ขยะที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ: ของเสียอันตรายจากชุมชนกับช่องว่างเชิงสถาบัน ในการจัดการขยะของท้องถิ่นไทย

ผู้แต่ง

  • พิมพ์ทอง สุวรรณชัยรบ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
  • อริสา อามาตมนตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร

คำสำคัญ:

ของเสียอันตรายจากชุมชน, ซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต, ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน

บทคัดย่อ

ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนเกิดขึ้น 685,999 ตัน ในจำนวนนี้เป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 445,899 ตัน หรือประมาณร้อยละ 65 ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเพียงราวร้อยละสองจุดห้าของขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดขึ้นทั้งหมด 27.20 ล้านตันในปีเดียวกัน บทความวิชาการนี้เสนอข้อโต้แย้งว่า สัดส่วนที่น้อยนี้เองคือต้นตอของปัญหา เนื่องจากเป้าหมายระดับชาติ ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 กำหนดไว้ว่าอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ต้องไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2570 เป็นเป้าหมายที่วัดด้วยน้ำหนัก ภายใต้ตัวชี้วัดเชิงน้ำหนัก การลงทุนกับของเสียอันตรายจากชุมชนแทบไม่ทำให้ตัวเลขผลงานดีขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล จึงจัดลำดับความสำคัญของภารกิจนี้ไว้ท้ายสุด บทความระบุช่องว่างเชิงสถาบันสามประการที่เสริมแรงกัน ได้แก่ ช่องว่างด้านแรงจูงใจซึ่งเกิดจากตัวชี้วัดเชิงน้ำหนักเอง ช่องว่างด้านขนาดเพราะปริมาณที่เกิดขึ้นใน อปท. แต่ละแห่ง น้อยเกินกว่าจะคุ้มค่าต่อการลงทุนระบบเฉพาะ และช่องว่างด้านความรับผิดชอบปลายทางเพราะผู้ผลิตแบตเตอรี่ หลอดไฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มีพันธะตามกฎหมายในการรับคืนซากผลิตภัณฑ์ ผลการสำรวจองค์ประกอบขยะ ณ สถานที่กำจัดในปี พ.ศ. 2567 ยืนยันผลที่ตามมา คือของเสียอันตรายจากชุมชนและซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงถูกทิ้งปะปนมากับขยะทั่วไป จนถึงสถานที่กำจัด บทความจึงเสนอ “โมเดล 3S” อันประกอบด้วยการคัดแยกที่ต้นทาง การสร้างขนาดด้วยการรวมกลุ่ม ระดับจังหวัด และการโอนความรับผิดชอบกลับไปยังต้นทางด้วยหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต พร้อมข้อเสนอให้ใช้ตัวชี้วัดถ่วงน้ำหนักด้วยความเสี่ยงแทนตัวชี้วัดเชิงน้ำหนักสำหรับขยะกระแสนี้

ประวัติผู้แต่ง

อริสา อามาตมนตรี, หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร

ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนเกิดขึ้น 685,999 ตัน ในจำนวนนี้เป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 445,899 ตัน หรือประมาณร้อยละ 65 ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเพียงราวร้อยละสองจุดห้าของขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดขึ้นทั้งหมด 27.20 ล้านตันในปีเดียวกัน บทความวิชาการนี้เสนอข้อโต้แย้งว่า สัดส่วนที่น้อยนี้เองคือต้นตอของปัญหา เนื่องจากเป้าหมายระดับชาติ ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 กำหนดไว้ว่าอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ต้องไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2570 เป็นเป้าหมายที่วัดด้วยน้ำหนัก ภายใต้ตัวชี้วัดเชิงน้ำหนัก การลงทุนกับของเสียอันตรายจากชุมชนแทบไม่ทำให้ตัวเลขผลงานดีขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล จึงจัดลำดับความสำคัญของภารกิจนี้ไว้ท้ายสุด บทความระบุช่องว่างเชิงสถาบันสามประการที่เสริมแรงกัน ได้แก่ ช่องว่างด้านแรงจูงใจซึ่งเกิดจากตัวชี้วัดเชิงน้ำหนักเอง ช่องว่างด้านขนาดเพราะปริมาณที่เกิดขึ้นใน อปท. แต่ละแห่ง น้อยเกินกว่าจะคุ้มค่าต่อการลงทุนระบบเฉพาะ และช่องว่างด้านความรับผิดชอบปลายทางเพราะผู้ผลิตแบตเตอรี่ หลอดไฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มีพันธะตามกฎหมายในการรับคืนซากผลิตภัณฑ์ ผลการสำรวจองค์ประกอบขยะ ณ สถานที่กำจัดในปี พ.ศ. 2567 ยืนยันผลที่ตามมา คือของเสียอันตรายจากชุมชนและซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงถูกทิ้งปะปนมากับขยะทั่วไป จนถึงสถานที่กำจัด บทความจึงเสนอ “โมเดล 3S” อันประกอบด้วยการคัดแยกที่ต้นทาง การสร้างขนาดด้วยการรวมกลุ่ม ระดับจังหวัด และการโอนความรับผิดชอบกลับไปยังต้นทางด้วยหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต พร้อมข้อเสนอให้ใช้ตัวชี้วัดถ่วงน้ำหนักด้วยความเสี่ยงแทนตัวชี้วัดเชิงน้ำหนักสำหรับขยะกระแสนี้

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมมลพิษ. (2567). คู่มือปฏิบัติงานด้านการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชนสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ.

กรมควบคุมมลพิษ. (2567). รายงานสถานการณ์สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2567. กรุงเทพฯ: กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ.

กรมควบคุมมลพิษ. (2568). รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมมลพิษ.

ญาสุมินทร์ รักไธสง และปานปั้น รองหานาม. (2568). แนวทางการบริหารจัดการขยะของชุมชนต้นแบบบ้านวังโพน ตำบลเขวาไร่ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มมร วิทยาเขตอีสาน, 6(2), 1-12. เข้าถึงจาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jhsmbuisc

นฤนาท ยืนยง และพิชชานาถ เงินดีเจริญ. (2565). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยของตำบลสำพะเนียง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 12(2), 279-297.

นิภาพรรณ เจนสันติกุล. (2565). การบริหารจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย. วารสารสิ่งแวดล้อม, 26(1). เข้าถึงจาก https://thaienvi.com/article/view/331

ปริญฤทธิ์ ภู่คำมี, รชานนท์ สนิทรักษ์, นัทธวัฒน์ การาสี, มงคล จันทร์รุ่งเรือง และโชติ บดีรัฐ. (2567). แนวทางการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน. วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์, 9(3), 382-396.

พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560. (2560). ราชกิจจานุเบกษา, 134(26 ก), 1-4.

รัษฎากร วินิจกุล, ปรียานุช พรหมภาสิต, พิษณุ บุญนิยม และณัฐนันท์ ทองทรัพย์. (2567). การบริหารจัดการขยะ (Zero Waste): กรณีศึกษาชุมชนต้นแบบ จังหวัดกำแพงเพชร. วารสารนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม, 3(1), 22-38.

วาริญนิศา วิจิตรวงศ์วาน และวิจิตรา ศรีสอน. (2565). แนวทางในการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชนต้นแบบบ้านรางพลับ ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ด้วยแนวคิดขยะเหลือศูนย์. วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น, 8(4), 253-268.

สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง และอภิชัย บัวละพา. (2569). การเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย. วิทยาการบริหารภาครัฐสมัยใหม่, 3(3), 340-354.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566-2570. กรุงเทพฯ: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.

Guerrero, L. A., Maas, G., & Hogland, W. (2013). Solid waste management challenges for cities in developing countries. Waste Management, 33(1), 220-232. https://doi.org/10.1016/j.wasman.2012.09.008

Marks, D., Miller, M. A., & Vassanadumrongdee, S. (2023). Closing the loop or widening the gap? The unequal politics of Thailand's circular economy in addressing marine plastic pollution. Journal of Cleaner Production, 391, 136218. https://doi.org/10.1016/j.jclepro.2023.136218

Osborne, S. P. (Ed.). (2010). The new public governance? Emerging perspectives on the theory and practice of public governance. London: Routledge.

Samitthiwetcharong, S., Kullavanijaya, P., Suwanteep, K., & Chavalparit, O. (2023). Towards sustainability through the circular economy of plastic packaging waste management in Rayong Province, Thailand. Journal of Material Cycles and Waste Management, 25(3), 1824-1840. https://doi.org/10.1007/s10163-023-01657-0

United Nations Environment Programme. (2024). Global waste management outlook 2024: Beyond an age of waste - Turning rubbish into a resource. Nairobi: UNEP. https://doi.org/10.59117/20.500.11822/44939

Vassanadumrongdee, S., Kallayanapattharasit, R., Lekkham, A., & Unroj, P. (2023). Utilizing Wasteaware benchmark indicators to improve municipal solid waste management in northern Thailand. Applied Environmental Research, 45(1), 006. https://doi.org/10.35762/AER.2023006

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-08-31

รูปแบบการอ้างอิง

สุวรรณชัยรบ พ., & อามาตมนตรี อ. (2026). ขยะที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ: ของเสียอันตรายจากชุมชนกับช่องว่างเชิงสถาบัน ในการจัดการขยะของท้องถิ่นไทย. วิทยาการบริหารภาครัฐสมัยใหม่, 3(4), 434–442. สืบค้น จาก https://so17.tci-thaijo.org/index.php/jppi/article/view/1901