คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์

เนื้อหาประกอบด้วย (1) การเตรียมต้นฉบับบทความ (2) วิธีการลงทะเบียนในเว็บไซต์และการส่งบทความ (3) รูปแบบและแนวปฏิบัติในการเขียนบทความ (3.1) รูปแบบในการบทความวิจัย (3.2) รูปแบบในการบทความวิชาการ (4) รูปแบบและแนวปฏิบัติในการเขียนเอกสารอ้างอิง (5) การตั้งค่าหน้ากระดาษ และ (6) การจัดทำตาราง แผนภูมิ และรูปภาพ มีรายละเอียดดังนี้

การเตรียมต้นฉบับบทความ
ก่อนส่งบทความเพื่อขอตีพิมพ์ ผู้นิพนธ์ควรศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างละเอียด ดังต่อไปนี้
1. ตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา
1.1 บทความต้องอยู่ในขอบเขตของวารสาร (เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารภาครัฐ นโยบายสาธารณะ หรือการบริหารกิจการสาธารณะเท่านั้น)
1.2 บทความต้องเป็นผลงานต้นฉบับที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน
1.3 บทความไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น
1.4 บทความต้องมีคุณภาพทางวิชาการและมีองค์ความรู้สำหรับนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
1.5 บทความมีข้อมูลของผู้นิพนธ์ที่ครบถ้วนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (หน้าที่ 1-2)
2. เลือกประเภทบทความ
วารสารรับพิจารณา 2 ประเภท ได้แก่
(1) บทความวิจัย (Research Articles) หมายถึง บทความที่นำเสนอผลการวิจัยต้นฉบับที่มีกระบวนการวิจัยที่ชัดเจนและมีคุณภาพ
(2) บทความวิชาการ (Academic Articles) หมายถึง บทความที่นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี หรือกรอบแนวคิดใหม่ที่มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างลึกซึ้ง

การลงทะเบียนในเว็บไซต์และการส่งบทความ
1. ลงทะเบียนในระบบ
(1) เข้าสู่เว็บไซต์วารสาร: https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jppi/index
(2) คลิ๊ก "ลงทะเบียน" (Register) หากยังไม่เคยลงทะเบียน พร้อมยืนยันตัวตนผ่านอีเมล์ของผู้นิพนธ์
(3) กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน: ชื่อ-นามสกุล, สถาบัน, ที่อยู่อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
(4) เลือกบทบาทเป็น "ผู้นิพนธ์" (First author) "ผู้นิพนธ์ร่วม" (Co-author) "ผู้ประพันธ์บรรณกิจ" (Corresponding author)
(5). กรอกข้อมูลในแบบคำขอส่งบทความ (สามารถดาวน์โหลดเทมเพลตได้จากหน้าเว็บไซต์ของวารสาร)
2. เข้าสู่ระบบและส่งบทความ
(1) เข้าสู่ระบบด้วย Username และ Password ที่ลงทะเบียนไว้
(2) คลิ๊ก "ส่งบทความใหม่" (New Submission)
(5) ปฏิบัติตามขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอนในระบบ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นส่งบทความ
ขั้นตอนที่ 2 อัพโหลด 2 ไฟล์ ได้แก่
(1) ไฟล์บทความ (ไฟล์ Word เท่านั้น) ให้เลือกประเภทไฟล์ที่ส่งเป็น > ไฟล์บทความหรือเอกสารข้อความ
(2) แบบคำของส่งบทความ (ไฟล์ PDF เท่านั้น) ให้เลือกประเภทไฟล์ที่ส่งเป็น > อื่น ๆ / Othor
ขั้นตอนที่ 3 กรอกข้อมูลบทความ (ชื่อเรื่อง, บทคัดย่อ, คำสำคัญ)
ขั้นตอนที่ 4 กรอกข้อมูลผู้นิพนธ์ทุกคน
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน และคลิ๊กยืนยันการส่งบทความ
3. เอกสารที่ต้องอัพโหลด
(1) ไฟล์บทความฉบับสมบูรณ์ (ใช้ไฟล์ Word เท่านั้น) ให้เลือกประเภทไฟล์ที่ส่งเป็น > ไฟล์บทความหรือเอกสารข้อความ
(2) แบบคำขอส่งบทความ (ให้ใช้ไฟล์ PDF เท่านั้น กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนพร้อมลงลายมือชื่อ) ให้เลือกประเภทไฟล์ที่ส่งเป็น > อื่น ๆ / Othor (ห้ามเลือก ไฟล์บทความหรือเอกสารข้อความ)

รูปแบบและแนวปฏิบัติในการเขียนบทความ
รูปแบบทั่วไป
1. กระดาษและระยะขอบ
- ขนาดกระดาษ: A4 (8.27 x 11.69 นิ้ว หรือ 21.0 x 29.7 เซนติเมตร)
- ระยะขอบ: บน 1.0 นิ้ว, ล่าง 1.0 นิ้ว, ซ้าย 1.0 นิ้ว, ขวา 1.0 นิ้ว
- การจัดวาง: 1 คอลัมน์
2. ฟอนต์และระยะห่าง
- บทความภาษาไทย: ใช้ฟอนต์ TH Sarabun PSK ขนาด 14 พอยต์
- บทความภาษาอังกฤษ: ใช้ฟอนต์ Times New Roman ขนาด 12 พอยต์
- ระยะห่างบรรทัด: 1 บรรทัด
- การจัดข้อความ: ชิดซ้าย-ขวา (Justify)
3. ความยาวบทความ
- บทความวิจัย: 10-15 หน้า (รวมบทคัดย่อ, เอกสารอ้างอิง, ตาราง, รูปภาพ)
- บทความวิชาการ: 10-15 หน้า (รวมบทคัดย่อ, เอกสารอ้างอิง, ตาราง, รูปภาพ)


รูปแบบในการเขียนบทความวิจัย
บทความวิจัยต้องมีเนื้อหาไม่เกิน 15 หน้ากระดาษ A4 มีองค์ประกอบหลัก ดังนี้
1. ชื่อเรื่อง (Title)
- ภาษาไทย: ฟอนต์ TH Sarabun PSK ขนาด 18 พอยต์ ตัวหนา กึ่งกลาง
- ภาษาอังกฤษ: ฟอนต์ Times New Roman ขนาด 14 พอยต์ ตัวหนา กึ่งกลาง
- ควรสั้นกระชับ สะท้อนเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย
2. ชื่อผู้นิพนธ์ สังกัด และอีเมล์
- ให้ระบุชื่อผู้นิพนธ์สังกัดในไฟล์บทความ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- ให้ระบุอีเมล์ของผู้นิพนธ์ทุกคน ในไฟล์บทความ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- ให้ทำสัญลักษณ์ (*) หลังชื่อและอีเมล์ของผู้นิพนธ์ประพันธ์บรรณกิจ (Corresponding’s author)
3. บทคัดย่อ (Abstract)
- ภาษาไทย: 250-300 คำ
- ภาษาอังกฤษ: 200-250 คำ
- ครอบคลุม: ความเป็นมาและวัตถุประสงค์, วิธีการวิจัย, ผลการวิจัย, และข้อสรุป
- เขียนเป็นความเรียงต่อเนื่อง 1 ย่อหน้า ไม่แบ่งหัวข้อย่อย
4. คำสำคัญ (Keywords)
- ภาษาไทย: 3-5 คำ
- ภาษาอังกฤษ: 3-5 คำ
- เลือกคำที่สะท้อนเนื้อหาหลักของบทความ
- เรียงตามลำดับความสำคัญ คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,)
หมายเหตุ : ส่วนข้อ 1 – 4 นี้ วารสาร MPAS กำหนดให้หน้าแรกเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หน้าที่ 2 ให้เขียนเป็นภาษาไทย ดูตัวอย่างบทความได้จากเว็บไซต์ของวารสาร
5. ที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย
- ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
- ช่องว่างทางวิชาการ (Research Gap)
6. วัตถุประสงค์การวิจัย
- เขียนแยกเป็นข้อๆ อย่างชัดเจน
- เริ่มด้วยคำว่า “เพื่อ” แล้วตามด้วยคำกริยาที่วัดได้ เช่น ศึกษา, วิเคราะห์, เปรียบเทียบ, พัฒนา
- สอดคล้องกับชื่อเรื่องและปัญหาการวิจัย
- ครอบคลุมทั้งหมดที่ต้องการศึกษา
- ต้องสามารถตอบได้จริงจากการวิจัย
7. การทบทวนวรรณกรรม
- ทฤษฎีหลักที่ใช้เป็นพื้นฐาน
- คำนิยามของตัวแปรหรือแนวคิดสำคัญ
- กรอบแนวคิดหรือโมเดลที่เกี่ยวข้อง
- งานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ
- ผลการวิจัยที่สำคัญและสอดคล้องกัน
- สรุปที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิดการวิจัย
8. กรอบแนวคิดการวิจัย
- แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (ถ้ามี)
- อธิบายกรอบแนวคิดที่สร้างขึ้น
- เชื่อมโยงทฤษฎีกับการวิจัยนี้
9. วิธีดำเนินการวิจัย (Methods)
- รูปแบบการวิจัย (Research Design)
- ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (Population and Sample)
- เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (Research Instruments)
- การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection)
- การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
- จริยธรรมการวิจัย (Research Ethics) เช่น การได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย (ระบุเลขที่อนุมัติ) รวมถึงการขออนุญาตจากหน่วยงาน/ผู้ให้ข้อมูล
10. ผลการวิจัย (Results)
- นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย
- ใช้ตาราง แผนภูมิ หรือกราฟประกอบ (ถ้าเหมาะสม)
- อธิบายผลการวิเคราะห์อย่างชัดเจน เป็นระบบ
- หลีกเลี่ยงการตีความในส่วนนี้ (เก็บไว้สำหรับส่วนอภิปราย)
11. การอภิปรายผล (Discussion)
- อภิปรายผลการวิจัยที่สำคัญ
- เปรียบเทียบกับทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
- อธิบายข้อค้นพบที่แตกต่างหรือสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า
- ชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญทางทฤษฎีและการปฏิบัติ
12. องค์ความรู้ใหม่ (Body of Knowledge)
- ระบุองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดจากการวิจัยนี้อย่างชัดเจน
- อาจนำเสนอเป็นโมเดล แนวคิด หรือกรอบการทำงานใหม่
- แสดงให้เห็นว่าเพิ่มพูนองค์ความรู้อย่างไร
13. ข้อเสนอแนะ (Recommendations)
- ข้อเสนอแนะในการนำผลไปใช้
- ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
14. กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgments) - ถ้ามี- ขอบคุณแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัย
- ขอบคุณผู้ให้ข้อมูล ผู้ช่วยเหลือในการวิจัย
- หากเป็นวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ไม่ต้องเขียนขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากมีชื่อเป็นผู้นิพนธ์ร่วมอยู่แล้ว
- ควรสั้นและกระชับ

15. เอกสารอ้างอิง (References)
- จัดทำตามรูปแบบ APA 7th Edition
- เรียงตามลำดับอักษร (ก-ฮ สำหรับภาษาไทย, A-Z สำหรับภาษาอังกฤษ)
- จัดเรียงภาษาไทยอยู่ก่อนภาษาอังกฤษ

รูปแบบในการบทความวิชาการ
บทความวิชาการต้องมีเนื้อหาไม่เกิน 15 หน้ากระดาษ A4 เช่นเดียวกับบทความวิจัย มีองค์ประกอบหลัก ดังนี้
1. ชื่อเรื่อง (Title)
ภาษาไทย: ฟอนต์ TH Sarabun PSK ขนาด 18 พอยต์ ตัวหนา กึ่งกลาง
ภาษาอังกฤษ: ฟอนต์ Times New Roman ขนาด 14 พอยต์ ตัวหนา กึ่งกลาง
ควรสั้นกระชับ สะท้อนเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย
2. ชื่อผู้นิพนธ์ สังกัด และอีเมล์
- ให้ระบุชื่อผู้นิพนธ์และสังกัดในไฟล์บทความให้ครบถ้วน (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- ให้ระบุอีเมล์ของผู้นิพนธ์ทุกคน ในไฟล์บทความ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- ให้ทำสัญลักษณ์ (*) หลังชื่อและอีเมล์ของผู้นิพนธ์ประพันธ์บรรณกิจ (Corresponding’s author)
3. บทคัดย่อ (Abstract)
- ภาษาไทย: 250-300 คำ
- ภาษาอังกฤษ: 200-250 คำ
- ครอบคลุม: ความเป็นมาและวัตถุประสงค์, วิธีการวิจัย, ผลการวิจัย, และข้อสรุป
- เขียนเป็นความเรียงต่อเนื่อง 1 ย่อหน้า ไม่แบ่งหัวข้อย่อย
4. คำสำคัญ (Keywords)
- ภาษาไทย: 3-5 คำ
- ภาษาอังกฤษ: 3-5 คำ
- เลือกคำที่สะท้อนเนื้อหาหลักของบทความ
- เรียงตามลำดับความสำคัญ คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,)
หมายเหตุ : ส่วนข้อ 1 – 4 นี้ วารสาร MPAS กำหนดให้หน้าแรกเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หน้าที่ 2 ให้เขียนเป็นภาษาไทย ดูตัวอย่างบทความได้จากเว็บไซต์ของวารสาร
5. บทนำ
- ความเป็นมาและความสำคัญของประเด็นที่สนใจศึกษา
- วัตถุประสงค์ของบทความ
- ขอบเขตของการนำเสนอ
6. เนื้อหาหลัก
- แบ่งหัวข้อย่อยตามความเหมาะสม
- เสนอแนวคิด ทฤษฎี หรือกรอบความคิด
- วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ
- ใช้เอกสารอ้างอิงที่ทันสมัยและน่าเชื่อถือ
- กำหนดให้มีหัวข้อ “องค์ความรู้ใหม่” ก่อนถึงบทสรุป
7. บทสรุป
- สรุปประเด็นสำคัญ
- นัยสำคัญทางทฤษฎีและการปฏิบัติ
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหรือการพัฒนา
8. เอกสารอ้างอิง
- รูปแบบเดียวกับบทความวิจัย ตามรูปแบบ APA เวอร์ชั่นที่ 7 (American Psychological Association, 7th Edition)

รูปแบบและแนวปฏิบัติในการเขียนเอกสารอ้างอิง                                                                                  

เอกสารอ้างอิง (ใช้ขนาด 14pt ชนิดตัวหนา จัดกึ่งกลาง)

รายการอ้างอิง ขนาด 14pt ชนิดตัวธรรมดา เรียงลำดับตามตัวอักษร และจำนวนรายการต้องตรงกันและเท่ากันกับที่ใช้อ้างอิงในเนื้อหาบทความ) โดยเขียนเอกสารอ้างอิง (Reference List) ตามรูปแบบ APA 7th Edition (American Psychological Association, 7th Edition) ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยและบทความทางวิชาการ รายละเอียดดังนี้

หลักทั่วไปของการจัดเรียงรายการอ้างอิงตามรูปแบบ APA 7th

  1. จัดเรียงตามลำดับตัวอักษรของชื่อผู้แต่ง (Author’s name)

- ในแต่ละรายการอ้างอิง บรรทัดแรกให้จัดเรียงชิดขอบซ้ายสุด หากมีบรรทัดที่ 2 ให้ย่อหน้าแทป 1 แทป

- หากเป็นภาษาไทย ให้เรียงตาม พยัญชนะตัวแรกของชื่อผู้แต่ง (เช่น ก < ข < ค < ฆ < ง ... จนถึง ฮ)

- หากเป็นภาษาอังกฤษ ให้เรียงตาม ตัวอักษรแรกของนามสกุล (Last name) (เช่น Anderson < Brown < Carter < Davis ...)

- เริ่มจากรายการภาษาไทยก่อน เนื่องจากการจัดเรียงอ้างอิงแบบ APA ในบริบทของไทย นิยมให้รายการภาษาไทยอยู่ก่อนภาษาอังกฤษ จากนั้นจึงตามด้วยรายการภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่น) เพื่อความเป็นระเบียบและสอดคล้องกับลำดับการอ่านภาษาไทย

- หากผู้แต่งคนเดียวกันมีหลายงาน ให้จัดเรียงตาม ปี พ.ศ./ค.ศ. ของการตีพิมพ์ (จากปีเก่า → ใหม่) หากเป็นปีเดียวกัน ให้เพิ่ม a, b, c หลังปี เช่น (2566a), (2566b)

- ถ้าไม่มีชื่อผู้แต่ง ให้ใช้ชื่อเรื่องในการเรียงลำดับแทน โดยดูตัวอักษรตัวแรกของชื่อเรื่อง

- ชื่อหนังสือ ชื่อตำรา ชื่อวารสาร ชื่อวิทยานิพนธ์ ให้ทำเป็นอักษรตัวเอียง

ตัวอย่างการจัดเรียง (ภาษาไทยก่อนภาษาอังกฤษ)

กาญจนา แก้วเทพ. (2561). การสื่อสารกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ขจรศักดิ์ ศรีพนา. (2563). ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ในองค์กรภาครัฐ. นครราชสีมา: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน.
ชูชาติ ศรีภูมิ. (2560). การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พัชรี วัฒนวิจิตร์. (2562). ธรรมาภิบาลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

เรียงลำดับ: ก → ข → ช → พ

Anderson, J. (2020). Public administration and organizational behavior. New York, NY: Routledge.
Brown, T., & Kelly, M. (2018). Strategic leadership for sustainable governance. London: Sage.
Carter, L. (2021). Innovation in local government. Oxford: Oxford University Press.
Davis, R. (2019). Transparency and accountability in public organizations. Cambridge: Cambridge University Press.

เรียงลำดับ: A → B → C → D

ข้อควรระวัง

- อย่าเรียง “รวมกัน” ระหว่างไทยกับอังกฤษ - ให้แยกเป็นสองกลุ่มเสมอ

- ใช้ปี พ.ศ. สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาไทย และ ค.ศ. สำหรับภาษาอังกฤษ

- ใช้รูปแบบ ย่อหน้าแขวน (Hanging indent) ในเอกสารจริง

- หากมีแหล่งข้อมูลออนไลน์ ต้องระบุ URL หรือ DOI ตามรูปแบบ APA

พยัญชนะภาษาไทย (Thai Alphabet Order)

ใช้ลำดับเดียวกับพจนานุกรมไทยหรือราชบัณฑิตยสถาน ดังนี้

ก ข ฃ ค ฅ ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ อ ฮ

หมายเหตุ:

- ในการจัดเรียงเอกสารอ้างอิง จะไม่แยกสระหรือวรรณยุกต์ (เช่น "ก่า" และ "กา" ถือว่าอยู่ในหมวด “ก” เหมือนกัน)

- ถ้าชื่อผู้แต่งขึ้นต้นด้วย สระ เช่น “อำไพ” หรือ “เอมอร” จะเรียงในหมวด อ

- หากขึ้นต้นด้วย ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ ให้นำไปไว้หลังสุดของรายการภาษาไทย

ตัวอักษรภาษาอังกฤษ (English Alphabet Order)

ใช้ลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษมาตรฐาน 26 ตัว ดังนี้

A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

หมายเหตุ:

- จัดเรียงตาม นามสกุลของผู้แต่ง (Last name)

- หากมีชื่อผู้แต่งคนเดียวกัน ให้เรียงตามปี (เก่าก่อนไปใหม่กว่า)

- หากปีเดียวกัน ให้เพิ่มตัวอักษร a, b, c หลังปี เช่น (2021a), (2021b)

การเขียนเอกสารอ้างอิงสำหรับ “หนังสือออนไลน์ (E-Book)” และ “บทความวารสารออนไลน์ (Online Journal Article)”

1. หนังสือออนไลน์ (E-Book)

รูปแบบ (ภาษาไทย)

ผู้แต่ง. (ปี). ชื่อหนังสือ. เมืองที่พิมพ์: สำนักพิมพ์. เข้าถึงจาก URL

ตัวอย่าง:
กาญจนา แก้วเทพ. (2565). การสื่อสารกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. https://ebook.tu.ac.th/sustainability

รูปแบบ (ภาษาอังกฤษ)

Author, A. A. (Year). Title of the book. Publisher. URL

ตัวอย่าง:
Northouse, P. G. (2021). Leadership: Theory and practice (8th ed.). Sage Publications. https://books.google.com/books?id=leadership8

คำอธิบาย:

- ถ้ามีฉบับพิมพ์ระบุไว้ เช่น 8th ed. ให้ใส่ในวงเล็บ

- ถ้าเข้าผ่านแพลตฟอร์มเฉพาะ เช่น Google Books, ProQuest, ให้ระบุ URL ตรงนั้น

2. บทความวารสารออนไลน์ (Online Journal Article)

รูปแบบ (ภาษาไทย)

ผู้แต่ง. (ปี). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่(ฉบับที่), หน้าที่. URL

ตัวอย่าง:
ขจรศักดิ์ ศรีพนา. (2566). การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารท้องถิ่น. วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และการพัฒนา, 15(2), 45–60. https://so08.tci-thaijo.org/index.php/jpda

คำอธิบาย:

-ชื่อวารสารเป็นตัว เอียง

- ถ้ามีเลขเล่มและฉบับ ให้ระบุในรูปแบบ “ปีที่(ฉบับที่)”

รูปแบบ (ภาษาอังกฤษ)

Author, A. A. (Year). Title of the article. Journal Name, volume(issue), page range. https://doi.org/xxxx

ตัวอย่าง 1 (มี DOI):
Northouse, P. G. (2020). Leadership development in public organizations. Public Administration Review, 80(4), 678–690. https://doi.org/10.1111/puar.13156

ตัวอย่าง 2 (ไม่มี DOI แต่มี URL):
Anderson, J. (2022). Strategic innovation in local governance. Journal of Public Management, 18(1), 25–40. https://journalofpublicmanagement.org/articles/2022

คำอธิบาย:

- DOI (Digital Object Identifier) ใช้รูปแบบ URL เต็ม เช่น https://doi.org/...

- ถ้าไม่มี DOI ให้ใช้ URL ของหน้าบทความแทน

3. ตัวอย่างรวม (References Section)

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา แก้วเทพ. (2565). การสื่อสารกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. https://ebook.tu.ac.th/sustainability
ขจรศักดิ์ ศรีพนา. (2566). การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารท้องถิ่น. วารสารรัฐประศาสนศาสตร์และการพัฒนา, 15(2), 45–60. https://so08.tci-thaijo.org/index.php/jpda

Anderson, J. (2022). Strategic innovation in local governance. Journal of Public Management, 18(1), 25–40. https://journalofpublicmanagement.org/articles/2022
Northouse, P. G. (2021). Leadership: Theory and practice (8th ed.). Sage Publications. https://books.google.com/books?id=leadership8
Northouse, P. G. (2020). Leadership development in public organizations. Public Administration Review, 80(4), 678–690. https://doi.org/10.1111/puar.13156

หมายเหตุ: การเขียนแบบออนไลน์ (APA 7th)

- ใช้ DOI แทน URL หากมี (DOI มีความคงที่มากกว่า)

- ไม่ต้องเขียน “สืบค้นจาก” “เข้าถึงจาก” “Retrieved from” หรือ “Accessed on” เว้นแต่ข้อมูลในเว็บมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง

- URL ต้อง “คลิกได้” และไม่มีจุด (.) ต่อท้าย

4. การเขียนการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา (In-text citation)” ตามรูปแบบ APA 7th Edition

การอ้างอิงในเนื้อหาแบบ APA 7th ใช้หลักการ (ผู้แต่ง, ปี) เพื่อเชื่อมโยงกับรายการ “เอกสารอ้างอิง” (Reference list) ที่อยู่ท้ายเล่ม/บทความมีอยู่ 2 รูปแบบหลัก คือ

1. แบบวงเล็บ (Parenthetical citation)
– ใช้เมื่ออ้างภายในวงเล็บ
– ตัวอย่าง: (กาญจนา แก้วเทพ, 2565)

2. แบบบรรยาย (Narrative citation)
– ใช้เมื่อชื่อผู้แต่งเป็นส่วนหนึ่งของประโยค
– ตัวอย่าง: กาญจนา แก้วเทพ (2565) อธิบายว่า...

รูปแบบการอ้างอิงแทรกตามจำนวนผู้แต่ง

(1) ผู้แต่งคนเดียว

- แบบวงเล็บ: (ผู้แต่ง, ปี)

- แบบบรรยาย: ผู้แต่ง (ปี)

ตัวอย่าง (ภาษาไทย)

- งานวิจัยนี้พบว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (กาญจนา แก้วเทพ, 2565)

- กาญจนา แก้วเทพ (2565) อธิบายว่า การสื่อสารเพื่อการพัฒนาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของสังคม

ตัวอย่าง (ภาษาอังกฤษ)

- Effective leadership enhances organizational performance (Northouse, 2020).

- Northouse (2020) stated that leadership is the key factor in public sector success.

(2) ผู้แต่งสองคน

แบบวงเล็บ: (ผู้แต่งที่ 1 & ผู้แต่งที่ 2, ปี)

แบบบรรยาย: ผู้แต่งที่ 1 และ ผู้แต่งที่ 2 (ปี)

ตัวอย่าง (ภาษาไทย)

- (ขจรศักดิ์ ศรีพนา & พัชรี วัฒนวิจิตร์, 2566)

- ขจรศักดิ์ ศรีพนา และพัชรี วัฒนวิจิตร์ (2566) ระบุว่า...

ตัวอย่าง (ภาษาอังกฤษ)

- (Robbins & Coulter, 2021)

- Robbins and Coulter (2021) emphasized the importance of management innovation.

(3) ผู้แต่งสามคนขึ้นไป

- ใช้เพียงชื่อผู้แต่งคนแรก แล้วตามด้วย “และคณะ” หรือ “et al.” (ในภาษาอังกฤษ)

ตัวอย่าง (ภาษาไทย)

- (สมชาย และคณะ, 2564)

- สมชาย และคณะ (2564) พบว่า...

ตัวอย่าง (ภาษาอังกฤษ)

- (Anderson et al., 2022)

- Anderson et al. (2022) found that innovation drives community participation.

(4) องค์กรหรือหน่วยงานเป็นผู้แต่ง

- เขียนชื่อเต็มของหน่วยงานในการอ้างอิงครั้งแรก

- ครั้งต่อไปสามารถใช้คำย่อ (ถ้ามีการกำหนดในวงเล็บครั้งแรก)

ตัวอย่าง (ภาษาไทย):

- ครั้งแรก: (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ [ก.พ.ร.], 2566)

- ครั้งต่อไป: (ก.พ.ร., 2566)

ตัวอย่าง (ภาษาอังกฤษ)

- First citation: (World Health Organization [WHO], 2023)

- Later citation: (WHO, 2023)

(5) ไม่มีชื่อผู้แต่ง (ใช้ชื่อเรื่องแทน)

- ใช้ชื่อเรื่องย่อในเครื่องหมายคำพูดแทนชื่อผู้แต่ง

- ตัวอย่าง: (“การบริหารท้องถิ่นยุคใหม่,” 2565)

หมายเหตุ: เคล็ดลับสำคัญ

- ปี ค.ศ./พ.ศ. ต้องตรงกับใน “เอกสารอ้างอิงท้ายบท”

- ชื่อผู้แต่งคนไทยใช้ “ชื่อและนามสกุล” (first and surname)
- ชื่อผู้แต่งชาวต่างประเทศใช้เฉพาะ “นามสกุล” (surname) เท่านั้น

- ไม่ใช้เลขเชิงอรรถ (footnote) แทนการอ้างอิง
- ถ้าอ้างหลายแหล่งในวงเล็บเดียวกัน ให้เรียงตามลำดับตัวอักษร และใช้ “;” คั่น

- ควรใช้เอกสารอ้างอิงที่ทันสมัยและน่าเชื่อถือ กล่าวคือ แหล่งข้อมูลที่ผู้เขียนบทความนำมาใช้อ้างอิงหรือประกอบการเขียน โดยต้องมีคุณลักษณะ ดังนี้

(1) ทันสมัย (Up-to-date) ข้อมูลควรเป็นของช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเขียนบทความ (โดยทั่วไปไม่เกิน 5 ปี) ยกเว้นกรณีเป็นทฤษฎีพื้นฐานหรือผลงานคลาสสิกซึ่งสามารถอ้างถึงได้แม้จะเก่า

(2) น่าเชื่อถือ (Reliable) แหล่งข้อมูลต้องมาจากสถาบันหรือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับ เช่น วารสารวิชาการ (Academic Journals) หนังสือจากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยหรือสำนักพิมพ์ทางวิชาการ รายงานทางราชการ หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ (เช่น UN, WHO, OECD) วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษาที่เชื่อถือได้

5. การตั้งค่าหน้ากระดาษ

ให้ใช้รูปแบบอักษรและการจัดวางตำแหน่ง ดังนี้

- พิมพ์บนกระดาษขาว A4 หน้าเดียว (หรือ 8.5 นิ้ว x 11 นิ้ว) พิมพ์แบบเสมอหน้า-หลัง (Justified) ด้วยโปรแกรม MS-Word

- ตั้งค่าหน้ากระดาษ ดังนี้

บน 1.50 นิ้ว           ล่าง 1.00 นิ้ว 

ซ้าย 1.00 นิ้ว         ขวา 1.00 นิ้ว

6. การจัดทำตาราง แผนภูมิ และรูปภาพ

1. ตาราง (Tables)

รูปแบบ:

- ใช้ตารางแบบเปิด (ไม่มีเส้นตารางแนวตั้งตรง vertical lines)

- หมายเลขตาราง: ใช้เลขอารบิก (ตารางที่ 1, Table 1)

- ชื่อตาราง: อยู่ด้านบนตาราง ช้ายขอบซ้ายสุด ตัวธรรมดา

- แหล่งที่มา: ระบุใต้ตาราง (ถ้ามี)

ตัวอย่าง:

ตารางที่ 1 ระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการบริการสาธารณะ

รายการ                                      ค่าเฉลี่ย        S.D.

การบริการด้านสาธารณสุข           4.25            0.68

การบริการด้านการศึกษา              4.10            0.72

การบริการด้านสาธารณูปโภค       3.95            0.81

หมายเหตุ: คะแนนเต็ม 5

2. รูปภาพและแผนภูมิ (Figures)

รูปแบบ:

-ความละเอียดไม่น้อยกว่า 300 dpi

-หมายเลขรูป: ใช้เลขอารบิก (รูปที่ 1, Figure 1) จัดกึ่งกลาง

-ชื่อรูป: อยู่ด้านล่างรูป ตัวธรรมดา จัดกึ่งกลาง

- แหล่งที่มา: ระบุใต้ชื่อรูป (ถ้ามี) จัดกึ่งกลาง

ตัวอย่าง:

 

                                                     [รูปภาพ/แผนภูมิ]

 

                                           ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย