วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj <p><strong>วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร</strong></p> <p><strong><span class="Y2IQFc" lang="en">Journal of Public Administration and Law Shinawatra University </span></strong></p> <p><strong style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;"><span class="Y2IQFc" lang="en"><strong>ISSN: </strong></span></strong><span class="Y2IQFc" lang="en">3056-9257 (ออนไลน์)</span></p> <p> วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร เป็นสื่อกลางการเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความวิชาการ พัฒนาทางสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ ตลอดจนถึง สาขามนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นการบูรณาการนโยบายทางการศึกษา การเรียนการสอนและบริการวิชาการแก่ชุมชน โดยรับตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยที่บทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเสนอ หรือกำลังเสนอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการใดมาก่อน ผลงานที่ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฯ อาจถูกดัดแปลงแก้ไขรูปแบบ และสำนวนตามที่เห็นสมควร ผู้ประสงค์จะนำข้อความใด ๆ ไปพิมพ์เผยแพร่ต่อไป ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เขียนตามกฎหมายลิขสิทธิ์</p> th-TH ratthaburut.k@siu.ac.th (รศ.ดร.รัฐบุรุษ คุ้มทรัพย์) supakran.m@siu.ac.th (ดร.ศุภกานต์ มังกรสสุรกาล) Sun, 30 Aug 2026 20:54:47 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการบริหารความเสี่ยงของสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่นราธิวาส https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2256 <p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ความเสี่ยงของบุคลากรในองค์กรภาครัฐ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ประสบการณ์การทำงาน วุฒิการศึกษา อายุ และตำแหน่งงาน รวมทั้งศึกษาสภาพการปฏิบัติงาน ระดับความเสี่ยง ปัญหาและอุปสรรค และรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่สอดคล้องกับบริบทขององค์กร กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรในองค์กรภาครัฐ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ประสบการณ์การทำงาน วุฒิการศึกษา อายุ และตำแหน่งงาน มีผลต่อระดับการรับรู้ความเสี่ยงขององค์กร โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ บุคลากร ที่มีประสบการณ์สูงและดำรงตำแหน่งระดับหัวหน้างานหรือผู้บริหารมีระดับการรับรู้และการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมมากกว่าบุคลากรระดับปฏิบัติการ องค์กรมีประสิทธิภาพในการบริหาร ความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการจากการมีระบบการปฏิบัติงานและการควบคุมภายในที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์และเชิงนโยบายยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากข้อจำกัด ด้านการสื่อสาร การรายงาน และการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน อีกทั้งบุคลากรบางส่วนยังขาดความรู้ใน การประเมินความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น องค์กรภาครัฐควรพัฒนาการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการ โดยเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร พัฒนาระบบ การสื่อสารและการรายงานความเสี่ยง และส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อสนับสนุน การบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ณัทภัค มุสิกปักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2256 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2193 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี โดยมุ่งเน้นการนำหลักธรรมเชิงจริยธรรม โดยเฉพาะอริยมรรคมีองค์ 8 มาประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวคิดในการเสริมสร้างคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบในการประกอบวิชาชีพบัญชี ในบริบทของสังคมไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหาด้านจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาจากตำราทางพระพุทธศาสนา เอกสารทางวิชาการด้านจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า หลักธรรมทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะอริยมรรคมีองค์ 8 มีความสอดคล้องกับหลักจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีทั้งในมิติความคิด เจตนา และการปฏิบัติงาน เช่น ความซื่อสัตย์ ความเที่ยงธรรม ความรอบคอบ และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย การบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนากับจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีไม่เพียงช่วยกำกับพฤติกรรมทางวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างคุณธรรมภายในจิตใจของนักบัญชี อันนำไปสู่การปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมและระบบเศรษฐกิจโดยรวม</p> บรรณวัชร พลคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2193 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/1366 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรต่อคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร</p> <p> ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้การวิจัยเชิงสำรวจ จากกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 249 คน จากประชากร 657 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>คุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 3.37, S.D. = 0.32) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า ด้านลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.41, S.D. = 0.44) ส่วนด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.33, S.D. = 0.44)</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรต่อคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า บุคลากรที่มีอายุ ตำแหน่งในการทำงาน และระยะเวลาในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนบุคลากรที่มีเพศ ระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย</li> <li>แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ได้แก่ (1) ด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ควรปรับค่าตอบแทนและสวัสดิการให้เหมาะสม พร้อมส่งเสริมทักษะชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง (2) ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ ควรปรับปรุงพื้นที่ให้บริการ ส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับบุคลากรและประชาชน (3) ด้านโอกาสในการพัฒนาความสามารถของบุคลากร ควรจัดอบรมและพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ พร้อมเสริมทักษะจิตอาสาในการให้บริการ (4) ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในงาน ควรสนับสนุนการเรียนรู้และฝึกอบรมบุคลากร พร้อมออกแบบโครงสร้างตำแหน่งให้ก้าวหน้าและเท่าเทียม (5) ด้านการบูรณาการทางสังคมหรือการทำงานร่วมกัน ควรส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีมและอบรมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน (6) ด้านประชาธิปไตยในองค์การ ควรเปิดโอกาสให้บุคลากรแสดงความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย (7) ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตงานและชีวิตด้านอื่น ๆ ควรปลูกฝังหลักพอเพียงและพรหมวิหารธรรมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (8) ด้านลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ควรส่งเสริมการปฏิบัติธรรม ดูงานนอกพื้นที่ และให้บริการสาธารณะด้วยจิตอาสา</li> </ol> <p> </p> พระก้องเกียรติ สุวฑฺฒนปญฺโญ (แซ่ลิ้ม) และ พระอุเทน อภิชาโต (ศิริกุลพัฒนผล) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/1366 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 POLITICAL BEHAVIOR OF ORIGINAL EQUIPMENT MANUFACTURER (OEM) ENTREPRENEURS IN THE HEALTH SUPPLEMENT AND BEAUTY INDUSTRY WITHIN LOCAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATIONS IN SAMUT SAKHON PROVINCE https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2171 <p>The health supplement and beauty Original Equipment Manufacturer (OEM) industry in Samut Sakhon Province has experienced continuous growth within a highly regulated institutional environment, requiring entrepreneurs to interact with government agencies in various forms. This study aims to examine the political behavior of OEM entrepreneurs, identify structural factors shaping such behavior, explore business–government relationships, and develop guidelines for strengthening constructive political participation within the local administrative context.</p> <p>This study employed a qualitative research design using documentary research and content analysis. Data were collected from secondary sources, including corporate websites, industry-related articles, and publications from business organizations. The unit of analysis consisted of organizational and textual data reflecting business practices, political activities, and interactions with government agencies. Data were analyzed through systematic coding, categorization, and thematic analysis based on the conceptual framework.</p> <p>The findings indicate that OEM entrepreneurs primarily demonstrate institutional forms of political behavior, particularly policy monitoring, regulatory compliance, information seeking, and interaction with government agencies. Regulatory frameworks and the institutional role of local administrative organizations emerged as important structural conditions shaping such behavior. The relationship between entrepreneurs and government was characterized by mutual dependency and reciprocity, while business networks facilitated information exchange, coordination, and collective action. These findings further suggest the importance of transparent regulatory communication, accessible consultation mechanisms, and structured channels for business–government dialogue.</p> <p>Political behavior among OEM entrepreneurs is shaped by the institutional and structural conditions of the regulatory and local governance environment. Their engagement with government is predominantly strategic and economically oriented, reflecting the interdependence between business operations, regulatory requirements, and public-sector institutions. Strengthening transparent regulatory systems, inclusive consultation mechanisms, and institutionalized business–government communication can contribute to more constructive and accountable relationships between OEM entrepreneurs and local government.</p> ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2171 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก.4-01 https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2341 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก.4-01 ซึ่งพิจารณาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก.4-01 ของ (1) ผู้มีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดิน (2) ทายาทผู้รับมรดกที่ดินของเกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดิน ผลการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก.4-01 พบปัญหา (1) ผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับการคัดเลือกและจัดที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องมีคุณสมบัติตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือก และ จัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่า หรือ เช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ. 2564 ข้อ 9 (2) ต้องเป็นเกษตรกร และจะต้องประกอบอาชีพเกษตรกรรมในระหว่างถือครองที่ดินดังกล่าว (2) การรับมรดกของทายาทเกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผู้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวจะต้องมีอาชีพเกษตรกรรมจึงจะรับโอนได้ ทั้งสองกรณีจะไม่สามารถนำที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไปใช้ประโยชน์อื่นใดได้ ซึ่งจากข้อเท็จจริงผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมส่วนมากจะไม่สามารถสร้างรายได้ให้เพียงพอกับการดำรงชีพ ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้นายทุนทั้งเอกชนและธนาคารเพื่อการเกษตร จึงเสนอแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือก และ จัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่า หรือ เช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน พ.ศ. 2564 ดังนี้ ข้อ “10/1 บุคคลผู้ได้รับการคัดเลือกและจัดที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หากมีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินจากอาชีพเกษตรกรรมเป็นรูปแบบอื่นใดในเชิงเศรษฐกิจ การพาณิชย์ หรือด้านอื่นๆ นอกเหนือจากอาชีพการเกษตรกรรม ให้ใช้สิทธิ์ในการเช่า หรือเช่าซื้อ ตามระเบียบที่กำหนด” และ ข้อ 30/1 “การรับมรดกของทายาทเกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อทายาทของเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินซึ่งได้รับการจัดให้เข้าทำประโยชน์ถึงแก่ความตายได้ยื่นคำขอรับการจัดที่ดินแทนที่ผู้ตาย ถ้าหากทายาทผู้รับมรดก มีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินจากอาชีพเกษตรกรรมเป็นรูปแบบอื่นใด ให้ใช้สิทธิ์ในการเช่า หรือเช่าซื้อ ตามระเบียบที่กำหนด”</p> วิฑูรย์ แป้นรส, สังเวียน เทพผา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2341 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2700 <p>การศึกษาความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จำนวน 51,147 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยผู้วิจัยได้กำหนดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ และการเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ตำบลเป็นชั้น และสุ่มอย่างง่าย เป็นจำนวน 397 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย พบว่า ด้านความปลอดภัย อยู่ในระดับมาก ด้านครอบครัว อยู่ในระดับมาก ด้านชุมชน อยู่ในระดับมาก ด้านสภาพแวดล้อม อยู่ในระดับมาก ด้านรายได้ อยู่ในระดับมาก และ ด้านการศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ 2) การศึกษาเปรียบเทียบ ความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จำแนกตามปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษาและจำนวนสมาชิกในครอบครัว ไม่มีผลต่อระดับความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ สุขภาพ มีผลต่อระดับความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ </p> ยศทัศน์ สมหวังทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชินวัตร https://so17.tci-thaijo.org/index.php/palsiuj/article/view/2700 Sun, 30 Aug 2026 00:00:00 +0700