การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชนตามคุณลักษณะปัญหาเชิงพื้นที่สำหรับเยาวชน จังหวัดกำแพงเพชร
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชนตามคุณลักษณะของปัญหาเชิงพื้นที่ในจังหวัดกำแพงเพชร 2) พัฒนาเครือข่ายเยาวชนผู้ใช้งานนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ
3) สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ และ 4) สนับสนุนและขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กด้านการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศจากกลุ่มเครือข่ายเยาวชนสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 255 คน จากสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร คัดเลือกตามบริบทความเสี่ยงด้านภัยพิบัติและศักยภาพของชุมชน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ ชุดองค์ความรู้และหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศ แพลตฟอร์มการเรียนรู้และนวัตกรรม (LIP) ซอฟต์แวร์ด้านภูมิสารสนเทศและฐานข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และแบบประเมินผลการเรียนรู้และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการศึกษา พบว่า
- การพัฒนาองค์ความรู้ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การประเมินช่วงชั้นโอกาสนันทนาการของแหล่งท่องเที่ยว การวิเคราะห์ข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียม MODIS และ Suomi NPP (VIIRS) การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงไฟป่า และพื้นที่เสี่ยงการเผาในที่โล่งภาคเกษตรกรรม
- มีเยาวชนในเครือข่ายได้รับการพัฒนาจำนวน 255 ราย จากโรงเรียนคลองลานพัฒนาจินดาศักดิ์ 153 ราย และโรงเรียนวัชรวิทยา 102 ราย โดยมีพัฒนาการด้านการใช้เครื่องมือภูมิสารสนเทศการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสร้างชิ้นงานอย่างเป็นรูปธรรม
- การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้นำไปสู่การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชนในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
- สนับสนุนขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กได้จำนวน 6 โครงการ ซึ่งถูกถ่ายทอดและเผยแพร่สู่เทศบาลตำบลคลองลานพัฒนาและเทศบาลเมืองกำแพงเพชร โดยผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจต่อกระบวนการในระดับมากที่สุด
โดยผลการวิจัยยังมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการสังเคราะห์เป็นโมเดลระบบนิเวศการเรียนรู้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ในระดับชุมชน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเยาวชนและการจัดการปัญหาเชิงพื้นที่ในบริบทอื่นต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##เอกสารอ้างอิง
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10 ฉบับปรับปรุงใหม่). สุวีริยาสาส์น.
ปวีณา บุนนาค, พิทักษ์ สุพรรโณภาพ, ไชยยศ ไพวิทยศิริธรรม, และ ภัทรพล ใจเย็น. (2563). การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการนวัตกรรมท้องถิ่นในเขตภูมิภาคตะวันตก. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 18(1), 301–318.
สุภาสพงษ์ รู้ทำนอง. (2566). การพัฒนาวิศวกรสังคมด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่โดยใช้ภูมิสารสนเทศ ตำบลนาบ่อคำ อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร. วารสารพิกุล, 21(2), 109–131.
สุภาสพงษ์ รู้ทำนอง. (2567). ระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมภูมิสารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชนตามคุณลักษณะปัญหาเชิงพื้นที่สำหรับเยาวชน จังหวัดกำแพงเพชร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.).
สุภาสพงษ์ รู้ทำนอง, และ ภูริณัฐร์ โชติวรรณ. (2565). การพัฒนาเยาวชนเพื่อส่งเสริมการจัดการน้ำระดับท้องถิ่นด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ลุ่มน้ำคลองสวนหมาก จังหวัดกำแพงเพชร. สักทอง: วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (สทมส.), 28(3), 52–65.
Chart-asa, C. (2021). Spatial-temporal patterns of MODIS active fire/hotspots in Chiang Rai, upper northern Thailand and the Greater Mekong Subregion countries during 2003-2015. Applied Environmental Research, 43(3), 121–131. https://doi.org/10.35762/AER.2021.43.3.9
Jackson, N. J. (2013). The concept of learning ecologies. In N. J. Jackson and G. B. Cooper (Eds.), Lifewide Learning Education and Personal Development. Lifewide Education.
Jung, H. S., Lee, S., & Pradhan, B. (2020). Sustainable applications of remote sensing and geospatial information systems to earth observations. Sustainability, 12(6), Article 2390. https://doi.org/10.3390/su12062390
Kerski, J. (2015). Geo-awareness, geo-enablement, geotechnologies, citizen science, and storytelling: Geography on the world stage. Geography Compass, 9(1), 14–26. https://doi.org/10.1111/gec3.12193
Kholoshyn, I. V., Bondarenko, O. V., Hanchuk, O. V., & Shmeltser, E. O. (2019). Cloud ArcGIS Online as an innovative tool for developing geoinformation competence with future geography teachers. CEUR Workshop Proceedings, 2433, 403–412.
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.
NASA FIRMS. (2022). Fire Information for Resource Management System (FIRMS): Active fire data. National Aeronautics and Space Administration. https://firms.modaps.eosdis.nasa.gov/
Ng, S.-L., & Ho, C.-C. (2025). Generative AI in education: Mapping the research landscape through bibliometric analysis. Information, 16(8), Article 657. https://doi.org/10.3390/info16080657
OECD. (2018). The future of education and skills: Education 2030. OECD Publishing.
Rojas, M. P., & Chiappe Laverde, A. (2024). Artificial intelligence and digital ecosystems in education: A review. Technology, Knowledge and Learning, 29(2), Article 1. https://doi.org/10.1007/s10758-024-09732-7
Ruthamnong, S., & Ongsomwang, S. (2017). Burned area assessment using BAMS: A case study of upper northern region, Thailand. Suranaree Journal of Science and Technology, 24(3), 327–342.
Scott, G., & Rajabifard, A. (2017). Sustainable development and geospatial information: A strategic framework for integrating a global policy agenda into national geospatial capabilities. Geo-spatial Information Science, 20(2), 59–76. https://doi.org/10.1080/10095020.2017.1325594
Thongsomjit, P., Na-songkhla, J., & Silapacharanan, S. (2013). A community of innovation: Technological driven system based on participatory rural appraisal and design thinking approach. Silpakorn University Journal of Social Sciences, Humanities, and Arts, 13(2), 295–312.
Wongsathan, R., & Sabkam, A. (2025). Ensemble machine learning-based PM2.5 modeling using hotspot counts (0-1000 km) reflecting Chiang Mai, Thailand’s extreme pollution. Engineering and Applied Science Research, 52(5), 473–489.