วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth <p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/banner.png" /></p> <p class="card-text"> </p> <p class="card-text"><img src="https://so17.tci-thaijo.org/public/site/images/jealsnru09/jeal2.png" alt="" width="250" height="367" /></p> <p class="card-text"><strong>วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ </strong><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร <br /></strong><strong>Journal of Educational Administration and Leadership Sakhon Nakhon Rajabhat University</strong> </p> <p class="card-text">วารสารฐาน TCI กลุ่ม 2 Thai Journal Citation Index (TCI) 2<br />ISSN : 2985-2013 (Print)<br />ISSN : 2985-203X (Online)<br /><br /><strong>ขอบเขตวารสาร</strong></p> <p class="card-text">เป็นวารสารเพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและงานวิจัยในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ - จิตวิทยา - เทคโนโลยี - สหวิทยาด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ด้านการศึกษา การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ</p> <p class="card-text"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เเพื่อเผยแพร่บทความทางวิชาการ งานวิจัย และบทความวิทยานิพนธ์ในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา สาขาวิชาภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา</li> <li>เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ และผู้ใช้บัณฑิตทางการศึกษา</li> <li>เพื่อส่งเสริมเครือข่ายคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย สาขาวิชาการบริหารการศึกษาในประเทศไทย</li> </ol> <div><strong>กำหนดการเผยแพร่: 4 ฉบับ/ปี</strong></div> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม เผยแพร่ เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน เผยแพร่ กรกฎาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน เผยแพร่ ตุลาคม</li> <li>ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม เผยแพร่ มกราคม</li> </ul> <p><strong>ประเภทของการ Peer Review</strong></p> <p>ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และ ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review)</p> <p><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ</strong></p> <p>ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม</strong><br />เปิดรับบทความทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ค่าตีพิมพ์<br />บุคคลภายใน ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 2,500 บาท ต่อ 1 บทความ<br />บุคคลภายนอก ต้องชำระค่าขอตีพิมพ์ในวารสาร 4,000 บาท ต่อ 1 บทความ</p> Sakon Nakhon Rajabhat University th-TH วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2985-2013 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1857 <p>ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ( Professional Learning Community : PLC) เกิดขึ้นในโรงเรียนนั้นเพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ของมวลสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพครูของโรงเรียน เกี่ยวกับเรื่องการให้ความดูแลและพูดถึงการปรับปรุงผลการเรียนของนักเรียน ตลอดจนงานทางวิชาการของโรงเรียน เป็นการรวมตัวของกลุ่มครูที่มีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยทำการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ของตนเองเป็นการอาศัยหลักการเรียนรู้ร่วมกัน การเปิดกว้างให้มีการปฏิสัมพันธ์ในหมู่ครูผู้สอนมากขึ้น เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในงานสอนของครูการรวมกลุ่มเพื่อเน้นเรื่องการเรียนรู้ของนักเรียน การร่วมมือร่วมใจกันในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเพื่อเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ สุมัทนา หาญสุริย์ ญาณกร ภาวะบุตร สมภาร ดอนจันดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 1 8 กลยุทธ์การบริหารโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1274 <p>บทความเรื่องการบริหารโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขียนขึ้นมาเพื่อ มีวัตถุประสงค์ ในการนำเสนอโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในถิ่นทุรกันดารของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีโรงเรียนจำนวน 21 โรงเรียน กระจายอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน สกลนคร และกาฬสินธุ์ ซึ่งโครงการมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างสมดุล ในด้านพุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษาและพลศึกษา 2) ขยายการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ 3) ผลักดันให้สถานศึกษาพัฒนาเป็นศูนย์บริการความรู้ สามารถถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาให้กับผู้ปกครองชุมชนและสถานศึกษาอื่น ๆ แนวทางการพัฒนา 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารโครงการ 2) กำหนดกลยุทธ์การบริหารโครงการที่มีประสิทธิผล 3) การประเมินกลยุทธ์การบริหารโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารที่มีประสิทธิภาพ ที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ ความสอดคล้องและเป็นประโยชน์ องค์ประกอบของกลยุทธ์มี 8 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการเสริมสร้างสุขภาพของเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา 2) ด้านการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา 3) ด้านเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางวิชาการและทางจริยธรรม 4) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพ ของเด็กและเยาวชนทางการอาชีพ 5) ด้านการปลูกฝังจิตสำนึกและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นและของชาติไทย 7) ด้านการขยายการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน 8) ด้านการพัฒนาสถานศึกษาเป็นศูนย์บริการความรู้ กลยุทธ์การบริหาร โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่สำคัญที่โรงเรียนทุกแห่ง มักจะดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ และวัตถุประสงค์ของโครงการ มีดังนี้ 1) กลยุทธ์ด้านการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา 2) กลยุทธ์ด้านการเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชน ในการอนุรักษ์ และสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นและของชาติไทย 3) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนทางการงานอาชีพ</p> ปราโมท พระหันธงไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 9 18 นวัตกรรมทางการศึกษาและภาวะผู้นำพหุวัฒนธรรมเพื่ออนาคตองค์กร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1247 <p>บทความนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาองค์ประกอบการ พัฒนาภาวะผู้นำพหุวัฒนธรรมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เพิ่มขึ้นในสังคมปัจจุบัน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาภาวะผู้นำพหุวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การตระหนักรู้และเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสามารถในการจัดการกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในบริบทพหุวัฒนธรรมและการพัฒนานวัตกรรมการบริหารที่ตอบสนองต่อความหลากหลาย ได้มาซึ่งนวัตกรรมภาวะผู้นำพหุวัฒนธรรมและนวัตกรรมทางการศึกษาที่นำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรในอนาคต โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับหลักการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะช่วยสร้างระบบการพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการแข่งขันระดับโลก</p> สันติสุข มะนะมุติ ภูมิภควัธจ์ ภูมพงศ์คชศร จิรศักดิ์ สุรัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 19 28 บทบาทครูประถมศึกษาในการพัฒนาท้องถิ่นภายใต้บริบทสังคมดิจิทัล https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/2173 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของครูประถมศึกษาในการพัฒนาท้องถิ่นภายใต้บริบทสังคมดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ จากเดิมที่ครูประถมศึกษามีบทบาทเป็นผู้สร้างฐานรากชีวิตและพลเมืองของท้องถิ่นผ่านการถ่ายทอดความรู้และการดูแลสวัสดิภาพของผู้เรียน ความท้าทายในยุคดิจิทัลทำให้บทบาทแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ บทความชี้ให้เห็นว่าครูประถมศึกษาในปัจจุบันมักสวมบทบาทยอดมนุษย์ผู้แบกรับภาระรอบด้านทั้งงานสอนและงานธุรการ ทว่ายังคงมีประกายแห่งความคิดริเริ่มในการจัดกิจกรรม Active Learning อย่างไรก็ตามการจะเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน ครูประถมศึกษาต้องเผชิญกับความท้าทาย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะและการบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (TPCK) 2) การรู้เท่าทันและจริยธรรมดิจิทัลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้เรียน, 3) ความเหลื่อมล้ำและทรัพยากรดิจิทัลทั้งในส่วนของผู้เรียนและตัวครูเอง และ 4) ทัศนคติและการจัดการเวลาภายใต้ภาระงานที่ยากลำบาก บทความชิ้นนี้เสนอแนะว่า เงื่อนไขไปสู่ความสำเร็จไม่ใช่เพียงการสั่งการเชิงนโยบาย แต่ต้องการการสนับสนุนเชิงระบบและโครงสร้าง ได้แก่ การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อลดภาระงานธุรการ คืนเวลาและสนับสนุนทรัพยากร การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่เข้มแข็งภายในโรงเรียนเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูต่างช่วงวัย, และการปรับการวัดและประเมินผลที่เน้นสมรรถนะ โดยบทบาทใหม่ของครูคือผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เชิงรุกที่เท่าทันโลกดิจิทัล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน</p> อนรรฆ สมพงษ์ ญาณกร ภาวะบุตร เพ็ญผกา ปัญจนะ อิชยา จีนะกาญ สุภาวดี ศรีหิรัญ สุมัทนา หาญสุริย์ รักทรัพย์ แสนสำแดง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 29 39 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1297 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods) ซึ่งประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 181 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็นแบบสอบถามการบริหารการศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.36 - 0.84 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เพื่อพิจารณารายด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อย พบว่า ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านการปกครองบังคับบัญชา และด้านความสำเร็จในการทำงาน 3. ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง </p> ไชยา ภาวะบุตร วีระศักดิ์ สุวรรณไตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 40 47 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1348 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ระดับของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับของความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าบริหารงานวิชาการ และครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จำนวน 419 คน โดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกพิจารณารายด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น วิสัยทัศน์ และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 2. ระดับของความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อแยกพิจารณารายด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาสื่อและนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการวัดผลและประเมินผล และค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 3. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จำนวน 4 ตัว คือ ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น การมีวิสัยทัศน์ และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 55.20 สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ดังนี้ 〖 Y ̂〗_tot = 1.308 + 0.260 (X<sub>3</sub>) + 0.243 (X<sub>2</sub>) + 0.134 (X<sub>1</sub>) + 0.102 (X<sub>4</sub>)</p> กรภัทร์ วุฒิกรวินิต ภาวินี อนามัย ไพรัช มณีโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 48 58 รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1432 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนเขื่อนน้ำพุง 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง 4) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนเขื่อนน้ำพุง โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ระยะที่ 2 สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง ระยะที่ 4 การรกษาประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกของครูโรงเรียนเขื่อนน้ำพุง ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง พบว่า สภาพปัญหาด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ครูบางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ ออกแบบการเรียนรู้ ด้านวิธีการจัดการเรียนรู้ ครูส่วนใหญ่มีวิธีการสอนแบบเดิมคือการสอนแบบบรรยาย ด้านสื่อการจัดการเรียนรู้ ครูใช้สื่อการเรียนการสอนที่ล้าสมัย มีเนื้อหาไม่ตรงกับความสนใจของผู้เรียน ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือการวัดและประเมินผลของครูยังไม่หลากหลาย และความต้องการด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ควรมีการจัดฝึกอบรมและพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง ด้านวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ควรมีการจัดกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียน ด้านสื่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกควรสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาและสร้างสื่อการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ควรจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการฝึกทักษะการออกแบบการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ 2. รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ เงื่อนไขความสำเร็จ และการวัดและประเมินผล 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โรงเรียนเขื่อนน้ำพุง พบว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกของครูหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 การประเมินการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโรงเรียนเขื่อนน้ำพุง พบว่าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้รูแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 การประเมินการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สกลรัตน์ มุกดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 59 70 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1392 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษา และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 259 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับที่มีความเชื่อมั่น 0.986 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของนักเรียน ในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษา ได้แก่ ด้านการปรับปรุงด้านความปลอดภัยในโรงเรียน (X<sub>4</sub>) ด้านการดำเนินการตามข้อกำหนดของระบบการจัดการด้านความปลอดภัย (X<sub>2</sub>) และด้านนโยบายและการวางแผนการจัดการความปลอดภัย (X<sub>1</sub>) มีประสิทธิภาพในการทำนาย ร้อยละ 64.40 สามารถเขียนเป็นสมการถดถอยได้ดังนี้ <sub>tot</sub> = 0.977 + 0.342(X<sub>4</sub>) + 0.310(X<sub>2</sub>) + 0.123(X<sub>1</sub>)</p> พิชญ์สิณี ดีวงษ์ นวรัตน์ ประทุมตา กาญจนา บุญส่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 71 81 องค์ประกอบของการเปลี่ยนองค์การผ่านดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1417 <p>การวิจัยเรื่อง องค์ประกอบของการเปลี่ยนองค์การผ่านดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบองค์ประกอบการเปลี่ยนองค์การผ่านดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์มีกลุ่มตัวอย่างคือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 420 โรงเรียน ได้มาจากรูปแบบหลายขั้นตอน ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed method) ประกอบไปด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบของการเปลี่ยนองค์การผ่านดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระยะที่ 2 การวิเคราะห์และตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบการเปลี่ยนองค์การผ่านดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษาองค์ประกอบของการเปลี่ยนองค์การผ่านดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ การกำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ การปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียน 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการวิเคราะห์และตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบ (Confirmatory Factor Analysis: CFA) แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า มีค่า Chi - Square = 383.04, df = 328 </span>และค่า p - value = 0.06 กล่าวคือ ค่า c<sup>2</sup> ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่า โมเดลการเปลี่ยนองค์การผ่านดิจิทัลสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความตรงตามโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และค่าสัมประสิทธิ์น้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานขององค์ประกอบหลักทุกองค์ประกอบแตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ศศิวลัย บุลาลม วินัย ทองภูบาล สฎายุ ธีระวณิชตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 82 91 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ ของครูในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1324 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์การบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล และ 2) ประเมินความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 403 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi - stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.989 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัลในภาพรวม</span>อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. <span style="font-size: 0.875rem;">ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูในยุคดิจิทัล พบว่า องค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดตามค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI</span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล (0.49) ภาวะผู้นำดิจิทัล (0.47) การสนับสนุนทรัพยากรดิจิทัล (0.40) และการติดตามและประเมินผล (0.30) ตามลำดับ</span></p> ศิราณี ยิ้มเสงี่ยม เพ็ญนภา สุขเสริม เทิดศักดิ์ สุพันดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 92 103 การพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัดกลไกการพัฒนาและนวัตกรรมการบริหารการศึกษา พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดจันทบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1453 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเกณฑ์ และตัวชี้วัดกลไกการพัฒนาและนวัตกรรมการบริหารการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดจันทบุรี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมด้วยวิธีการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบลงพื้นที่สถานศึกษานำร่อง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษานำร่อง ครู ศึกษานิเทศก์ จำนวน 43 โรงเรียน จำนวน 1,314 คน ร่วมกันถอดบทเรียนพัฒนาคู่มือเกณฑ์ และตัวชี้วัดกลไกการพัฒนาและนวัตกรรมการบริหารการศึกษา วิเคราะห์ ตรวจสอบ ประเมินเกณฑ์ และตัวชี้วัดโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 20 คน และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการพัฒนาเกณฑ์ และตัวชี้วัด ผลการวิจัย พบว่า 1. คู่มือการพัฒนาเกณฑ์ และตัวชี้วัด ประกอบด้วย 3 โมดูล ได้แก่ โมดูลที่ 1 การออกแบบรูปแบบ (โมเดล) แบบอิงผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นฐาน ประกอบด้วย 1) ความเป็นมาและความสำคัญ 2) หลักการ แนวคิด ทฤษฎี 3) การปรับแก้ไขรูปแบบ (Model) แบบอิงผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นฐาน โมดูลที่ 2 แผนกลยุทธ์ขับเคลื่อน ประกอบด้วย 1) ความเป็นมาและความสำคัญ 2) การจัดเตรียมข้อมูล 3) การพัฒนาแผนกลยุทธ์ขับเคลื่อน และโมดูลที่ 3 การพัฒนามาตรฐาน เกณฑ์และตัวชี้วัด ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 ด้านคุณภาพผู้เรียน 2 ตัวชี้วัดหลัก และ 9 ตัวชี้วัดย่อย มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ 5 ตัวชี้วัดหลัก 25 ตัวชี้วัดย่อย และมาตรฐานที่ 3 การพัฒนาระบบการบริหารจัดการคุณภาพการจัดการเรียนรู้ 5 ตัวชี้วัดหลัก 26 ตัวชี้วัดย่อย 2. ผลการประเมินโดยวิธีการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน พบว่า คู่มือการพัฒนาเกณฑ์ และตัวชี้วัด ด้านความถูกต้อง ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์ ระดับความคิดเห็นมากที่สุด 3. ผลการประเมินระดับความคิดเห็นโดยผู้บริหารสถานศึกษาต่อคู่มือการพัฒนาเกณฑ์ และตัวชี้วัด จำนวน 20 คน ดังนี้ โมดูลที่ 1 การออกแบบรูปแบบ (Model) แบบอิงผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นฐาน โมดูลที่ 2 แผนกลยุทธ์ขับเคลื่อน และโมดูลที่ 3 การพัฒนามาตรฐาน เกณฑ์และตัวชี้วัด ประเด็นพิจารณา มาตรฐาน เกณฑ์ และตัวชี้วัด การประเมินตนเองของสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านความถูกต้อง ด้านความเป็นประโยชน์ <br />ด้านความเหมาะสม และความเป็นไปได้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน และทุกโมดูล 4. ผลการตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้ทรงคุณวุฒิของคู่มือการพัฒนาเกณฑ์ และตัวชี้วัด จำนวน 5 คน พบว่า ตัวแปรที่พิจารณาวัดตรงตามคำอธิบายระดับคะแนน 1 ในทุกประเด็น</p> อรุณเกียรติ จันทร์ส่งแสง นรินทร์ สังข์รักษา ธีรังกูร วรบำรุงกุล วรนุช สายทอง อัจฉรา สาหุทัศ ฉัตรชัย สุกสิ เตือนใจ มูลยะ ธิดา กุลรัตน์ ปัณฐวิชญ์ สุขศิริปานรัชต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 104 115 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กร แห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1270 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จำนวน 297 คน กำหนดขนาดของตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (krejcie &amp; morgan, 1970, pp. 607 - 610) ที่ระดับค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการสอน ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ และพันธกิจของสถานศึกษา และด้านการพัฒนาครูให้เป็นผู้นำทางวิชาการ 2. การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับฃมากที่สุด คือ ด้านพลวัตแห่งการเรียนรู้ และด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สำหรับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการจัดการความรู้ รองลงมา คือ ด้านการเพิ่มบทบาทให้กับบุคลากร และด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ณภัสสร ผิวทอง มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 116 127 พลิกโฉมระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล: ทดสอบระบบ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1256 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพในการเข้าถึง จัดเก็บข้อมูล และความปลอดภัยของข้อมูลและความครบถ้วนของระบบ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพของระบบกับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน กลุ่มเป้าหมายเป็นคณาจารย์และบุคลากรที่เข้ารับการอบรมการใช้ระบบ RU AUN-QA จำนวน 149 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย 1) ระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล RU AUN-QA ที่ผ่านการวิพากษ์จากคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 5 คน 2) แบบประเมินความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพของระบบ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบในด้านการแสดงผลของข้อมูลและภาพรวมของระบบ ที่ผ่านการประชุมวิพากษ์ความตรงตามเนื้อหา (Content validity) และแก้ไขจากคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษา จำนวน 5 คน และผ่านการตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha) มีค่า .977 และ .964 ตามลำดับ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพของระบบกับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพด้านการเข้าถึงระบบ การจัดเก็บข้อมูลของระบบ ระบบมีความปลอดภัย และความครบถ้วนของฟังก์ชันการใช้งาน อยู่ในระดับดีมาก 2. ความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบในด้านการแสดงผลของข้อมูลและภาพรวมของระบบ อยู่ในระดับดีมาก 3. ค่าสหสัมพันธ์การเข้าถึงระบบ การจัดเก็บข้อมูล ความปลอดภัย ความครบถ้วนการใช้งาน การแสดงผล และภาพรวมของระบบ มีความสัมพันธ์ทางบวกซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p> จิตราภรณ์ บุญถนอม สิงห์ทัย สุขสว่างโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 128 138 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1242 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล และ 3) ประเมินแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครู จำนวน 214 คน โดยใช้เกณฑ์การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie &amp; Morgan และการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษาแล้วสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 สภาพปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 สภาพพึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การหาแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาจากการสัมภาษณ์ ระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล โดยผู้บริหารสถานศึกษาผู้ใช้แนวทางการพัฒนา จำนวน 5 คน โดยใช้แบบประเมินแนวทางด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ระหว่าง 0.263 - 0.364 2. แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล ประกอบด้วย ด้านกระบวนการทำงานดิจิทัล จำนวน 5 แนวทาง ด้านบุคลากรดิจิทัล จำนวน 6 แนวทาง และด้านวัฒนธรรมดิจิทัล จำนวน 6 แนวทาง รวม 17 แนวทางการพัฒนา และผลการยืนยันใช้ได้ทุกแนวทางการพัฒนา 3. การประเมินแนวทางด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธนาวุฒิ พลประจักร ธีระพล เพ็งจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 139 150 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/778 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 335 คน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.955 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ .882 </p> กิตติพงศ์ นารี คึกฤทธิ์ ศิลาลาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 151 158 การบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/749 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัลของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัล จำแนกตาม ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดโรงเรียน 3) ปัญหาและแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 20 คน และครู 331 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามสัดส่วนของสถานศึกษา ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 351 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีลักษณะเป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60 ถึง 1.00 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตัวแปร ใช้สถิติการวิเคราะห์ การทดสอบที การทดสอบเอฟ และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และด้านการสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรบุคคล 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่มีต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร โดยภาพรวมพบว่าด้านตำแหน่งมีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ด้านระดับการศึกษาไม่แตกต่างกัน และด้านขนาดโรงเรียนโดยภาพรวมมีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 3. ปัญหาและแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคดิจิทัลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร พบว่า ปัญหาส่วนมาก ครูขาดความรู้ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการศึกษาแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาจัดอบรมออนไลน์เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีพร้อมทั้งโน้มน้าวครูให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง</p> เกรียงไกร ดวนใหญ่ ประกาศิต อานุภาพแสนยากร สุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 159 168 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารกับแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/765 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหาร สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 370 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาด ของกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของโคเฮน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน โดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นชั้นภูมิ ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ และสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลากแบบไม่ใส่คืน ให้ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นอำนาจจำแนกของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.963 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหาร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความอ่อนน้อมถ่อมตน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการรับฟัง อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการให้อำนาจ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านความสำเร็จของงาน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดกรุงเทพมหานคร มีความสัมพันธ์กันสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ .704 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> นมลชนก เนาวรัตน์ วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 169 178 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการระดมทรัพยากร เพื่อการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/650 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำชิงกลยุทธ์ ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21กับการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา 4) สร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ครู สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ปีการศึกษา 2567 จำนวน 334 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 เท่ากับ 0.987 และ แบบสอบถามการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา มีค่าเท่ากับ 0.980 ผลการวิจัยพบว่า <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 1. </span><span style="font-size: 0.875rem;">การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01 ในระดับสูง 3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">สมการพยากรณ์โดยการใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า มี 4 ตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ได้ร้อยละ 58.90</span>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสามารถเขียนสมการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนดิบ ดังนี้ Ŷ = .905 + .244 (X<sub>5</sub>) + .244 (X<sub>1</sub>) + .179 (X<sub>3</sub>) +. 127 (X<sub>2</sub>) สามารถเขียนสมการวิเคราะห์การถถอยพหุคูณในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ ẑ = .307 (X<sub>5</sub>) + .286 (X<sub>1</sub>) + .237 (X<sub>3</sub>) + .151 (X<sub>2</sub>)</p> บุหงา พลสาร สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 179 189 ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นของผู้บริหารกับประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/770 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2) ศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นของผู้บริหารกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างคือครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 357 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของโคเฮน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 จากนั้นทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นชั้นของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยศึกษาสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นของผู้บริหาร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านการมีจิตใจใฝ่บริการช่วยเหลือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านคุณธรรมและจริยธรรม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นของผู้บริหารกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 มีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ .581 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ปวรวรรณ แพนเกาะ วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 190 199 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัลกับความสำเร็จของงานบริหารวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/751 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับความสำเร็จของงานบริหารวิชาการ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัลกับความสำเร็จของงานบริหารวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานบริหารวิชาการจำนวน 341 คน โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan โดยใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัล มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.638 - 0.902 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.97 และแบบสอบถามระดับความสำเร็จของงานบริหารวิชาการมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.592 - 0.834 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน</span>เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนและด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการบริหาร รองลงมาคือ ด้านวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยี ด้านการสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการใช้เทคโนโลยี และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการใช้เทคโนโลยี ตามลำดับ 2. <span style="font-size: 0.875rem;">ความสำเร็จของงานบริหารวิชาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก</span>ทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ นักเรียนมีทัศนคติเชิงบวก รองลงมา คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ความพึงพอใจในการทำงานของครู 3. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัลกับความสำเร็จของงานบริหาร</span>วิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ทุกองค์ประกอบมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าระดับความสัมพันธ์ระหว่าง 0.469 – 0.614 เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในแต่ละด้านพบว่า ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุด คือ ด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการใช้เทคโนโลยี (X<sub>5</sub>) มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของงานบริหารวิชาการ (Y) อยู่ในระดับปานกลาง (r = .614) รองลงมา คือ ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการบริหาร (X<sub>4</sub>) มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของงานบริหารวิชาการ (Y) อยู่ในระดับปานกลาง (r = .581) และองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ต่ำที่สุด คือ ด้านวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยี (X<sub>1</sub>) มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของงานบริหารวิชาการ (Y) อยู่ในระดับปานกลาง (r = .469)</p> ภุชงค์ บุญชอบ ปิยาพัชญ์ นิธิศอัครานนท์ ชวนคิด มะเสนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 200 212 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/762 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ 2) ศึกษาการเป็นองค์กรนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 กับการเป็นองค์กรนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ กลุ่มตัวอย่างคือ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ ปีการศึกษา 2567 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของโคเฮน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 333 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.991 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านการมีวิสัยทัศน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านการทำงานเป็นทีมอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยระดับต่ำที่สุด 2. การเป็นองค์กรนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านการสื่อสาร มีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านวัฒนธรรมองค์กร อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านบรรยากาศสร้างสรรค์ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยระดับต่ำที่สุด 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรนวัตกรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ มีความสัมพันธ์กันสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.852 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p> วุฒิพันธุ์ งานดี วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 213 222 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารกิจการนักเรียนในสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/775 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารกิจการนักเรียน และเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารกิจการนักเรียนในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรีตามประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำนวน 315 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67 - 1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารกิจการนักเรียนในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม ด้านการประเมินผลงานกิจการนักเรียน และด้านการวางแผนงานกิจการนักเรียน 2. การเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารกิจการนักเรียนในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรีตามประสบการณ์การทำงาน โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน สำหรับการเปรียบเทียบตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ พบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารกิจการนักเรียนตามความคิดเห็นของครูในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ มีระดับการปฏิบัติมากกว่าสถานศึกษาขนาดกลาง</p> สรณัฐ ทนงศักดิ์วิเศษ มิตภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 223 234 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร กับการเป็นองค์กรดิจิทัลของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/764 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยความสัมพันธ์มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร 2) ศึกษาการเป็นองค์กรดิจิทัลของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของบริหารกับการเป็นองค์กรดิจิทัลของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2567 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของโคเฮนที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 370 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) ใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นของการสุ่ม ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ จากนั้นทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยการจับสลากตามสัดส่วนของประชากร เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างตามที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 45 ข้อ ประกอบด้วยแบบสอบถามภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร และแบบสอบถามการเป็นองค์กรดิจิทัลของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.962 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร ตามความคิดเห็นของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. การเป็นองค์กรดิจิทัลของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร ตามความคิดเห็นของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรดิจิทัลของโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร มีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในระดับปานกลาง (r<sub>xy</sub> = 0.657) ตามความคิดเห็นของครู</p> <p> </p> อรอุสา อาระพงษ์ วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 235 245 การบริหารจัดการหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรมของโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/754 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) การดำเนินงานหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรมโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 3 และ 2) วิเคราะห์จุดเด่นและความสำเร็จการบริหารจัดการหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรมของโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรโรงเรียนอนุบาลด่านช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 3 จำนวน 95 คน ได้ข้อมูลกลับมา จำนวน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 97.89 และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ 1. ผู้บริหารสถานศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา วิทยฐานะเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 30 ปี จำนวน 1 คน 2. รองผู้บริหารสถานศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา วิทยฐานะชำนาญการ มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 10 ปี จำนวน 1 คน 3. หัวหน้าโครงการหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรม สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 25 ปี จำนวน 1 คน 4. ครูผู้รับผิดชอบหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรม สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการสอนภาษาอังกฤษ วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 20 ปี จำนวน 1 คน 5. ครูผู้มีประสบการณ์ด้านการสอนหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรม สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการวิจัยและสถิติทางการศึกษา มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 20 ปี จำนวน 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมานค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. การดำเนินงานหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรม โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ ด้านแผนการจัดการเรียนการสอน ด้านการรับนักเรียน และด้านการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา 2. จุดเด่นและความสำเร็จการบริหารจัดการหลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรม ได้แก่ ครูมีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่มีระเบียบวินัยและปฏิบัติตามกฎระเบียบ โรงเรียนมีการประเมินความรู้ความสามารถเพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษา เก็บค่าบำรุงการศึกษาในอัตราที่เหมาะสมและสอดคล้องกับที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด มีแผนการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร อาคารสถานที่ในการเรียนการสอนมีมาตรฐาน มีบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนการสอนมีการวางแผนปฏิบัติการประจำปีในการจัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนานักเรียน</p> ฉวีวรรณ ศรีเรือง สุมิตร สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 246 257 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลของโรงเรียน ในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/795 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของโรงเรียนในยุคดิจิทัล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลของโรงเรียนในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 181 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Mogan โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ และ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิผลของโรงเรียนในยุค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ประสิทธิผลของโรงเรียนในยุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลของโรงเรียนในยุคดิจิทัล ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ทนุ รอดไว เสาวภาคย์ แหลมเพ็ชร ธนิก คุณเมธีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 258 265 การบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตทวารวดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/748 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) การบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตทวารวดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี 2) แนวทางการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตทวารวดี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน กลุ่มสหวิทยาเขตทวารวดี กำหนดขนาดตัวอย่างโดยการใช้ตาราง เครจซี่และมอร์แกน ได้ขนาดตัวอย่าง จำนวน 217 คน ใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย ด้วยวิธีการจับฉลาก ได้ข้อมูลกลับมา จำนวน 198 คน คิดเป็นร้อยละ 91.24 และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตทวารวดี จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบสอบถามมาตราส่วนประมานค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. การบริหารงานบุคคลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียง ลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนา ด้านการออกจากงาน ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการสรรหาและคัดเลือก และด้านการวิเคราะห์และวางแผน 2. แนวทางการบริหารงานบุคคล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาควรการวางแผนอัตรากำลังอย่างเป็นระบบ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสม การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผ่านการอบรมหรือศึกษาดูงาน การประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส และการดูแลบุคลากรที่ออกจากงานด้วยการจัดงานเกษียณและสนับสนุนโครงการครูผู้ทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน</p> เบญจา คล้ายทอง สุมิตร สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 266 276 วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/900 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) หาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และ 3) ประเมินวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอน ในสถานศึกษาสังกัดสถาบัน การอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จำนวน 274 คน ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การหาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ระยะที่ 3 การประเมินวิธีการฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือเป็นแบบประเมินแนวทาง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นประโยชน์ด้านความเป็นไปได้ ด้านความเหมาะสม ด้านความถูกต้อง และด้านความรับผิดชอบต่อ การประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การหาค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบัน ในการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 อยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็น ได้แก่ ด้านการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาจากผลการประเมินตนเองตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานต้นสังกัด ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา การดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 2. วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 มีทั้งหมด 86 วิธี ประกอบด้วย 1) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 17 วิธี 2) ด้านจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 18 วิธี 3) ด้านดำเนินการตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 10 วิธี 4) ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จำนวน 11 วิธี 5) ด้านการติดตามผลการดำเนินการ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา จำนวน 11 วิธี 6) ด้านการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา (SAR) จำนวน 10 วิธี และ 7) ด้านการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาจากผลการประเมินตนเอง ตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานต้นสังกัด จำนวน 9 วิธี 3. ผลการประเมินวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการบริหารงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 มีความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม ความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้าน</p> เขมอัชฌ์ธิกา ภูวศรีเหลื่อม ยุภาดี ปณะราช พนายุทธ เชยบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 277 286 กลยุทธ์เพื่อการพัฒนาสมรรถนะความพร้อมของอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/870 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านความพร้อมของอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และเพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาสมรรถนะความพร้อมของอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล คือ 1) แบบสัมภาษณ์อาจารย์ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือที่กําลังศึกษาระดับปริญญาเอกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - depth Interview) และ 2) แบบประเมินความเหมาะสมของกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาสมรรถนะความพร้อมของอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ผลการวิจัย พบว่า วิสัยทัศน์ของกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาสมรรถนะความพร้อมของอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล คือ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มุ่งมั่นพัฒนาอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ ให้มีสมรรถนะสูงทั้งในด้านความรู้วิชาการ การวิจัย และทักษะการสอนที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษานานาชาติ พร้อมทั้งปรับตัวตามมาตรฐานการศึกษาระดับสากล เพื่อให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการทำงานภาคอุตสาหกรรมสายวิชาชีพวิศวกรรมโยธาระดับสากล และสามารถนำความรู้ไปพัฒนาสังคมและประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน” และมีกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาสมรรถนะความพร้อมของอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 5 กลยุทธ์ ดังนี้ 1) การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะวิจัยอย่างต่อเนื่อง 2) การพัฒนาทักษะการสอนในระดับนานาชาติ 3) การส่งเสริมการพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษานานาชาติ และ 5) การประเมินผลและพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์เหล่านี้มุ่งเน้นการพัฒนาอาจารย์ในทุกด้านที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมรรถนะของอาจารย์ในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และเตรียมความพร้อมให้อาจารย์สามารถตอบสนองความต้องการของนักศึกษานานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับสากล</p> สุวิมล เจียรธราวานิช ธรรมมา เจียรธราวานิช เซาฟีร์ ดือราแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 287 298 สภาพการใช้บริการและความต้องการรายการโทรทัศน์เสริมทักษะอาชีพเพื่อพัฒนา คุณภาพวิชาการของผู้เรียนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/855 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) สภาพการใช้บริการรายการโทรทัศน์เสริมทักษะอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพวิชาการของผู้เรียนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร 2) ความต้องการรายการโทรทัศน์เสริมทักษะอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพวิชาการของผู้เรียนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เรียนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 392 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบสะดวก มีผู้ตอบแบบสอบถามกลับมาทั้งสิ้น จำนวน 335 คน คิดเป็นร้อยละ 85.5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการใช้บริการรายการโทรทัศน์เสริมทักษะอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพวิชาการของผู้เรียนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร พบว่า รายการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ ทำกินก็ได้ทำขายก็ดี ชุดเค้กและคุกกี้ ตอนสอนทำแยมโรลรับชมรายการโทรทัศน์เสริมทักษะอาชีพย้อนหลังผ่านอินเทอร์เน็ตที่ www.etvthai.tv ระยะเวลาเฉลี่ย 10 - 30 นาทีต่อวัน ช่วงเวลาที่นิยมรับชม คือ 18.01 - 21.00 น. และความถี่ในการรับชม 1 - 2 วัน ต่อสัปดาห์ โดยมีความพึงพอใจในองค์ประกอบรายการโทรทัศน์ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก มีความพึงพอใจพิธีกรและวิทยากรใช้ภาษาในการสื่อสารเข้าใจง่าย อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ความต้องการรายการโทรทัศน์เสริมทักษะอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพวิชาการของผู้เรียนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร พบว่า รูปแบบรายการที่ต้องการมากที่สุด คือ รายการสอนโดยตรง พร้อมการนำเสนอแบบบรรยายและใช้ภาษาที่ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย ด้านคุณสมบัติพิธีกรที่สำคัญ คือ ความรู้ และทักษะอาชีพที่หลากหลาย คุณสมบัติของแขกรับเชิญหรือวิทยากร คือ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในอาชีพหรือเรื่องที่สนทนา ส่วนใหญ่ต้องการให้รายการถ่ายทำในสถานที่ทำงานจริงและต้องการให้มีความยาวตอนละ 30 นาที ออกมากาศในช่วงเวลา 18.01 - 21.00 น. มีวัตถุประสงค์ในการรับชมเพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพหลักและอาชีพเสริม โดยมีความต้องการด้านเนื้อหารายการโทรทัศน์เสริมทักษะอาชีพ ภาพรวมและรายข้อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยต้องการมีส่วนร่วมในการผลิตเนื้อหารายการอาชีพ และต้องการเนื้อหาเกี่ยวกับอาชีพศิลปกรรม เกษตรกรรม คหกรรม การใช้สื่อเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการประกอบอาชีพ อาชีพในสำนักงาน และอาชีพที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน</p> วราพร จงอรุณรุ่งโรจน์ สุมิตร สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 299 310 ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/886 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 3) หาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 286 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางสำเร็จรูปของทาโร่ ยามาเน่ ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และแบบสอบถามประสิทธิผลของสถานศึกษามีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธีการ Stepwise ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นำตนเอง ด้านการแสดงเป็นแบบฉบับให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง ด้านการสนับสนุนให้เกิดภาวะผู้นำตนเอง โดยการสร้างทีมงาน ด้านการทำให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดภาวะผู้นำตนเองโดยให้รางวัลและตำหนิอย่างสร้างสรรค์ ด้านการสร้างรูปแบบความคิดทางบวก และด้านการกระตุ้นให้บุคลากรตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง 2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ คือ ด้านการปรับเปลี่ยนและพัฒนาสถานศึกษา ด้านความพึงพอใจในการทำงานของครู ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และด้านการใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของครู <span style="font-size: 0.875rem;">3. ภาวะผู้นำเหนือผู้นำที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา</span>ประถมศึกษาพะเยา เขต 1 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านการสร้างรูปแบบความคิดทางบวก (X<sub>4</sub>) ด้านการอำนวยความสะดวกให้เกิดภาวะผู้นำตนเองโดยให้รางวัลและตำหนิอย่างสร้างสรรค์ (X<sub>5</sub>) ด้านการสนับสนุนให้เกิดภาวะผู้นำตนเอง โดยการสร้างทีมงาน (X<sub>6</sub>) และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ ด้านการแสดงเป็นแบบฉบับให้บุคลากรเป็นผู้นำตนเอง (X<sub>2</sub>)</p> สุพรรณิการ์ เรือนสอน วรรณากร พรประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 311 319 การบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กลุ่มโรงเรียนศรีสุวรรณภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/825 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) สภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กลุ่มโรงเรียนศรีสุวรรณภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 2) แนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กลุ่มโรงเรียนศรีสุวรรณภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้รับผิดชอบงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และครูที่ปรึกษา/ครูประจำชั้น ในกลุ่มโรงเรียนกลุ่มศรีสุวรรณภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 จำนวน 185 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี และมอร์แกน ได้ข้อมูลกลับมา จำนวน 161 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 87.03 และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการส่งต่อ ด้านการคัดกรองนักเรียนด้านการป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข และ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา 2. แนวทางการบริหารงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล สถานศึกษามีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูที่ปรึกษารู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยการประเมินพฤติกรรมเด็ก (SDQ) และประเมินความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) สถานศึกษากำหนดให้ผู้รับผิดชอบรายงานและประเมินผลด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการคัดกรองนักเรียน สถานศึกษาให้ผู้รับผิดชอบและครูที่ปรึกษาวิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียนโดยใช้วิธีการคัดกรองที่เหมาะสม รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้รับผิดชอบและครูที่ปรึกษานำผลการคัดกรองนักเรียนไปใช้ในการช่วยเหลือนักเรียน ด้านการส่งเสริมและพัฒนา สถานศึกษาดำเนินการประชุมและวางแผนร่วมกับผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนานักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา สถานศึกษามีการพัฒนาทักษะในการให้คำปรึกษาของครูที่ปรึกษาและสนับสนุน ส่งเสริมให้ครูที่ปรึกษาจัดกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาให้มีความสอดคล้องกับลักษณะสภาพปัญหาของนักเรียน ด้านการส่งต่อสถานศึกษามีการติดตามผลการแก้ปัญหานักเรียนหลังจากรับช่วงต่อจากผู้เชี่ยวชาญรวมถึงมีการสรุปผลการส่งต่อนักเรียนไว้เป็นหลักฐาน</p> อรชุดา ชื่นใจฉ่ำ พัชราภา ตันติชูเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 320 330 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/752 <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจําเป็นในการสร้างโปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน 3) ผลการใช้โปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 465 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 127 คน และครูผู้สอน จำนวน 338 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์ แล้วสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม และ ระยะที่ 3 ผลการใช้โปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพ ผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยศึกษาข้อมูลจากสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 38 โรงเรียน ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบันในการเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับน้อย และสภาพที่พึงประสงค์ในการเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. โปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1ประกอบด้วย 1) หลักการและความสำคัญ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กิจกรรม และ 5) การวัดและประเมินผล และเนื้อหาประกอบด้วย 4 Module ได้แก่ Module 1 ด้านการวางแผนการนิเทศ Module 2 ด้านการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก Module 3 ด้านการดำเนินการนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก และ Module 4 ด้านการประเมินและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งผลการประเมินโปรแกรมโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการใช้โปรแกรมเสริมสร้างการบริหารการนิเทศการศึกษาสำหรับสถานศึกษาในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยรวมรายด้านก่อนใช้โปรแกรมอยู่ในระดับปานกลาง และหลังใช้โปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สุภชัย โถบำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 331 342 การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียนในกลุ่มไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1232 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็น และ 2) แนวทางการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานของโรงเรียนในกลุ่มไตรมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 79 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเคร็จซีและมอร์แกน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Sampling) และกลุ่มเป้าหมายผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ จำนวน 9 คน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสังเคราะห์องค์ประกอบ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ โดยมีการหาค่าความสอดคล้องของแบบสอบถาม (IOC) และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน สำหรับดัชนีการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานโดยรวม เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การบริหารสินทรัพย์ การตรวจสอบภายใน การวางแผนงบประมาณ การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง และการคำนวณต้นทุนผลผลิต 2. แนวทางการพัฒนาการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ประกอบด้วยองค์ประกอบ 7 ด้าน คือ 1) การวางแผนงบประมาณ ควรกำหนดวัตถุประสงค์ แผนงาน/กิจกรรมที่ชัดเจน เน้นการมีส่วนร่วม 2) การคำนวณต้นทุนผลผลิต ควรใช้ทางเลือกที่หลากหลาย ติดตาม ประเมินผล และวิเคราะห์ต้นทุนเพื่อความคุ้มค่า 3) การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ควรจัดระบบการจัดเก็บเอกสาร และจำทำเอกสารอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน 4) การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ ควรจัดทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ จัดระบบติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณ จัดระบบบัญชีให้ถูกต้อง 5) การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน ควรกำหนดปฏิทินการรายงานทางการเงินให้ชัดเจน มีการรายงานทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ 6) การบริหารสินทรัพย์ ควรจัดทำนโยบายและระเบียบในการใช้สินทรัพย์ มีการบำรุงรักษาและตรวจสอบสภาพสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ จัดทำบัญชีสินทรัพย์และบัญชีการใช้สินทรัพย์ 7) การตรวจสอบภายใน ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในที่มีตัวแทนจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการการตรวจสอบอย่างชัดเจน กำกับ ติดตามให้มีการรายงานผลการตรวจสอบภายในตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด</p> ภาวินิตย์ ลุนละวัน คมศิลป์ ประสงค์สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 343 354 กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/1266 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน และ 3) ประเมินกลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีพหุระยะ ผู้ให้ข้อมูลของแต่ละโรงเรียนจำนวน 2 คนประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน และ ครูหัวหน้ากลุ่มงานบริหารวิชาการจากแต่ละโรงเรียน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 297 แห่ง วิธีการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้หลักการแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาเป็นชั้นภูมิและโรงเรียนในแต่ละชั้นภูมิเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เก็บข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถาม จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. องค์ประกอบการบริหารวิชาการที่ได้จากการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตร 2) การจัดการเรียนรู้ 3) การวัดและประเมินผล และ 4) การพัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้นั้น 2. องค์ประกอบสมรรถนะนวัตกรสังคมที่ได้จากการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) ผู้เชี่ยวชาญการสร้างเครือข่ายสังคม 3) ผู้เชี่ยวชาญการสร้างสรรค์ 3. กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) เสริมสร้างระบบการวัดและประเมินผลด้วยเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน 3) พัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน 4) พัฒนาสื่อและแหล่งเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะนวัตกรสังคมของนักเรียน</p> <p> </p> ชฎาธาร แปลงค้างพลู กิติพงษ์ ลือนาม ศิริ ถีอาสนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 355 365 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการดำเนินงานของ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่ม 2 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jealsnruacth/article/view/750 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่ม 2 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่ม 2 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้ดูแลเด็ก ผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็ก และผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่ม 2 จำนวน 124 คน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67 - 1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่ม 2 โดยภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย คือ ด้านจินตนาการ รองลงมาคือด้านการคิดเชิงวิเคราะห์ และด้านการนำการเปลี่ยนแปลง<br />2. การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่ม 2 ในภาพรวม โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกข้อ เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย คือ ด้านการมีส่วนร่วมและส่งเสริมสนับสนุน รองลงมาคือด้านอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้านส่งเสริมเครือข่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้านบุคลากร ด้านวิชาการ และกิจกรรมตามหลักสูตร และด้านการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารกับการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่ม 2 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> รดีพร เนื่องนุ้ย ปรเมศร์ กลิ่นหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-03-31 2026-03-31 14 54 366 376