ผลของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะทางสังคมและอารมณ์ (SEL) ต่อพฤติกรรม การแสดงออกทางเพศที่เหมาะสมและการยอมรับความแตกต่าง ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์)
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่เหมาะสมของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะทางสังคมและอารมณ์ (SEL) และ 2) ศึกษาเจตคติต่อการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียว วัดก่อน-หลัง (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาบูรณาการทักษะทางสังคมและอารมณ์ เรื่องพฤติกรรมที่เหมาะสมกับเพศและการยอมรับความแตกต่าง จำนวน 4 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เฉลี่ย 0.67 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่เหมาะสม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และ 3) แบบวัดเจตคติต่อการยอมรับ ความแตกต่างระหว่างบุคคล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า
1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศที่เหมาะสมหลังเรียน (\bar{X} = 17.50, S.D. = 1.25) สูงกว่าก่อนเรียน (\bar{X} = 12.15, S.D. = 2.45) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2) นักเรียนมีเจตคติต่อการยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (\bar{X} = 2.81, S.D. = 0.38) โดยนักเรียนสามารถระบุความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ลดการล้อเลียนรูปลักษณ์ และมีพฤติกรรมที่ให้เกียรติเพื่อนต่างเพศมากขึ้น
ผลการวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางให้สถานศึกษานำกระบวนการ SEL ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในระดับชั้นอื่นต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัย งานวิชาการความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนเท่านั้นคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฎในบทความแต่อย่างใด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และกองบรรณาธิการ
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2562). คู่มือครู: การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
Bandura, A. (1977). Social learning theory. Prentice-Hall.
Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). Prentice-Hall.
Brookhart, S. M. (2013). How to create and use rubrics for formative assessment and grading. ASCD.
Collaborative for Academic, Social, and Emotional Learning [CASEL]. (2020). CASEL’s SEL framework: What are the core competence areas and where are they promoted?. https://casel.org/casel-sel-framework-11-2020/
Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297–334.
Piaget, J. (1970). Piaget's theory. In P. H. Mussen (Ed.), Carmichael's manual of child psychology (Vol. 1, pp. 703–732). Wiley.
Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research, 2, 49-60.