความหลากหลาย ครูควรศึกษาเอกสารตามระเบียบการวัดผลให้ถูกต้อง ครูควรใช้วิธีการวัดผลประเมินผลที่หลากหลายที่เน้นสถานการณ์จริง เครื่องมือต้องผ่านการหาคุณภาพของเครื่องมือ มีการจัดทำระเบียบ และแนวปฏิบัติการวัดผลในแต่ละระดับที่ชัดเจนกำหนดระเบียบและแนวปฏิบัติการวัดผลประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียนให้สอดคล้องกับหลักสูตร</p> กัญญารัตน์ จันแจ่ม ประพันธ์ ธรรมไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 62 73 ข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/968 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาสภาพปัญหา ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ จำนวน 1 คน ครูวิชาการ จำนวน 1 คน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาหรือผู้แทน จำนวน 1 คน และตัวแทนผู้ปกครอง จำนวน 1 คน จากโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ รวม 24 คน และกลุ่มเป้าหมายที่ใช้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 1 คน ศึกษานิเทศก์ประจำศูนย์เครือข่ายสถานศึกษาของโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 จำนวน 4 คน ผู้บริหารโรงเรียนคุณภาพ จำนวน 4 คน รวม 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการประชุม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพปัญหาการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ ตามองค์ประกอบ 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนนักเรียน อาคารเรียนไม่เพียงพอหรือทรุดโทรม ขาดห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง และระบบสาธารณูปโภคที่ไม่เสถียร รวมถึงขาดบุคลากรเฉพาะทางที่จะดูแลนักเรียนอย่างรอบด้าน 2) ด้านผู้บริหารและครูพบว่า ขาดทักษะการบริหารเชิงกลยุทธ์ ครูมีคุณวุฒิไม่ตรงตามวิชาเอกและมีภาระงานมากเกินไป 3) ด้านการบริหารจัดการ ยังเป็นแบบรวมศูนย์ ขาดการกระจายอำนาจ และมีงานเอกสารที่มากเกินความจำเป็น 4) ด้านการจัดการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เน้นการบรรยายและท่องจำมากกว่าการคิดวิเคราะห์ และ 5) ด้านผู้เรียนพบว่านักเรียนขาดแรงจูงใจในการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่ามาตรฐาน และขาดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 2. ผลการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของนโยบายและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติ ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนนักเรียน จัดสรรงบประมาณแบบก้าวหน้า พัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้านผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ปฏิรูประบบการคัดเลือกและพัฒนาผู้บริหาร กำหนดอัตรากำลังแบบยืดหยุ่น พัฒนาระบบ Coaching and Mentoring จัดทำแผนพัฒนาวิชาชีพรายบุคคล ด้านการบริหารจัดการ ส่งเสริมการกระจายอำนาจ พัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน ที่สร้างกลไกการมีส่วนร่วม นำระบบข้อมูลสารสนเทศ ด้านการจัดการเรียนรู้ พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาระบบการนิเทศภายใน ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ด้านผู้เรียน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning Pathways) ตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน พัฒนาระบบแนะแนวและให้คำปรึกษาที่เชื่อมโยงกับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ</p> สุภาวดี ไตรโยธี วีระศักดิ์ สุวรรณไตรย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 74 84 แนวทางการพัฒนาโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทยเพื่อยกระดับ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1014 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการดำเนินงานโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับประถมศึกษา โดยเน้นที่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน นอกจากนี้ ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้สามารถยกระดับทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษากรณี (Case Study) โดยการเก็บข้อมูลจากโรงเรียนในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับประถมศึกษา รุ่นที่ 3 จำนวน 20 โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามสำหรับครูผู้สอน, แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียน, และแบบสังเกตการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบและปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานของโครงการ ผลการวิจัยพบว่า โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ระดับประถมศึกษา มีผลในการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในหลายด้าน โดยเฉพาะทักษะการทดลอง การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล นักเรียนมีความสนใจในวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเมื่อได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และการทดลองจริงในห้องเรียน การอบรมครูเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมและน่าสนใจ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียน การมีส่วนร่วมของครูในการพัฒนาตนเอง การนิเทศ ติดตามอย่างต่อเนื่อง และการใช้สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมแนวทางการพัฒนาโครงการที่เสนอในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน และการสนับสนุนให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาและอบรมครูอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถนำวิธีการสอนที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการเรียนการสอนได้</p> ธัชพล คุณแก้ว วีระศักดิ์ สุวรรณไตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 86 94 การบริหารวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/984 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง 2) ศึกษาแนวทางการบริหารวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 181 คน และกลุ่มเป้าหมายผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน คือ ผู้บริหารการศึกษาและศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้าฝ่ายวิชาการ จากสถานศึกษาที่มีผลการปฏิบัติเป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการบริหารวิชาการ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปบรรยายแบบพรรณนาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการบริหารวิชาการในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก และรายด้านส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์การบริหารวิชาการในสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุงเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การนิเทศการศึกษา และการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ตามลำดับ 2. แนวทางการบริหารวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1) การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา ส่งเสริมการจัดทำโครงสร้างหลักสูตรตรงตามจุดประสงค์ นำหลักสูตรมาพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา 2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยคำนึงถึงมาตรฐาน ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) การวัดผล ประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียน แต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบกำหนดระเบียบ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลของสถานศึกษา 4) การนิเทศการศึกษา ดำเนินการประชุมวางแผนและมีการกำหนดปฏิทินการนิเทศการสอนอย่างชัดเจน 5) การพัฒนาระบบประกัน คุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา แต่งตั้งคณะดำเนินงานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอย่างชัดเจน มีการประชุมปรึกษาหารือ และ 6) การพัฒนาและการใช้สื่อ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จัดทำโครงการเกี่ยวกับการจัดหา ผลิต และพัฒนาสื่อ นวัตกรรม สนับสนุนให้ครูผู้สอนจัดหาและผลิตสื่อนวัตกรรม และใช้ให้ตรงตามจุดประสงค์และเนื้อหา</p> ศุภัสษร เล้าเศษการ วีรวิชญ์ ปิยนนทศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 95 107 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหาร งานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2054 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 328 คน จำแนกเป็น ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 45 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 45 คน และครูผู้สอน จำนวน 238 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหารมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.898 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.556 - 0.812 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.894 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.593 – 0.808 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหาร จำแนกตามสถานภาพดำรงตำแหน่ง พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามขนาดโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์กันสูง (r<sub>XY</sub> = 0.885**) 6. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหาร ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตัดสินใจเพื่อการบริหาร ด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่เพื่อการบริหาร ด้านทักษะการสืบค้นข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ ด้านการมีส่วนร่วมโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการบริหาร และด้านการรู้ดิจิทัลในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริหาร โดยมีอำนาจพยากรณ์ได้ร้อยละ 92.50 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.16952 7. แนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหาร ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร จำนวน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) สร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการทดลองและพัฒนานวัตกรรม AI 2) พัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านความรู้ดิจิทัลและทักษะการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ในการบริหารงานวิชาการ 3) จัดหาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์ม AI เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจ 4) สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม และ 5) กำหนดกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและเคารพสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา</p> นรากร สุทธิอาจ ภัทรดร จั้นวันดี ระภีพรรณ ร้อยพิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 109 119 การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2055 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความต้องการจำเป็น และแนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ที่ปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2568 จำนวน 325 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 65 คน และครูผู้สอน 260 คน จากโรงเรียน 65 โรงเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi – stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามสภาพปัจจุบันของความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.524 – 0.881 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.904 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ของความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.585 – 0.909 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.918 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติการทดสอบค่าสถิติที (t - test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และการคำนวณความต้องการจำเป็นใช้วิธี Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 อยู่ในระดับมากและมากที่สุด 2. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01จำแนกตามอำเภอที่ตั้ง โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ของมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ด้านการคิดอย่างเป็นระบบในการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ด้านการเป็นบุคคลรอบรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ด้านการมีแบบแผนทางความคิดและมีคุณธรรม จริยธรรม ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงาน และด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมและการประสานเครือข่ายความร่วมมือ 4. แนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ได้จากการจัดลำดับความต้องการจำเป็น 3 ด้าน โดยสรุปข้อเสนอแนะจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ โรงเรียนควรวางแผนกลยุทธ์และแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติการสร้างนวัตกรรมด้านการคิดอย่างเป็นระบบในการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ โรงเรียนควรส่งเสริมการคิดและการตัดสินใจร่วมกันอย่างเป็นระบบ และด้านการเป็นบุคคลรอบรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โรงเรียนควรส่งเสริมให้บุคลากรติดตามข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา</p> ไพจิตรจุฑา สุวรรณวิเศษ เพ็ญผกา ปัญจนะ ธีระ ภูดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 120 131 ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2075 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ศึกษาความต้องการจำเป็นและหาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร การวิจัย 2 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึ่งประสงค์ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามุกดาหาร ปีการศึกษา 2567 จำนวน 278 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 30 คน และครูผู้สอน จำนวน 248 คน จาก 30 โรงเรียน จากนั้นผู้วิจัยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นชั้น (Strata) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยจะมีลักษณะเป็นมาตร ประมาณค่า 5 ระดับ จากมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุดโดยสภาพปัจจุบันของแบบสอบถามทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.542 – 0.738 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .940 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.597 – 0.977 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .994 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. สภาพปัจจุบันทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง จำแนกตามขนาดโรงเรียน และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4. <span style="font-size: 0.875rem;">ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ วิสัยทัศน์ดิจิทัล (PNI</span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.389) กลยุทธ์การบริหารจัดการ (PNI</span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.378) การรู้และเข้าใจดิจิทัล (PNI</span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.354) การประเมินและการคิดวิเคราะห์ (PNI</span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.352) </span>การสร้างสรรค์สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล (PNI<sub>modified</sub> = 0.349) การสื่อสารดิจิทัล (PNI<sub>modified</sub> = 0.349) ในส่วนด้านที่อยู่อันดับสุดท้ายคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (PNI<sub>modified</sub> = 0.347) 5. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางในการพัฒนาของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มี 7 ด้าน ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล</span>ด้านกลยุทธ์การบริหารจัดการ ด้านการรู้และเข้าใจดิจิทัล ด้านการประเมินและการคิดวิเคราะห์ ด้านการสร้างสรรค์สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการสื่อสารดิจิทัล ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมี 34 แนวทางการพัฒนา ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด</p> สราวุธ มาห้างหว้า สุรัตน์ ดวงชาทม ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 132 143 คุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2115 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 336 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ เครซีและมอร์แกน และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.766 - 0.903 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.987 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.805 - 0.920 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติที (t - test) การทดสอบสถิติเอฟ (F - test) การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">คุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 4. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 5. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 (X</span><sub>t</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) กับประสิทธิผล</span>การบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก (Y<sub>t</sub>) มีความสัมพันธ์ทางบวกโดยมีความสัมพันธ์กัน (r<sub>xtyt</sub> = 0.134**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6. <span style="font-size: 0.875rem;">คุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 พบว่ามี 3 ด้าน ที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวม (Y</span><sub>t</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .01 มี 1 ด้าน ได้แก่ </span>ความไว้วางใจ (X<sub>3</sub>) และอีก 2 ด้าน ที่สามารถพยากรประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ความรับผิดชอบ (X<sub>5</sub>) และความซื่อสัตย์ (X<sub>2</sub>) โดยสามารถร่วมกันพยากร ได้ร้อยละ 5.20 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ±0.263 7. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนขนาดเล็ก มีจำนวน 3 ด้าน คือ 1) ความไว้วางใจ ผู้บริหารควรสื่อสารอย่างเปิดเผย รักษาความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ และให้เกียรติผู้อื่น 2) ความรับผิดชอบ ผู้บริหารควรกระจายงานตามความสามารถ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และกล้ายอมรับผลจากการกระทำ และ ความซื่อสัตย์ ผู้บริหารต้องยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส เป็นแบบอย่างที่ดี และรักษาคำมั่นสัญญา</span></p> พิศมัย ชุมโท่โล่ วัฒนา สุวรรณไตรย์ สุมัทนา หาญสุริย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 144 155 รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1207 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) สร้างรูปแบบ 3) ประเมินรูปแบบ มีประชากรได้แก่ ผู้บริหาร ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา และคณะครู จำนวน 317 คน เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 209 คน มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้ในการสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินรูปแบบ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลจากค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า มีชื่อรูปแบบคือ “รูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ” ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ และองค์ประกอบของการบริหารโรงเรียน โดยสภาพปัจจุบันในภาพรวม พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายการพบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ รูปแบบการบริหารแบบทางการ โดยความต้องการจำเป็นในภาพรวม รายการที่มีค่าดัชนีลำดับ ความต้องการจำเป็น อันดับ 1 คือ รูปแบบการบริหารแบบผู้ร่วมงาน ซึ่งรูปแบบการบริหารโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนแบบบูรณาการระหว่างแบบทางการและแบบผู้ร่วมงานผลการประเมินรูปแบบมีความถูกต้องและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก</p> กนกพิชญ์ แปงใจ สุภาพร เตวิยะ สุวดี อุปปินใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 156 166 ความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1198 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) เปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 330 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเทียบตารางสำเร็จรูปของ เครซีและมอร์แกน โดยใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 ฉบับ คือ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .95 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ การจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modifed</sub>) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ทั้ง 5 ด้าน พบว่า สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็น เรียงลำดับตามความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การเรียนรู้เป็นทีม รูปแบบการคิด การพัฒนาตนเอง การคิดอย่างเป็นระบบ และการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน 2. การเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีตำแหน่งต่างกัน มีสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ที่มีประสบการณ์และขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีสภาพปัจจุบันโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์และขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. แนวทางพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พบว่า (1) การพัฒนาตนเอง ผู้บริหารสถานศึกษาสนับสนุนให้บุคลากรแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (2) รูปแบบการคิด ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้บุคลากรมีทัศนคติความสามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ (3) การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ผู้บริหารสถานศึกษาสร้างวิสัยทัศน์ชัดเจน บุคลากรแสดงความคิดเห็นภาพอนาคตขององค์กรได้ (4) การเรียนรู้เป็นทีม ผู้บริหารสถานศึกษาสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการแบ่งปันความรู้ และ (5) การคิดอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารสถานศึกษาพัฒนาการวิเคราะห์สถานการณ์ และการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ </p> ขวัญชนก สุทธิอาคาร ชูชีพ ประทุมเวียง นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 167 177 การสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำจากหนังสือพฤติกรรมองค์การไทย: การพัฒนา ตัวแบบเข็มทิศภาวะผู้นำ และตัวแบบองค์ประกอบของภาวะผู้นำ 5 องค์ประกอบ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1202 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสำรวจและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำจากหนังสือด้านพฤติกรรมองค์การที่เผยแพร่ระหว่าง พ.ศ. 2550 – 2567 โดยมุ่งเน้น 4 มิติหลัก ได้แก่ ความหมาย องค์ประกอบ บทบาท และแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัยจากหนังสือจำนวน 31 เล่มที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์การวิจัยตำรา ผลการวิจัยพบว่า ผู้นำในตำราพฤติกรรมองค์การสะท้อนแนวคิดที่หลากหลาย ตั้งแต่การเน้นคุณลักษณะของบุคคลผู้มีอิทธิพล ไปจนถึงการมองภาวะผู้นำในเชิงกระบวนการและความสัมพันธ์ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้พัฒนาตัวแบบเชิงแนวคิด จำนวน 3 ชุด ได้แก่ (1) ตัวแบบเข็มทิศภาวะผู้นำ ซึ่งระบุบทบาทของผู้นำ 7 ด้าน ได้แก่ การสร้างวัฒนธรรม การประสานงาน การจูงใจ การวางวิสัยทัศน์ การจัดสรรทรัพยากร การสนับสนุน และการพัฒนาทักษะ (2) ตัวแบบองค์ประกอบของภาวะผู้นำ 5 องค์ประกอบซึ่งเน้นองค์ประกอบหลักของภาวะผู้นำ ได้แก่ ลักษณะ ความสามารถ ความสัมพันธ์ การสื่อสาร และบริบท และ (3) ตัวแบบการพัฒนาภาวะผู้นำแบบบูรณาการ ที่ผสมผสานการพัฒนาเชิงบุคคล ความรู้ ประสบการณ์ การฝึกอบรม และบริบทองค์การ</p> อัจฉรา วรรธนานันต์ อาทิตย์ ผดุงเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 178 188 แนวทางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1203 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาทักษะภาษาอังกฤษของครูในสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 294 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามขนาดสถานศึกษา และผู้ให้ข้อมูลสำคัญการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.99 และประเด็นการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทักษะภาษาอังกฤษของครูในสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการอ่าน รองลงมาคือ ด้านการฟัง ด้านการเขียน และด้านการพูด สำหรับปัญหาทักษะภาษาอังกฤษของครูในสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากเรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการพูด รองลงมาคือ ด้านการฟัง ด้านการเขียน และด้านการอ่าน 2. แนวทางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ดังนี้ 2.1) ด้านการฟัง มีแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในสถานศึกษา คือ ควรส่งเสริมพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ มีการจัดจ้าง/สรรหาครูภาษาอังกฤษชาวต่างชาติมาประจำการในสถานศึกษา การดูแลปรับปรุงห้องปฏิบัติการทางภาษาเพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและการส่งเสริมการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะพัฒนาอยู่เสมอ 2.2) ด้านการพูด มีแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในสถานศึกษา คือ ควรส่งเสริมให้ครูเข้ารับการทดสอบ และสนับสนุนงบประมาณเพื่อทดสอบวัดระดับทักษะการพูดภาษาอังกฤษ กำหนดนโยบายและจุดเน้นเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในแต่ละวิชา จัดจ้าง/สรรหาครูภาษาอังกฤษชาวต่างชาติมาประจำการในสถานศึกษา ส่งเสริมการสมัครเข้าร่วมโครงการหรือการอบรมภาษาอังกฤษ ส่งเสริมทัศนคติที่ดีด้วยการเรียนรู้แบบนำตนเอง และการนิเทศและติดตามการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ 2.3) ด้านการอ่าน มีแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในสถานศึกษา คือ ควรส่งเสริมการกำหนดนโยบายและจุดเน้นเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ ประกวดนวัตกรรมด้านทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ การเปิดใจยอมรับการพัฒนาทางแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ และการใช้รูปแบบจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา 2.4) ด้านการเขียน มีแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในสถานศึกษา คือ ควรส่งเสริมการฝึกฝนการเขียนผ่านการเรียนรู้จากบัญชีคำพื้นฐานไปจนถึงระดับที่สูงขึ้นและการเขียนตามรูปแบบต่าง ๆ ด้วยการเรียนรู้แบบนำตนเองมีการจัดทำโครงการพัฒนาหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ การเขียนแผนการสอนหรือวิจัยในชั้นเรียนเป็นภาษาอังกฤษ และมีการสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อนำเสนองานวิชาการเป็นภาษาอังกฤษ </p> ธัญพิสิษฐ์ นุ่มดี พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 189 201 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของครูตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1204 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของครูตามความคิดเห็นของครู และเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของครูตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำแนกตามเพศ และประสบการณ์การทำงาน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 294 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (krejcie &amp; morgan, 1970, pp. 607 - 610) ที่ระดับค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบแบบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของครูตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ รองลงมาคือ ด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ต สำหรับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการใช้งานคอมพิวเตอร์ ด้านการใช้โปรแกรมนำเสนอผลงาน ด้านการใช้โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล ด้านการใช้โปรแกรมประมวลคำ ด้านการใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ด้านการใช้งานเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และด้านการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย 2. การเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของครูตามความคิดเห็นของครู ที่จำแนกตามเพศ พบว่า โดยภาพรวม ไม่มีความแตกต่างกัน สำหรับการเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของครูตามความคิดเห็นของครู ที่จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวม ไม่มีความแตกต่างกัน</p> นิศากร อ่อนประทุม มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 202 213 แนวทางการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1169 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา กลุ่มประชากร ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 96 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) ศึกษาแนวทางการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กลุ่มเป้าหมายผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 9 คนเครื่องมือที่ใช้ คือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปความโดยอาศัยหลักการจำแนกหรือจัดกลุ่มข้อมูล และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบการพรรณนาเป็นความเรียง ผลการศึกษา พบว่า 1. สภาพปัจจุบัน การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านทรัพยากรการเงิน ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านทรัพยากรวัสดุ อุปกรณ์และด้านทรัพยากรอาคาร สถานที่ ตามลำดับ 2. แนวทางการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 สรุปผลแต่ละด้านควรดำเนินการดังนี้ 2.1 ทรัพยากรวัสดุ อุปกรณ์ ควรมีการจัดลำดับความสำคัญ กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดหาประชุมวางแผน จัดทำโครงการและดำเนินการตามแผนที่กำหนด ส่งเสริมพัฒนาครูด้านระเบียบงานพัสดุ มีการระดมทรัพยากรเพิ่มเติม สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือ กำกับและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 2.2 ทรัพยากรบุคคล ควรมีการวิเคราะห์ความต้องการความขาดแคลนบุคลากรกำหนดกรอบอัตรากำลังและจัดลำดับความสำคัญตามรายวิชาเอกที่มีความต้องการเร่งด่วน ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรได้พัฒนาตนเองตามความต้องการ สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ระดมทรัพยากรในการจ้างครูเพื่อทดแทนอัตราที่ขาดแคลน 2.3 ด้านทรัพยากรการเงิน มีการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ประชุมวางแผน และกำหนดโครงการหรือกิจกรรมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ระดมทรัพยากรเพื่อมาแก้ปัญหา มีการติดตามผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณ สรุปรายงานผล ตรวจสอบหลักฐานการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้ถูกต้องตามระเบียบ และตรงตามแบบแผนที่กำหนด นิเทศ ติดตาม ประเมินผล อย่างต่อเนื่อง 2.4 ด้านทรัพยากรอาคาร สถานที่ มีการสำรวจ และประเมินสภาพอาคาร สถานที่ ทำแผนการปรับปรุงซ่อมแซม ประสานภาคีเครือข่ายให้มีส่วนร่วมในการปรับปรุง ซ่อมแซม ใช้อาคาร สถานที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ติดตาม ประเมินผลการใช้สถานที่ว่าเกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p> พิพัฒน์ อารี ประพันธ์ ธรรมไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 214 224 แนวทางการบริหารวิชาการในสถานศึกษาที่โดดเด่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1023 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารวิชาการในสถานศึกษาที่โดดเด่น 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารวิชาการในสถานศึกษาที่โดดเด่นจำแนกตามผลการประเมิน และ 3) ศึกษาแนวทางการบริหารวิชาการในสถานศึกษาที่โดดเด่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูหัวหน้างานวิชาการและครูผู้สอนในสถานศึกษา จำนวน 291 คนจาก 92 โรงเรียน ผู้วิจัยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie &amp; Morgan ครูผู้สอนในสถานศึกษา ผู้วิจัยได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารวิชาการในสถานศึกษาที่โดดเด่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ผลการเปรียบสภาพการบริหารวิชาการในสถานศึกษาที่โดดเด่น จำแนกตามผลการประเมินโดยภาพรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารวิชาการในสถานศึกษาที่โดดเด่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 แยกรายด้านได้ดังนี้ 3.1 การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษาควรปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ของนักเรียนในทุกรูปแบบ 3.2 การจัดการเรียนการสอน สถานศึกษาจัดโครงการติวและสอนเสริมเพื่อทบทวนเนื้อหาหลัก เน้นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้กระบวนการสอนที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน พร้อมจัดการเรียนการสอนผ่านข้อสอบ O - NET ย้อนหลัง 10 ปี เพื่อฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ 3.3 การวัดผลและประเมินผลทางการศึกษา สถานศึกษาควรมีการจัดการวัดและประเมินผลที่หลากหลายและครอบคลุม โดยใช้ข้อสอบที่ตรงตามมาตรฐานตัวชี้วัด และมีลักษณะใกล้เคียงกับการทดสอบ O - NET ให้นักเรียนได้ฝึกฝนและคุ้นเคยกับรูปแบบของข้อสอบ 3.4 การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาควรมีการส่งเสริมการวิจัยภายในโรงเรียน โดยกระตุ้นให้ครูและนักเรียนมีส่วนร่วมในการวิจัย ครูจัดทำ case study จากนักเรียนที่มีผลคะแนนสอบต่ำและนำผลการวิจัยไปปรับปรุงการสอน 3.5 การนิเทศภายในสถานศึกษา สถานศึกษาควรมีการนิเทศการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้บริหารติดตามและกำกับการทำงานของครูทุกสัปดาห์ร่วมกับครูหัวหน้างานวิชาการ และมีการนิเทศจากผู้บริหารเดือนละครั้ง เน้นการนิเทศแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบรรยากาศที่เป็นมิตร 3.6 การประกันคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาควรมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกระบวนการที่มีคุณภาพ โดยเน้นการติดตามอย่างสม่ำเสมอและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย บุคลากรทางการศึกษาควรมีส่วนร่วมในกระบวนการ และรายงานผลควรโปร่งใสเพื่อใช้ในการพัฒนา 3.7 เทคนิควิธีอื่น ๆ สถานศึกษาส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาพร้อมทั้งจัดโครงการติวและสอนเสริมทั้งแบบ on – site หลังเลิกเรียนและ online ผ่าน Google Meet ในวันเสาร์และอาทิตย์</p> วรินทร์ยุภา อุโลก พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง อุดมพันธุ์ พิชญ์ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 225 233 ความต้องการจำเป็น และแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของครูในยุคพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1239 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของครูในยุคพลิกผัน (2) เปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการเรียนรู้ของครูในยุคพลิกผันจำแนกตามการดำรงตำแหน่งในสถานศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา (3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของครูในยุคพลิกผันสังกัด สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 296 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย แบ่งเป็น 2 ฉบับคือ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ การจัดลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ของภาวะผู้นำการเรียนรู้ของครูในยุคพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ทั้ง 6 ด้าน สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ระดับมาก และ สภาพพึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของครูในยุคพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 พบว่า การเรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ดังนี้ การบูรณาการ การใช้เทคโนโลยี การมีความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้เป็นทีม การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง<br />2. การเปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการเรียนรู้ของครูในยุคพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาที่มีตำแหน่ง ประสบการณ์ และขนาดของสถานศึกษาแตกต่างกัน มีสภาพปัจจุบัน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน แต่สภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับครู ในยุคพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 (1) การมีความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารส่งเสริมเจตคติ และสร้างนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนา (2) การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ บริหารแหล่งเรียนรู้ สื่อการสอน และบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ (3) การบูรณาการ นำความรู้มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับโรงเรียนและเชื่อมโยงกับวิชาชีพ (4) การใช้เทคโนโลยี ผู้บริหารพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ (5) การเรียนรู้เป็นทีม มีการวางแผนพัฒนาครูผ่านการอบรมและชุมชนวิชาชีพ (PLC) (6) การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง เริ่มจากการปลูกฝังแนวคิดใฝ่รู้ พัฒนาตนเองผ่านการปฏิบัติจริง</p> จิรัชญา ยิ่งยงวงศ์สกุล อรรถพร วรรณทอง นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 234 248 แนวทางการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียนโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1228 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน และปัญหาการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน 2) แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอนกลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู จำนวน 55 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ประจำปีการศึกษา 2567 จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 27 คน และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ จำนวน 28 คน และเป้าหมายของผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 3 ชนิด ได้แก่ แบบสังเคราะห์องค์ประกอบ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงมีค่าดัชนีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และมีความเชื่อมั่น 0.989 และแบบสัมภาษณ์แนวทางการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียน เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interview) โดยนำรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดของแต่ละขั้นตอนการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียน และค่าความถี่หรือร้อยละสูงสุด 2 ลำดับแรก ของแต่ละขั้นตอนการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียนมาสร้างแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปแบบตารางประกอบการพรรณนา สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยอาศัยหลักการจำแนก หรือการจัดกลุ่มข้อมูล และใช้การสรุปสาระสำคัญที่มีความสอดคล้องกันกับของผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน พบว่า 1.1 สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียน พบว่าสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ คุณภาพผู้เรียน การบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ผลลัพธ์ และความสำเร็จหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.2 ปัญหาการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียน ที่มีจำนวนมากที่สุดของแต่ละด้าน 1) การบริหารจัดการ คือ การบริหารจัดการเวลาเรียนและกิจกรรมเสริมอาชีพ 2) หลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ หลักสูตรมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนตาม ความสนใจหรือศักยภาพของนักเรียน 3) คุณภาพผู้เรียนคือนักเรียนมีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับอาชีพที่ตนสนใจ 4) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย คือ การสื่อสารและประสานงานเกี่ยวกับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และ 5) ผลลัพธ์ และความสำเร็จ คือโรงเรียนมีเกณฑ์ชัดเจนในการวัดความสำเร็จของกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ 2. แนวทางการบริหารจัดการศึกษาในการส่งเสริมอาชีพของนักเรียนประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการการส่งเสริมอาชีพควรมุ่งเน้นให้ศิษย์เก่าสามารถมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา โดยใช้แนวปฏิบัติที่ดีเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน 2) การจัดหลักสูตรและการเรียนรู้ควรมุ่งเน้นการเรียนควบคู่กับทักษะอาชีพ โดยใช้หลักสูตรด้านการงานอาชีพและหลักสูตรฐานสมรรถนะ พร้อมเปิดโอกาสให้เลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ 3) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเริ่มจากการเก็บข้อมูลปัญหานำมาจัดทำแผนพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีการทดสอบความรู้ และประเมินผลเพื่อวัดความก้าวหน้า 4) การมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่าย โดยใช้วงจร PDCA ในการติดตาม มีการประเมินผลที่หลากหลาย การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) 5) การติดตามผลลัพธ์และความสำเร็จควรมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ใช้เครื่องมือประเมินที่หลากหลาย กำกับ ติดตาม และนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแนวทางให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยั่งยืน</p> มุ่งเมือง วนากมล คมศิลป์ ประสงค์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 249 259 ความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1234 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) เปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 330 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเทียบตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 ฉบับ คือ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ การจัดลำดับความต้องการจำเป็น Modified Priority Needs Index และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ทั้ง 5 ด้าน พบว่า สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม และลำดับสุดท้าย คือ ด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม 2. การเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษาต่างกัน มีสภาพปัจจุบัน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนที่มีตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษาต่างกัน มีสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พบว่า 1) ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอนและบริหารงาน 2) ด้านการจัดการความเสี่ยงต่อนวัตกรรม ผู้บริหารสถานศึกษามุ่งเน้นการประเมินและจัดการความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีในโรงเรียน 3) ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการคิดนอกกรอบ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาการเรียนการสอนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์</p> รติมา จันทะอุ่มเม้า อุดมเดช ทาระหอม นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 260 270 แนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1216 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และนำเสนอแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี วิธีดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 190 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ชนิดกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบันของประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และปัญหาของประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับน้อย 2. แนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี ประกอบด้วยรายการปฏิบัติ จำนวน 25 รายการ โดยแบ่งเป็น 6 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน 5 รายการ ด้านการจัดการเรียนการสอน จำนวน 5 รายการ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จำนวน 3 รายการ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา จำนวน 4 รายการ ด้านการนิเทศการศึกษา จำนวน 4 รายการ และด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ จำนวน 4 รายการ</p> สุธิมา สังข์ศิริ ประยูร บุญใช้ พรเทพ รู้แผน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 271 281 แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1222 <p>การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายการวิจัย คือ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีสู่ความเป็นเลิศ และ 2) หาแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 87 คน และกลุ่มเป้าหมายผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 9 คน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสังเคราะห์องค์ประกอบ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีสู่ความเป็นเลิศ พบว่า สภาพปัจจุบันการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนปัญหาการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีที่มีจำนวนมากที่สุด คือขั้นการเตรียมการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีได้แก่การจัดสรรงบประมาณ ขั้นการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีได้แก่การวิเคราะห์โครงการ ความเป็นไปได้ ความสอดคล้องกับนโยบาย และทิศทางของโครงการ ขั้นการนำแผนปฏิบัติการประจำปีไปปฏิบัติได้แก่การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และขั้นติดตาม ควบคุม และประเมินผลได้แก่การตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน 2. แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีสู่ความเป็นเลิศ 1) ขั้นการเตรียมการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี สถานศึกษาควรศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการจัดทำแผนทุกมิติ ควรแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ประชุมสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้แก่บุคลากรและผู้มีส่วนร่วม ควรกำหนดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาการจัดการศึกษา ประเมินทรัพยากร ความเสี่ยง ปัญหา และวางแผนการกำกับ ติดตาม 2) ขั้นการดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี สถานศึกษาควรวิเคราะห์ความเสี่ยง ความสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของโรงเรียน ควรกำหนดผู้รับผิดชอบโดยทุกคนมีส่วนร่วม ควรจัดสรรงบประมาณโดยใช้หลักการบูรณาการโครงการ / กิจกรรม และทรัพยากร ควรวางแผนการติดตาม ควบคุม และประเมินผลโดยจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และคู่มือปฏิบัติงานของแผนปฏิบัติการประจำปี และต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา 3) ขั้นการนำแผนปฏิบัติการประจำปีไปปฏิบัติ สถานศึกษาควรมอบหมายและกำหนดหน้าที่รับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดปฏิทินการดำเนินงานของแต่ละกิจกรรม / โครงการ อีกทั้งควรบูรณาการทรัพยากรในการปฏิบัติงานอย่างประหยัด / คุ้มค่าควรประชุม กำกับ ติดตามความก้าวหน้าเป็นระยะโดยโครงการควรมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนโครงการตามทรัพยากร และสถานการณ์ 4) ขั้นการติดตาม ควบคุม และประเมินผล สถานศึกษาควรกำหนดผู้รับผิดชอบในการติดตาม ควบคุมและประเมินผล ในรูปแบบคณะกรรมการ ควรมีเครื่องมือ/วิธีการติดตามที่หลากหลาย และสอดคล้องกับเป้าหมายโดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ติดตาม ควบคุม และประเมินผลเป็นระยะ ต่อเนื่อง และสรุปผลการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการ เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงาน/โครงการ ต่อสาธารณะ และนำผลการประเมินไปปรับปรุงและพัฒนาในครั้งต่อไป</p> อดิศักดิ์ อรุณสุวรรณ ประพันธ์ ธรรมไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 282 295 แนวทางการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาอังกฤษ ที่เป็นสากลในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1218 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการและนำเสนอแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 วิธีดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาความต้องการการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษ จำนวน 114 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการทางภาษาในสถาบันอุดมศึกษา และครู รวมทั้งสิ้นจำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ชนิดกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. ความต้องการการพัฒนาความสามารถตามกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากลของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ด้านเนื้อหา / สาระการพัฒนาในภาพรวมทุกทักษะทางภาษามีความต้องการการพัฒนาอยู่ในระดับมาก โดยทักษะการพูดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ทักษะการฟัง ทักษะการเขียน และทักษะการอ่าน ตามลำดับ ส่วนวิธีการการพัฒนาที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การพัฒนาตนเอง รองลงมาคือ การฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสอนงานและระบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และ การศึกษาดูงานภาคสนาม 2. แนวทางการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากลในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ประกอบด้วยรายการปฏิบัติ จำนวน 16 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 ทักษะทางภาษา คือ ทักษะการฟัง จำนวน 4 รายการ ทักษะการพูด จำนวน 4 รายการ ทักษะการอ่าน จำนวน 4 รายการ และทักษะการเขียน จำนวน 4 รายการ</p> อรรถกานท์ หงษ์ทอง ประยูร บุญใช้ พรเทพ รู้แผน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 296 306 ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1231 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาตาม ตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 260 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเทียบตารางสำเร็จรูปของ เครซีและมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 2 ฉบับ คือ 1) แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และ 2) แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านวิสัยทัศน์เชิงเทคโนโลยีมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 พบว่า ตำแหน่ง และ ประสบการณ์ทำงาน ที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางเทคโนโลยี แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วุฒิการศึกษาที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันในบางด้าน คือ ด้านภาวะผู้นำและมีวิสัยทัศน์เชิงเทคโนโลยี และ ด้านระเบียบ กฎหมาย และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 4 มี 6 ด้าน ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์เชิงเทคโนโลยี โดยผู้บริหารควรกำหนดทิศทางและสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล 2) การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ผ่านการจัดหาแพลตฟอร์มดิจิทัล การจัดอบรมครู และส่งเสริมการออกแบบบทเรียนที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3) การผลิตและปฏิบัติวิชาชีพทางเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนครูในการผลิตสื่อที่ทันสมัย เช่น สื่อออนไลน์ การใช้ AI และจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะ พร้อมสร้างแรงจูงใจผ่านการมอบรางวัล 4) การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ เพื่อนำระบบดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลและการวางแผนงาน 5) การใช้เทคโนโลยีในการวัดผลและประเมินผล โดยเน้นการใช้เครื่องมือดิจิทัลและระบบออนไลน์เพื่อความแม่นยำในการประเมินผล และ (6) การส่งเสริมระเบียบ กฎหมาย และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ด้วยการจัดทำคู่มือ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย เช่น ลิขสิทธิ์และข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสร้างระบบความปลอดภัยเพื่อให้การใช้เทคโนโลยี<br />ในสถานศึกษามีความปลอดภัยและยั่งยืนทางสถิติ</p> แพรพลอย ดุลย์ชูประภา พีรญา ทองเฉลิม นเรศ ขันธะรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 307 317 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2179 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 30 คน และครูผู้สอน จำนวน 282 คน รวมทั้งสิ้น 312 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป จากนั้นนำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน และวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยวิธีของครอนบาคได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ รองลงมาคือ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการคิดสร้างสรรค์และด้านการบริหารความเสี่ยงและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือด้านการสร้างบรรยากาศแห่งองค์การนวัตกรรมตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นด้านการสร้างบรรยากาศแห่งองค์การนวัตกรรมที่พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสถานศึกษาขนาดกลางมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าสถานศึกษาขนาดใหญ่ 3. แนวทางการพัฒนาผู้บริหารต้องกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมส่งเสริมการทำงานเป็นทีม พร้อมเปิดพื้นที่และโอกาสให้บุคลากรได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาวางระบบการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม เพื่อให้องค์กรพร้อมปรับตัว</p> ธนธรณ์ ธรรมทอง ประยุทธ ชูสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 318 328 สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2120 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 336 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) และใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามเกี่ยวกับสมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหาร มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.445 – 0.899 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.966 แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลในโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.412 – 0.811 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.946 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอนผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน อยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลโรงเรียน ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน อยู่ในระดับมากที่สุด 3. สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง และลักษณะของโรงเรียน โดยรวม ไม่แตกต่างกัน 4. ประสิทธิผลโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ส่วนการจำแนกตามลักษณะของโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 5. สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน โดยรวมมีความสัมพันธ์กันปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ระดับ .01 6. สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการสื่อสารและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือดิจิทัล และด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสื่อดิจิทัล มีอำนาจพยากรณ์ประสิทธิผลในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 โดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยพยากรณ์ ร้อยละ 40.70 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ±0.24740 7. แนวทางการพัฒนา สมรรถนะดิจิทัลของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ที่ต้องหาแนวทางพัฒนา มี 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสื่อดิจิทัลของผู้บริหาร ผู้บริหารควรมีการนำนวัตกรรมที่ทันสมัยและแม่นยำ เพื่อช่วยในการตัดสินใจและสื่อสารนโยบายได้รวดเร็ว โปร่งใส ติดตามผลได้แบบ Real - time เป็นผู้นำทางวิชาการดิจิทัล การนำนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยในสร้างนิเวศการเรียนรู้ขององค์กรและ 2) ด้านการสื่อสารและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือดิจิทัลของผู้บริหารควรสร้างระบบรับฟังรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และขยายเครือข่ายความร่วมมือดิจิทัล ร่วมกับองค์กรภายนอก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์</p> สุทธิกาณฑ์ ปัญญา ไชยา ภาวะบุตร สมบูรณ์ ชาวชายโขง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 329 340 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2126 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัลดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 53 คน ครูวิชาการ จำนวน 53 คน และครูผู้สอน จำนวน 162 คน จากโรงเรียน 53 โรงเรียน ปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.265 – 0.898 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.982 และแบบสอบถามประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.272 - 0.857 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าที (t - test ชนิด Independent Samples) การวิเคราะห์ค่าเอฟ (F - test) แบบการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) ในกรณีพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยทำการทดสอบเป็นรายคู่โดยใช้วิธีของ LSD. หรือวิธีการของ Scheffe’s method ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล และประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัล จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ลักษณะการเปิดทำการสอน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3. ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จำแนกตามลักษณะการเปิดทำการสอน และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวม ไม่แตกต่างกัน 4. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล โดยรวมพบว่า มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์กันปานกลาง (r = 0.701**) 5. ภาวะผู้นำทางวิชาการผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่นำมาวิเคราะห์ จำนวน 6 ด้าน พบว่า มี 3 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล โดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 คือ การพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการฐานสมรรถนะ การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการและเพื่อการจัดการเรียนรู้ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ได้ร้อยละ 59.20 มีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.16894 6. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังเคราะห์จากการศึกษาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของ 3 โรงเรียน พบว่า แนวทางสำคัญประกอบด้วย 1) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ โดยผู้บริหารเป็นแบบอย่างในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยสื่อดิจิทัล 2) การพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการฐานสมรรถนะ โดยผู้บริหารขับเคลื่อนการออกแบบหลักสูตร เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูล นิเทศ และปรับปรุงหลักสูตรอย่างเป็นระบบ และ 3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่ายภายนอก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และส่งเสริมการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลอย่างยั่งยืน</p> นันทวัน อุระ ธีระ ภูดี วรกัญญาพิไล แกระหัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 341 352 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพัน ในองค์กรของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2242 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล 2) ศึกษาความผูกพันในองค์กรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันในองค์กรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล กลุ่มตัวอย่างคือครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล จำนวน 276 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก 2. ความผูกพันในองค์กรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล โดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก<br />3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับความผูกพันในองค์กรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล มีความสัมพันธ์ทางบวก โดยค่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าเท่ากับ .708 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง</p> อินอาม นาปาเลน รุจิราพรรณ คงช่วย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 253 260 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครู ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2006 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 82 คน และครูผู้สอน จำนวน 246 คน ในปีการศึกษา 2568 รวมทั้งสิ้น 328 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.438 - 0.844 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.878 และแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.681 - 0.963 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณทีละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ผู้ตอบและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .013. ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ผู้ตอบและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .014. ค่าสัมประสิทธิ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร (X) กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 (Y) พบว่า โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง (rXtYt = 0.871) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5. ผลการวิเคราะห์อำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร นำมาวิเคราะห์จำนวน 5 ด้าน จำนวน 5 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 คือ การกระตุ้นทางปัญญา การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การสร้างแรงบันดาลใจ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 71.6 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ ±0.24219 6. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในศตวรรษที่ 21 จำนวน 5 ด้านประกอบด้วย 1) การสร้างแรงบันดาลใจ โดยผู้บริหารควรกระตุ้นให้เกิดความมุ่งมั่นในการทำงานผ่านการสื่อสารที่ดี 2) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล โดยผู้บริหารส่งเสริมและจัดให้มีการพัฒนาครูตามความต้องการ 3) การกระตุ้นทางปัญญา โดยผู้บริหารจัดอบรม สัมมนา ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 4) การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ โดยผู้บริหารประพฤติตนอย่างถูกต้อง มีจริยธรรม และ 5) การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยผู้บริหารต้องกำหนดเป้าหมายการทำงานและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ให้บุคลากรเห็นทิศทางเดียวกัน</p> วัลลียา วงศ์กาฬสินธุ์ สวัสดิ์ โพธิวัฒน์ สุมัทนา หาญสุริย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 361 372 ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2051 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 352 คน จำแนกเป็นผู้บริหาร 88 คน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ 88 คน และครูผู้สอน 176 คน จากจำนวน 88 โรงเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกนโดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.60 - 0.87 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.40 – 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ (F – test) ส่วนการทดสอบลักษณะการเปิดสอน ใช้การวิเคราะห์ค่าที (t – test ชนิด Independent Sample) การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร จำแนกตามสถานภาพ ลักษณะการเปิดสอน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 4. <span style="font-size: 0.875rem;">พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพ ลักษณะการเปิดสอน</span>และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 5. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู</span>ในโรงเรียน มีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r<sub>xy</sub> = .637**) 6. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน พบว่าตัวแปร 5 ตัวแปร ที่สามารถพยากรณ์พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน</span>ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านการเรียนรู้และการปรับตัวที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง (X<sub>4</sub>) ด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ดิจิทัล (X<sub>2</sub>) ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการนิเทศและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ (X<sub>5</sub>) ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (X<sub>3</sub>) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X<sub>1</sub>) สามารถอธิบายความแปรปรวนภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน ได้ร้อยละ 48.30 และมีความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ <u>+</u>0.36 7. <span style="font-size: 0.875rem;">แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน สรุปจากคำสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แนวทางพัฒนาด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล</span></p> พิชชา พรวาปี จินดา ลาโพธิ์ รัชฎาพร งอยภูธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 373 383 ความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2058 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ เปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ หาความต้องการจำเป็น และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 335 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 91 คน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ จำนวน 91 คน และครู จำนวน 153 คน จากโรงเรียน 91 โรงเรียน โดยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามสภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีค่าอำนาจจำแนก 0.46 – 0.90 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.95 และสภาพที่พึงประสงค์ของของภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีค่าอำนาจจำแนก 0.41 – 0.84 และค่าความเชื่อมั่น 0.91 การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 6 ด้าน 1) การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการฐานสมรรถนะ 2) การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ 3) ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่การสร้างคนคุณภาพ 4) การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ 5) การพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ 6) คุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยันองค์ประกอบของภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พบว่า ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยทุกองค์ประกอบ 2. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พบว่า สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด 3. สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พบว่า สภาพปัจจุบัน จำแนกตามสถานภาพ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ จำแนกตามสถานภาพ โดยรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามลักษณะการเปิดสอน โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวม ไม่มีความแตกต่างกัน 4. ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับคือ 1) การพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ 2) คุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 และ 3) การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการฐานสมรรถนะ 5. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำครูเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จำนวน 3 ด้าน ดังนี้ 1) การพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ ครูควรมีความรู้ในส่วนที่เป็นเนื้อหาความรู้ที่สอนและความรู้ในส่วนที่เป็นศาสตร์การสอน รวมถึงทักษะการสื่อสารและการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เรียน ผู้ปกครอง และเพื่อนร่วมงาน 2) คุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 ครูควรมีการปรับตัวและพัฒนาบทบาทหน้าที่ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ทดลองสิ่งใหม่ ๆ และพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ และ 3) การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการฐานสมรรถนะ ครูควรพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้โดยเน้นการบูรณาการความรู้ ทักษะ และเจตคติที่หลากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน</p> วิไลพร ขอบเมืองฮาม สุมัทนา หาญสุริย์ ทัศนา ประสานตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 384 395 การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลก ของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายเตรียมอุดมศึกษา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2106 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายเตรียมอุดมศึกษา 2) เปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายเตรียมอุดมศึกษา จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และขนาดโรงเรียน 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายเตรียมอุดมศึกษา และ 4) หาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายเตรียมอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 247 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 24 คน และครู จำนวน 223 คน ในปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามมีความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบัน เท่ากับ .836 และค่าความเชื่อมั่นสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ .842 และค่าอำนาจจำแนกสภาพปัจจุบันอยู่ระหว่าง .140 - .789 และค่าอำนาจจำแนกสภาพที่พึงประสงค์อยู่ระหว่าง .186 - .737 โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t - test ชนิด Independent Samples การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และการจัดลำดับความต้องการจำเป็นด้วยวิธี (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลง โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลง จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่ง พบว่า ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง พบว่า ไม่แตกต่างกัน และจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 3. ความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายเตรียมอุดมศึกษา พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ รองลงมา คือ ด้านการสื่อสารและการจัดการกับความท้าทาย และด้านที่มีความต้องการจำเป็นลำดับที่ 3 คือ ด้านการมีภาวะผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลง 4. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำแบบปรับตัวในโลกของการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนในเครือข่ายเตรียมอุดมศึกษา เสนอแนะไว้ 3 ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ 1) ด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ โดยผู้บริหารโรงเรียนควรกำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มองการณ์ไกล วางแผนกลยุทธ์ระยะยาว 3 - 5 ปี และเน้นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลสารสนเทศที่รอบด้าน 2) ด้านการสื่อสารและการจัดการกับความท้าทาย โดยผู้บริหารโรงเรียนควรพัฒนาระบบการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแม่นยำ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือหลัก และ 3) ด้านการมีภาวะผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยผู้บริหารโรงเรียนควรแสดงบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีความกล้าหาญทางวิชาการ มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัยผ่านนวัตกรรม</p> ณัฐพงศ์ จันทร์ศรีเมือง ภัทรดร จั้นวันดี ภิญโญ ทองเหลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 396 406 ภาวะผู้นำของผู้บริหารยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน ขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2076 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา เปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ หาอำนาจพยากรณ์ และหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ และครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 246 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 41 คน ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ จำนวน 41 คน และครูผู้สอน จำนวน 164 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกนและใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำของผู้บริหารยุคดิจิทัลมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.566 - 0.895 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.974 และแบบสอบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.607 - 0.914 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.970 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิติเอฟ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแต่ละขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำของผู้บริหารยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหารยุคดิจิทัล จำแนกตามสถานภาพ พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยรวมและทุกด้านไม่มีความแตกต่างกัน จำแนกตามเขตที่ตั้งอำเภอโดยรวมไม่แตกต่างกัน 4. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ จำแนกตามสถานภาพ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 จำแนกตามประสบการณ์ และจำแนกตามเขตที่ตั้งโรงเรียน พบว่า ไม่แตกต่างกัน 5. ภาวะผู้นำของผู้บริหารยุคดิจิทัลกับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 โดยรวม พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์กันปานกลาง (rXtYt = 0.38**3) 6. ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ 1) ด้านวิสัยทัศน์ 2) ด้านสมรรถนะทางเทคโนโลยียุคดิจิทัล และ3) ด้านความร่วมมือและการทำงานเป็นทีมยุคดิจิทัล ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โ ดยมีอำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 23.20 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ ± 0.25394 7. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีจำนวน 3 ด้าน คือ 1) ด้านวิสัยทัศน์ ดำเนินการได้โดยผู้บริหารกำหนดบทบาทและทิศทางขององค์การได้อย่างชัดเจน 2) ด้านสมรรถนะทางเทคโนโลยียุคดิจิทัลดำเนินการได้โดยผู้บริหารที่มีสมรรถนะทางเทคโนโลยีสูงจะสามารถนำองค์กรให้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้และ 3) ด้านความร่วมมือและ<br />การทำงานเป็นทีมยุคดิจิทัลดำเนินการได้โดยผู้บริหารควรสร้างความสัมพันธภาพในกลุ่มเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีคุณภาพ</p> นิศากร วงศ์เหง้า ไชยา ภาวะบุตร ทัศนา ประสานตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-09-30 2026-09-30 14 56 407 417