การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับการเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Thinking) เพื่อพัฒนาประสิทธิผลการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
คำสำคัญ:
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้, การเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์, กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับการเรียนรู้การคิดเชิงประวัติศาสตร์ (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 (3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน (4) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน และ (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจภายหลังการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมา กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนไตรมิตร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 กับ จำนวน 30 คน เครื่องมือ ที่ใช้ผ่านการกลั่นกรองคุณภาพ ทั้งแผนการจัดการเรียนรู้ 16 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่มีค่าความเชื่อมั่นสูงถึง 0.976 และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.918 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการเรียนรู้ใหม่ในชื่อ "กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์" มี 7 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ ขั้นสร้างความสนใจและกำหนดความสำคัญ ขั้นสืบค้นและวิพากษ์หลักฐาน ขั้นวิเคราะห์ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง ขั้นสังเคราะห์เหตุและผล ขั้นตีความจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ ขั้นวินิจฉัยบทเรียนและมิติทางจริยธรรม และขั้นประเมินผล และนำเสนอองค์ความรู้ (2) รูปแบบการเรียนรู้นี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมด้วยค่า 82.63/81.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ (3) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (4) ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50.40 และ (5) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นนี้ในระดับ "มากที่สุด"
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. https://www.obec.go.th
ฐิติมาภรณ์ โชคสัมฤทธิ์ผล. (2563). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ผสานสะเต็มศึกษา เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์. วารสารวิชาการครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์, 2(1), 45–58. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/BRUJ/article/view/241203
ภัทรพงษ์ สุขเกิด. (2563). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงระบบและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย, 12(2), 215–229. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SUERJ/article/view/240112
สุไรยา หมะจิ, อารีฟัน มาหะมะ, & ฮัสบุลเลาะฮ์ กาเจร์. (2563). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เพื่อ ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในวิชาสังคมศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 31(3), 114–126.
https://so05.tcithaijo.org/index.php/edupsu/article/view/241852
Bruner, J. S. (1961). The act of discovery. Harvard Educational Review, 31(1), 21–32.
Bybee, R. W., Taylor, J. A., Gardner, A., Van Scotter, P., Powell, J. C., Westbrook, A., & Landes, N. (2006). The BSCS 5E instructional model: Origins and effectiveness. Biological Sciences Curriculum Study. https://bscs.org/reports/the-bscs-5e-instructional-model-origins-and-effectiveness/
Choowong, R., & Worapun, W. (2021). Using the 5E instructional model with POE strategy to enhance physics learning achievement and scientific reasoning for grade 10 students. Journal of Education and Learning, 10(5), 102–109. https://doi.org/10.5539/jel.v10n5p102
Goodman, R. I., Fletcher, R. K., & Schneider, E. W. (1980). Determining instructional effectiveness using the index of effectiveness. Journal of Educational Technology Systems, 8(3), 263–274. https://doi.org/10.2190/7376-V421-4284-8868
Kuhlthau, C. C., Maniotes, L. K., & Caspari, A. K. (2015). Guided inquiry: Learning in the 21st century (2nd ed.). Libraries Unlimited.
Namonsai, P., Intanin, J., & Sanpundorn, P. (2023). Development of 5E inquiry-based learning activities to enhance critical thinking skills and learning achievement. Journal of Educational Issues, 9(1), 145–160. https://doi.org/10.5296/jei.v9i1.20812
National Research Council. (2000). Inquiry and the national science education standards: A guide for teaching and learning. The National Academies Press. https://doi.org/10.17226/9596
Seixas, P., & Morton, T. (2013). The big six historical thinking concepts. Nelson Education.
Wineburg, S. (2001). Historical thinking and other unnatural acts: Charting the future of teaching the past. Temple University Press. https://doi.org/10.2307/j.ctt14bt0p5
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการก้าวนวัต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
หลักเกณฑ์การเสนอบทความของวารสารก้าวนวัต
หลักเกณฑ์การเสนอบทความของ "วารสารก้าวนวัต ของสมาคมเครือข่ายการเรียนรู้และนวัตกรรมองค์กร มีข้อกำหนดสำคัญดังนี้:
- ลักษณะและโครงสร้างบทความ
- ประเภทผลงาน: รับบทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่เกี่ยวข้องกับสาขาทางด้าน บริหารธุรกิจ การจัดการทั่วไป การเงินและการบัญชี การตลาด การท่องเที่ยวและการโรงแรม ภาษาศาสตร์ สารสนเทศศาสตร์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ศึกษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ส่งเสริมการเกษตร สิ่งแวดล้อม สุขภาพและการดูแลสุขภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมสหวิทยาการ
- ความยาวเนื้อหา: ในส่วนเนื้อหา (ไม่รวมบทคัดย่อ) ต้องมีความยาวระหว่าง 5,000 – 10,000 คำ (นับตาม Microsoft Word version 2013 ขึ้นไป)
- ภาษา: สามารถนำเสนอได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- ส่วนประกอบบทความ: ตามที่ Template กำหนด
- การจัดรูปแบบต้นฉบับ
- ไฟล์ต้นฉบับ: ต้องส่งในรูปแบบไฟล์ .doc หรือ .docx (Microsoft Word) เท่านั้น
- การตั้งค่าหน้ากระดาษ: จัดพิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษ A4 เว้นระยะขอบตามที่ Template กำหนด
- การอ้างอิง: ต้องใช้รูปแบบการอ้างอิงตามมาตรฐาน APA หรือตามประกาศล่าสุดในระบบ ThaiJo และต้องมี URL สำหรับแหล่งข้อมูลออนไลน์หากมี
- เงื่อนไขและจริยธรรมการตีพิมพ์
- ความใหม่ของผลงาน: บทความต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น
- การพิจารณา: บทความจะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) อย่างน้อย 2-3 ท่าน ในรูปแบบ Double-blind
- ลิขสิทธิ์: เนื้อหาและภาพประกอบต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ หากมีการละเมิด ผู้เขียนต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
- ช่องทางการส่งบทความ
- ผู้สนใจต้องสมัครสมาชิกและส่งบทความผ่านระบบออนไลน์ ThaiJo (วารสารก้าวนวัต) เท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม (Template) ล่าสุดจากหน้าเว็บไซต์ดังกล่าว